xs
xsm
sm
md
lg

“ฝุ่นฟุ้ง” ทั้งกรุงเทพ พวกเรากำลังจะตายผ่อนส่ง

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต
(การวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล)
อาจารย์ประจำสาขาวิชา วิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ผมว่าจะไม่เขียนเรื่องฝุ่น pm2.5 ในกรุงเทพ แต่อดทนไม่ได้จริงๆ เพราะตัวเองเริ่มมีอาการภูมิแพ้กำเริบ แสบจมูก ไอหนัก เจ็บคอ และมีน้ำมูกในช่วงสองสามวันนี้ ที่ไม่อยากเขียนเพราะไม่ได้เป็นนักสิ่งแวดล้อมและไม่ได้เรียนมาทางเคมีเลยรู้สึกว่าไม่ควรจะเขียน เพราะไม่ใช่สาขาวิชาที่ตัวเองรู้ดีหรือเชี่ยวชาญ แต่คิดไปคิดมาก็อยากจะเขียน เพราะตัวเองเริ่มได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างมากเสียแล้ว เขียนไม่ใช่ในฐานะผู้รู้ แต่เขียนในฐานะประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก pm2.5 นี้ ในกรุงเทพ แต่เดิมปัญหาไม่มากนัก มันเป็นฝุ่นเล็กที่เกิดจากการเผาเป็นหลัก และรองลงมาอาจจะเป็นการเสียดสี อย่างภาคเหนือที่เกิดหนัก ๆ คือการเผาหญ้า เผาป่า เผาใบไม้ พอลงท้ายแม่ทัพภาคที่ 3 เอาจริง ผู้ว่าราชการจังหวัดทางเหนือเอาจริงก็เลยบรรเทาลงไปมาก

กรุงเทพนี่เผาเยอะสุดคือเผาน้ำมันเชื้อเพลิง ก็รถติดวินาศสันตะโรกันขนาดนี้ สร้างรถไฟฟ้ากันทั้งเมือง พหลโยธิน ลาดพร้าว รามอินทรา ศรีนครินทร์ อุโมงค์ที่พัฒนาการก็สร้างมาหลายปีไม่เสร็จสักที การเผาน้ำมันเชื้อเพลิงแบบนี้เพราะรถติดหนักมาก ทำให้การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์เกิดฝุ่นละเอียดขนาดเล็กมาก นอกจากนี้การเหยียบเบรคบ่อย ๆ ของการขับรถในกรุงเทพก็ทำให้ผ้าเบรคเสียดสีไหม้และเกิดฝุ่นขนาดเล็กมากและเป็นฝุ่นพิษที่เต็มไปด้วยโลหะหนักอันตรายมากมายเหลือเกิน ฝุ่นจากก่อสร้างเป็นฝุ่นขนาดใหญ่กว่ามาก ไม่อันตรายมากเท่า และไม่เป็นสารก่อมะเร็ง ที่ทำให้ตายผ่อนส่งเมื่อหายใจเข้าไป ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านเคมีอากาศได้อธิบายให้ผมฟังไว้อย่างนี้

ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือเป็นนักบินได้กรุณาอธิบายให้ผมฟังว่ากรุงเทพนั้นจริง ๆ แล้วจะแย่กว่านี้มาก โรงงานแถวอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ มหาชัย ผลิตอะไร เผาอะไร สารโลหะ และฝุ่นจากการเผาก็พัดปลิวเข้ากรุงเทพ แต่กรุงเทพนั้นโชคดีที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้เป็นลมทะเลพัดเข้าแผ่นดินไทยหรือที่ราบลุ่มภาคกลางตลอดเก้าเดือนต่อปี ทำให้ฝุ่นจิ๋วและสารพิษพวกนี้ถูกพัดออกไปจนหมด เราเลยแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ จะมีแค่สามเดือนที่ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งก็เป็นช่วงฤดูหนาวของปี เช่นช่วงนี้ และหลายครั้งอากาศปะทะกันทำให้เกิดลมนิ่งไม่สงบ พอลมนิ่ง ฝุ่นจิ๋วพวกนี้ pm2.5 ก็เลยไม่ไปไหนทำให้ฟุ้งทั้งกรุงเทพกลายเป็นเมืองในหมอก

