xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ปรบมือสิคะ รออะไร??!! “พาณิชย์”ขึ้นบัญชีคุมค่ายา สกัดโขกค่ารักษามหาโหด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลังโยนลูกกันไปมาระหว่าง กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุข ในที่สุดกระทรวงพาณิชย์ ก็รู้หน้าที่ตัวเองเสียทีว่าสามารถใช้อำนาจควบคุมราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลมหาโหดตามที่มีการร้องเรียนกันมากเป็นอันดับต้นๆ

เรื่องนี้ ภาคประชาชน กลุ่มเครือข่ายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน นำโดย น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ขับเคลื่อนผลักดันให้หน่วยงานของรัฐออกมาตรการมาควบคุมค่ายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่เผือกร้อนก็ถูกโยนกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต่างปัดว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะเข้ามากำกับดูแลและควบคุม

การออกแรงของภาคประชาชนถือว่าบรรลุผลในเบื้องต้น นำไปสู่การประชุมหารือร่วมกันในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ สาธารณสุข โรงพยาบาลเอกชน และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กระทั่งมีการชงเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2562 และมติ กกร. ซึ่งพิจารณาทบทวนรายการสินค้าและบริการประจำปี 2562 ในส่วนของบัญชีสินค้าควบคุม มีมติให้เพิ่ม 1 รายการสินค้า คือ ยาและเวชภัณฑ์ เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม

ที่ประชุมวันดังกล่าว ยังมีมติให้ถอด 4 สินค้าออกจากบัญชีสินค้าควบคุม ได้แก่ น้ำตาลทราย ซึ่งปล่อยลอยตัวตามกลไกตลาดแล้ว และถอดสินค้า เยื่อกระดาษ เม็ดพลาสติก และแบตเตอรี่รถยนต์ ออกจากรายการสินค้าควบคุม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการแข่งขันจากผู้ค้าหลายราย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมอีกต่อไป ส่งผลให้บัญชีสินค้าควบคุมประจำปี 2562 เหลือ 46 รายการ จากเดิมมี 49 รายการ

สำหรับบัญชีบริการควบคุม ที่ประชุมมีมติให้เพิ่มบริการทางการแพทย์ เข้ามาอยู่ในบัญชีบริการควบคุม ทำให้บริการควบคุมเพิ่มเป็น 6 รายการ จากเดิมมี 5 รายการ ส่งผลให้จะมีบัญชีสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2562 ทั้งหมด 52 รายการ ลดลงจากเดิม 54 รายการ ซึ่งจะนำผลที่ประชุมครั้งนี้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า

การนำยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุมนั้น เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์ สามารถกำหนดมาตรการดูแลและแก้ปัญหาด้านราคาให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน

ส่วนจะใช้มาตรการใดในการกำกับดูแลนั้น ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 1 ชุด ประกอบด้วย ตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันภัย สมาคมโรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อศึกษาหามาตรการที่กำกับดูแลสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

“ตอบไม่ได้ว่าจะใช้มาตรการใดกำกับดูแล และจะทำให้ราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์ลดราคาลงหรือไม่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับข้อสรุปของคณะอนุกรรมการ แต่ให้หลักการไปว่า จะต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนจะมีการใช้มาตรการกำหนดส่วนต่างกำไรของราคายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงพาณิชย์ ยกระดับนำรายการสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เพื่อดูแลจริงจัง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ก่อนหน้าที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาและ กกร.มีมติออกมาดังกล่าวข้างต้นนั้น ในช่วงปลายเดือนธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบริษัทประกันภัย เพื่อหาแนวทางกำกับดูแลค่ารักษาพยาบาล

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้สัมภาษณ์ถึงผลประชุมที่ได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะเสนอให้นำรายการยาและเวชภัณฑ์ และค่าบริการของโรงพยาบาล เช่น ค่าห้องพักฟื้น ค่าอาหาร ค่าเอกซเรย์ ค่าดูแลผู้ป่วย เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม โดยเตรียมเสนอที่ประชุม กกร. ในวันที่ 9 ม.ค. 2562 ส่วนมาตรการที่จะนำมาใช้ดูแล เช่น การให้แจ้งต้นทุน การกำหนดส่วนต่างค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าบริการ เป็นต้น ต้องหารือกันอีกครั้งภายใต้คณะอนุกรรมการที่เสนอให้จัดตั้งขึ้น

“เดิมทียาเป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว แต่ไม่รวมเวชภัณฑ์และค่าบริการ จึงต้องเสนอให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม เพื่อมีมาตรการดูแลได้ แต่คงไปสั่งคุมราคายาไม่ได้ เพราะราคายามีกลไกเฉพาะ และต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกัน แต่สามารถกำหนดเพดานได้ว่าจะบวกเพิ่มได้กี่เท่า ส่วนค่าบริการ ก็เช่นเดียวกัน ต้องดูราคาให้เหมาะสม โดยคาดว่าหลังดึงเข้ามาเป็นสินค้าและบริการควบคุม และมีคณะอนุกรรมการฯ เข้ามาดูแล จะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้จบภายใน 2-3 เดือน” นายวิชัย คาดหมาย

ที่ประชุมยังได้ข้อสรุปที่จะเข้าไปดูแลค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉิน ที่ปัจจุบันแม้ผู้ป่วยจะได้รับสิทธิพิเศษภายใน 72 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจากผ่าน 72 ชม. หรือหลังจาก 3 วันไปแล้ว โรงพยาบาลจะคิดค่าบริการ จึงต้องกำหนดอัตราการคิดค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสมว่าจะดูแลอย่างไรไม่ให้เป็นภาระกับประชาชนเพิ่มขึ้น ส่วนค่าบริการทางการแพทย์ หรือที่เรียกว่าค่าหมอ ต้องไปดูว่ากฎหมายสภาวิชาชีพกำหนดไว้ว่าอย่างไร ถ้ามีการกำหนดระเบียบเอาไว้ ก็ให้เป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพที่จะเข้ามาดูแล แต่ถ้าไม่มีกำหนดไว้ ก็ต้องนำมาพิจารณาให้เหมาะสม