ในตอนเช้าๆ นั้นมีหมอกอันเกิดจากไอน้ำตามธรรมชาติ แต่พอเจอกับ smoke หรือ pm2.5 พวกนี้ก็เลยบวกกันเป็น smog ซึ่งมาจาก smoke+fog ซึ่งอันตรายมาก เห็นคนถ่ายรูปมาจากแถวลาดกระบังและสนามบินสุวรรณภูมินั้นพบว่าสวยและหนามากแต่เป็นพญามัจจุราชตายผ่อนส่ง



ภาวะโดมร้อนในเมือง ที่เกิดจากเมืองใหญ่หรือมหานครตั้งอยู่ริมทะเล มีตึกกั้นลมทะเลพัดเข้ามาก และมีมวลอากาศร้อนจากการใช้พลังงานและการเผาไหม้ของเมืองเช่น การคมนาคมขนส่ง ทำให้เกิดฝนตกหนักและบ่อย สังเกตได้ชัดว่ากรุงเทพมักมีฝนหลงฤดูมากขึ้นเรื่อย ในช่วงหลัง ๆ ทำให้ฝุ่นจิ๋ว pm2.5 เบาบางลงไป

ถ้าจะสรุปสั้น ๆ กรุงเทพคือแหล่งผลิตฝุ่นจิ๋ว pm2.5 จากการเผาน้ำมันเชื้อเพลิงและการเหยียบผ้าเบรค ที่เต็มไปด้วยสารก่อมะเร็ง เพราะรถติดวินาศสันตะโร พูดง่ายๆ คือคนกรุงเทพนี่แหละคือผู้ที่ก่อมลพิษทางอากาศมากที่สุด โดยเฉพาะคนที่ขับขี่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็น่าจะมีส่วนช่วยซ้ำเติมปัญหานี้

แต่คนกรุงเทพกลับมีความโชคดีที่มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านกรุงเทพไปปีละ 9 เดือน ทำให้ฝุ่นและสารก่อมะเร็งพวกนี้กระจายไปตามท้องทุ่งแห่งที่ราบลุ่มภาคกลางแทน ประกอบกับการมีฝนตกแทบทั้งปีจากภาวะโดมร้อนเมือง พอฝนตกบ่อย ๆ เข้าฝุ่นพวกนี้ก็ถูกน้ำชะล้างออกไป

ในความโชคดีเช่นนี้ ก็เลยทำให้คนกรุงเทพ พากันเดือดร้อนเพียงปีละไม่กี่วัน แตกต่างจากทางเหนือที่ต้องทนอยู่กันยาวๆ หลายเดือน เพราะอยู่ในหุบเขาลมไม่พัดกระจายออกไปไหน และเมื่อเดือดร้อนไม่กี่วันต่อปีก็ทำให้คนกรุงเทพไม่ออกมาโวยวาย เช่นเดียวกันกับหน่วยราชการและรัฐบาลก็หวังรอให้มีลมพัดมาเหมือนเดิมหรือมีฝนตก แล้วปัญหาก็จะเบาบางลงไปเอง และคนก็จะเลิกบ่น

เรื่องฝุ่นจิ๋ว pm2.5 นี้ผมเคยไปเจอที่ปักกิ่งก็หนักมาก ท้องฟ้าที่ปักกิ่งไม่เคยงดงามฟ้าใสเลย ท้องฟ้ากรุงเทพก็แบบนี้เช่นกัน แต่สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นแก้ปัญหานี้อย่างเอาจริงเอาจังมาก โดยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือฝุ่น pm2.5 เกิดจากการเผาถ่านหินเป็นหลักในปักกิ่ง รัฐบาลเลยห้ามใช้ถ่านหินในปักกิ่ง ซึ่งใช้กันมากในหน้าหนาวเพื่อความอบอุ่น และหน้าหนาวนั้นมวลความกดอากาศสูงหรืออากาศเย็นก็มักจะนิ่งและทำให้เกิดปัญหาหนักมาก ผมไปปักกิ่งผมก็มีอาการแพ้อากาศแบบที่ผมแพ้ในกรุงเทพขณะนี้ ตอนหลังมานี้ปัญหาที่ปักกิ่งแทบจะหมดไป เนื้อเสียบไม้ย่างแบบซินเจียงรสเผ็ด ๆ ริมถนนถูกห้ามหมด เจอเป็นยกไปทำลายหมดทั้งเตาห้ามใช้เด็ดขาด ถ่านหินก็ห้ามใช้ในปักกิ่ง มลพิษทางอากาศก็คลี่คลายลงไปมากจนแทบจะเป็นปกติ

สำหรับกรุงเทพ เนื่องจากภูมิอากาศและภูมิประเทศช่วย จะเดือดร้อนกันไม่กี่วัน แต่ถ้ามองให้ดี กรุงเทพก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเตาเผาน้ำมันที่เผาน้ำมันไม่ได้สมบูรณ์นัก สร้างควันและฝุ่นจิ๋ว pm2.5 แล้วถูกลมพัดไปรมเพื่อนบ้านหรือจังหวัดในที่ราบลุ่มภาคกลางแทบทั้งหมด

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และศาสตราจารย์แห่งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้อธิบายว่า

มลพิษทางอากาศในประเทศไทย

มีการกล่าวถึงมลพิษทางอากาศในประเทศไทย ในช่วงระยะเวลานี้ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เป็นช่วงอากาศปิด ลมนิ่ง มีการใช้รถยนต์จำนวนมาก และมีการก่อสร้าง

PM2.5 หรือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กหรือเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เพิ่มขึ้น

อะไรก็ตามแต่ที่เล็กกว่า 5 ไมครอน ก็จะมีโอกาสลงถึง ปลายทางของหลอดลม และถุงลมได้ เช่นแบคทีเรีย ขนาดของแบคทีเรียจะมีขนาดตั้งแต่ 0.2 ถึง 5 ไมครอน สิ่งที่ใหญ่กว่าก็จะติดตามหลอดลมที่อยู่สูงขึ้น ร่างกายจะมีขน cilia คอยปัดขึ้นมาหรือปกป้องนั่นเอง จึงเป็นเหตุให้อะไรก็ตามแต่ที่มีขนาดเล็กมาก โดยเฉพาะมลพิษ แบคทีเรีย ไวรัสจึงเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

การแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือแก้ที่ต้นทาง ไม่สร้างมลพิษ และร่างกายต้องแข็งแรง

การแนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัย ที่คาดหน้ากันอยู่ โอกาสป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้น้อยมาก หรือป้องกันแบคทีเรีย ไวรัส ได้น้อย เราจึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจหรือโรคไวรัส ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปสู่ผู้อื่น มากกว่าที่จะให้คนดีใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดโรค

ผมฟังวิทยุอยู่รายการหนึ่ง แนะนำให้ใส่ N95 เพื่อป้องกัน มลพิษ PM 2.5 ผมฟังแล้วตกใจมาก ในฐานะที่เป็นแพทย์ และทำวิจัยเกี่ยวกับโรค เราจะใส่หน้ากาก N95 เพื่อป้องกันตัวเราในกรณีที่ปฏิบัติการเกี่ยวกับเชื้อโรคอันตราย ในห้องปฏิบัติการ หรือแต่งชุดใส่เข้าไปเพื่อป้องกันเชื้อโรคไม่ให้มาติดเรา เพราะการใส่หน้ากากอนามัย ชนิด N95 เมื่อใส่แล้วเราจะต้องทำ Fit Test คือรูดเหล็กที่อยู่เหนือจมูกให้แน่นแนบไปกับหน้า การหายใจจะไม่มีลมข้างนอกเข้ามาได้เลย อากาศที่หายใจจะต้องผ่านการกรองจากหน้ากากเข้ามาได้เท่านั้น ผู้ที่ถูกใส่จะอึดอัดและอยู่ได้ไม่นาน ถ้าเกินชั่วโมงก็เก่งแล้ว

ถ้าเราเห็นคนใช้ N95 มาเดินตามท้องถนน สำหรับผมคงตลกสิ้นดี โดยเฉพาะถ้าใส่ให้ถูกวิธี แต่ถ้าใส่พอเป็นพิธี ก็อย่าใส่ดีกว่า เสียดายสตางค์ N95 มีไว้สำหรับป้องกันตัวเราโดยเฉพาะผู้ที่จะต้องปฏิบัติการหรือเข้าไปดูแลผู้ป่วยที่จะแพร่กระจายเชื้อมาสู่ตัวเรา มากกว่าที่จะนำมาใส่เดินในท้องถนนเพื่อป้องกัน PM2.5

การแก้ปัญหาฝุ่น pm2.5 ที่สาเหตุให้ตรงจุดต้องทำสามอย่าง คือ หนึ่ง แก้ปัญหาการจราจรไม่ให้ติดขัด อันเป็นโจทย์ที่ยากแสนสาหัส และสองคือ การทำให้เครื่องยนต์รถต่างๆ ในกรุงเทพ มีการสันดาปสมบูรณ์ และไม่มีฝุ่นจิ๋วออกมา และสาม การทำให้ฝุ่น pm2.5 จากการเบรคยางที่เสียดสีกับผ้าเบรคมีโลหะลดลงไป