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งร่วมประชุมด้วยนั้น กล่าวว่า นอกจากมติที่เสนอให้ กกร.เคาะออกมาแล้วนั้น ยังมีประเด็นที่เป็นข้อเสนอระยะยาวของทางเครือข่ายภาคประชาชน คือควรมีการคุมค่ารักษาพยาบาลที่รวมถึงค่าวิชาชีพ หรือค่าบริการอื่นๆ ของรพ. เช่น ค่าแพทย์ ค่าทำหัตถการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราหวังว่าจะดำเนินการต่อไป

ส่วนอีกข้อเสนอที่เห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือการให้นำใบสั่งยาไปซื้อยาได้ที่ร้านขายยา เพื่อลดการพึ่งพารพ.เอกชน ซึ่งตรงส่วนนี้ผู้แทนทางกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่าไม่ขัดกับกฎหมายข้อใดๆ ที่กระทรวงสาธารณสุข ดูแลอยู่เลย อีกประเด็นที่เป็นประเด็นในอนาคต ในระยะยาวหากมีการปรับราคา การเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุน ต่างๆ ทางรพ.ต้องมีการมาแจ้งให้ทราบก่อน

สาเหตุที่ต้องนำรายการยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าเป็นบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เนื่องจากที่ผ่านมามีประชาชนร้องเรียนถึงค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนคิดราคาสูงเกินความเป็นจริง ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขปัญหา

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สบส.) ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนโรงพยาบาลเอกชนเข้ามาประมาณ 300 เรื่องต่อปี โดยเฉพาะเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพงมีการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด ที่ผ่านมาเราพยายามแก้ไขเรื่องของการคุมราคายาไม่ให้เกินจริง โดยหารือกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ส่วนเรื่องการคุมค่ารักษาโดยตรงส่วนนี้เป็นหน้าที่ของกกร.

น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ประธานอนุบริการด้านสุขภาพของคณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน ระบุว่า ปัจจุบันมีประชาชนร้องเรียนมายังมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคหลายราย ถือเป็นอันดับ 2 ของการร้องเรียนรองจากการโฆษณาอาหารและยา ซึ่งบางราย พบว่า มีการเรียกค่ารักษาพยาบาลจากคนไข้หลายแสนบาท และเป็นการกำหนดราคาตามใจชอบ และยังพบว่า ราคาบางตัว ขายเกินจากราคาหน้ากล่องยาถึง 400 เท่า โดยไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบ ขณะที่การเข้าโรงพยาบาลในกรณีฉุกเฉินที่สามารถเข้าโรงพยาบาลได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริง มีการเก็บค่ารักษาพยาบาลจากคนไข้ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน

เป็นที่คาดหมายล่วงหน้าได้ว่า หลังจาก กกร. มีมติคุมค่ายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ หุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลจะร่วงรับข่าวระหว่างวันที่ 9 ม.ค. 2562 โดย บมจ.กรุงเทพดุสิตเวช (BDMS) ราคาร่วงลง 7.69% มาอยู่ที่ 22.80 บาทต่อหุ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ราคาร่วงลง 7.01% มาอยู่ที่ 179 บาทต่อหุ้น บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ราคาร่วงลง 3.66% มาอยู่ที่ 15.80 บาทต่อหุ้น

นักวิเคราะห์ มองว่า มาตรการที่อาจออกมาควบคุมค่ายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ อาจส่งผลลบกับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในกลุ่ม Premiumขณะที่สมาคมประกันชีวิตไทย ซึ่งสนับสนุนรัฐควบคุมราคาค่ายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ มองว่า หากรัฐบาลสามารถควบคุม สินค้ากลุ่มนี้ได้จะทำให้ ต้นทุนในการรักษาพยาบาลต่ำลง ส่งผลต่อเนื่องให้ประชาชนภาระน้อยลง และมีกำลังซื้อมากขึ้น รวมถึงมีเงินเพียงพอเพื่อวางแผนทำประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนการรักษาพยาบาลถูกลง ก็สามารถออกแบบประกันภัยให้ราคาถูกลงได้ด้วย

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ราคาหุ้น บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ปรับตัวลงค่อนข้างมาก ด้วยวอลุ่มเทรดที่เข้ามาอย่างหนาแน่น คาดว่าเป็นผลจากที่ประชุมกกร.ให้เพิ่มยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม ซึ่งจะทำให้ราคายาของโรงพยาบาลต้องปรับลง ซึ่งจะทำให้รายได้ถูกกระทบ แต่ในระยะยาวยังมองปัจจัยพื้นฐานของ BDMS ยังดีอยู่ พร้อมแนะนำ"ซื้อ"ให้ราคาเป้าหมาย 30 บาท/หุ้น

จับตากันให้ดี เพราะงานนี้ยังมีแทงกั๊กว่า “ขึ้นบัญชีควบคุมราคาแล้วแต่ไม่แน่ว่าค่ารักษาพยาบาลจะถูกลงหรือไม่” ดังนั้น ต้องไม่ให้มติ กกร. กลายเป็นฝันค้างของประชาชนคนไข้ชาวไทยที่เจอโขกค่ารักษามหาโหดไม่สิ้นสุดหรือไม่ อย่างไร


กำลังโหลดความคิดเห็น...