ผมเองเห็นด้วยกับอาจารย์ยงเป็นอย่างมากว่าต้องแก้ปัญหาที่สาเหตุ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพเป็นมาตรการระยะยาว และรัฐบาลก็พยายามดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะการสร้างระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดจำนวนคนใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่เรื่องระบบรางนี้ต้องใช้เวลามากเหลือเกิด ทางเลือกหนึ่ง ที่ผมเสนอคือการกำหนดเขตหวงห้าม (Restricted zone) ที่รถยนต์ส่วนบุคคลจะวิ่งได้ต้องมีผู้โดยสารสามคนขึ้นไป การทำเช่นนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรลงไปได้มาก เช่น ถนนที่มี MRT หรือ BTS ผ่านควรกำหนดเช่นนี้ ห้ามรถที่มีผู้โดยสารน้อยกว่าสามคนวิ่งเข้าไป ห้ามวิ่งเข้าไปจะถูกปรับให้หนัก น่าจะช่วยให้ ถนนสุขุมวิท พหลโยธิน สีลม รัชดาภิเษก ซึ่งเป็นถนนที่รถติดและมีฝุ่น pm2.5 ลดปัญหาลงไปได้ทันที

มาตรการที่สอง คือการตรวจสภาพเครื่องยนต์เช่น ควันดำ โดยเฉพาะควันดำจากเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล เป็นปัญหามาก รถเมล์ของ ขสมก. และรถร่วมนี่แหละคือตัวปัญหา ที่มีควันดำหนักมาก และเห็นวิ่งกันอยู่เต็มเมือง รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายและห้ามรถพวกนี้วิ่งทันที และตรวจจับรถยนต์ของประชาชนที่มีปัญหาควันด้วย พวกรถแต่งที่เอาไว้บิดแข่งกันก็ชอบไปทะลวงท่อที่มีอุปกรณ์กรองไอเสียออก ทำให้เกิดฝุ่นมาก ก็ต้องจับและเอาผิดอย่างจริงจัง กฎหมายเหล่านี้มีอยู่แล้วทั้งนั้น แต่ปัญหาของประเทศไทยคือขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ถ้าจับปรับให้หมดแล้วห้ามวิ่งจนกว่าจะแก้ปัญหาได้จะช่วยลดปัญหาไปได้มาก

มาตรการที่สาม คือ การกำหนดมาตรฐานของผ้าเบรคและยางรถยนต์ให้มีโลหะหนักลดลง จะช่วยลด pm2.5 ที่มีโลหะหนักลดลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก. สำหรับผ้าเบรคและยางรถยนต์จึงไม่เพียงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่จะเกิดจากยางรถยนต์เสียดสีกับผ้าเบรคที่ออกมาด้วย อีกประการหนึ่งถ้ารถติดน้อยลงการเบรคของรถก็น่าจะลดลงด้วยเช่นกัน

มาตรการระยะสั้นที่สุดที่น่าจะลองทำและน่าจะได้ผลคือการทำฝนหลวงหรือฝนเทียมเพื่อชะล้างฝุ่นออกไป อันเป็นพระราชมรดกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรที่ทรงทดลองอยู่ 14 ปีจนประสบผลสำเร็จ ซึ่งหากทำแล้วฝนหลวงตกในกรุงเทพก็จะบรรเทาปัญหาฝุ่น pm2.5 ลงไปได้ในทันที

ส่วนการฉีดน้ำของหน่วยงานราชการ เช่น กทม. ไม่มีกำลังอะไรเพียงพอที่จะช่วยบรรเทาปัญหานี้ เพราะพลังไม่เพียงพอ เป็นแค่ gimmick ที่ทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อะไรได้สบายใจและเห็นว่าได้พยายามแก้ปัญหาแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ได้แก้ปัญหาที่สาเหตุเลย เป็นเพียงการสร้างความสบายใจเพื่อรอลมทะเลและรอฝนตกลงมาตามธรรมชาติเพียงเท่านั้น ก็ขอพูดยาวๆ ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่ยังต้องเป็นคนกรุงเทพที่ยังมีชีวิตอยู่และยังต้องหายใจอยู่คนหนึ่ง เผื่อหน่วยราชการและผู้มีอำนาจจะได้ลองพิจารณาดูบ้าง





กำลังโหลดความคิดเห็น...