xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ตื่นตะลึงท่องเที่ยวไทย ทำรายได้พุ่งกระฉูดที่ห นึ่งแห่งเอเชีย ที่สี่ของโลก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยยังสดใสไปต่อได้อีกไกล สามารถทำรายได้สูงสุดขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในเอเชีย แซงหน้ามาเก๊า ญี่ปุ่น ฮ่องกง และทะยานขึ้นสู่อันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐฯ สเปน และฝรั่งเศส ตามลำดับ

ส่วนปี 2562 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายรายได้จากภาคท่องเที่ยวไทยไว้ที่ 3.41 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีก่อน วาดฝันดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนไทย 40.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ตั้งเป้าไว้ 37 ล้านคน

นับเป็นข่าวดีที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยังแข็งแกร่งเป็นหนึ่งในเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง คู่ไปกับการลงทุนภาครัฐ แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมอื่น เช่น การส่งออก ส่อเค้ามีความยุ่งยากจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

ทั้งนี้ รายงานล่าสุดจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ทำรายได้มากกว่า 57,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคิดเป็นเม็ดเงินจำนวน1.82 ล้านล้านบาท ตามที่บลูมเบิร์ก เก็บรวบรวมตัวเลขเมื่อปี 2560 ถือว่าสูงสุดในทวีปเอเชีย โดยทิ้งห่างจากอันดับ 2 คือมาเก๊า ที่ทำเงินไปได้ 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินจำนวน 1.15 ล้านล้านบาท ในขณะที่ญี่ปุ่นได้ 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นจำนวน 1.09 พันล้านบาท ส่วนฮ่องกง และจีนต่างทำได้ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.06 พันล้านบาท

เมื่อดูรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยที่ทะยานไปข้างหน้าไม่หยุดยั้งนั้น ทำให้ไทยสามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวรั้งอันดับ 4 ของโลก โดยอันดับหนึ่ง คือ สหรัฐฯ ทำรายได้ 211,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ, อันดับสอง สเปน 68,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และอันดับสามคือ ฝรั่งเศส 61,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

จากตัวเลขที่บลูมเบิร์ก รวบรวม ยังพบว่า นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย จับจ่ายใช้สอยอยู่ที่ประมาณ 173 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นเงินประมาณ 5,530 บาทต่อวัน ซึ่งหากใช้ชีวิตอยู่ที่ดูไบ จะต้องใช้เงินถึง 537 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน และหากเป็นสิงคโปร์จะต้องใช้เงินเป็นจำนวน 286 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน โดยเปรียบเทียบแล้วค่าใช้จ่ายในไทยจึงย่อมเยาว์น่ามาท่องเที่ยวกว่ามาก

สำหรับจุดเด่นของประเทศไทยนั้น สำนักข่าวต่างประเทศดังกล่าว มองว่า ไทยมีทุกอย่างที่สามารถสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวในทุกระดับชั้น เช่น เกาะส่วนตัวที่มีวิลล่าส่วนตัว ขณะเดียวกันก็มีสตรีทฟู้ดราคาถูก รวมไปถึงความหลากหลายของอาหารและสินค้าต่างๆ ในตลาดแต่ละท้องที่ โดยอาหารไทยหลายชนิดที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก ดังที่สำนักข่าว CNN มีการจัด 50 อันดับอาหารยอดนิยมในโลก ปรากฏว่า ส้มตำติดอันดับที่ 48 ส่วนต้มยำกุ้ง อยู่ในอันดับที่ 8 และแกงมัสมั่น ถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบอาหารยอดนิยม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถพัฒนาศักยภาพที่จะตักตวงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้มากขึ้นจากโรงแรม และรีสอร์ทใหม่ๆ เช่น โฟร์ซีซั่น, โรสวูด, แมนดารินโอเรียนเต็ล, วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย และที่สำคัญก็คือ ไอคอนสยาม ที่ใช้เงินลงทุนไปกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นเงินจำนวน 5.11 หมื่นล้านบาท

นายสมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Somkiat Osotsapa ว่า โลกตะลึง การท่องเที่ยวไทยทำรายได้อันดับ 4 ของโลก รวมความว่า การท่องเที่ยวของไทย “...ถ้าผมจำไม่ผิดเมื่อสิบปีที่แล้วเราไม่ติดอันดับ top 15 เลยครับ ตอนนี้ไทยชนะทั้งประเทศอิตาลี อังกฤษและเยอรมัน เหลือเชื่อไหมครับเราอยู่ห่างจากฝรั่งเศสแค่ปลายจมูกเท่านั้น ความพิเศษประการแรกของเราคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวสูงมาก ปีหน้าคาดว่าตัวเลขอยู่ที่ 40 ล้านคน เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรประเทศและเป็น 40 ล้านคน ที่มีกำลังซื้อสูง

“ความพิเศษที่สองคือ Thailand've got something for everyone ไม่ว่าจะเป็น street food ข้างถนนที่อร่อยสุดยอดไปถึงโรงแรมห้าดาวและ resort ที่ติดอันดับโลก นี่คือ engine for growth ที่เรามีความหลากหลายอยู่ในที่ที่เดียว นี่เป็นเอกลักษณ์ที่ประเทศอื่นไม่มีเหมือนเรา ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศมาเที่ยวประเทศแห่งรอยยิ้มนี้ ประเด็นคือเราเป็นจุดหมายปลายทาง หรือ destination ทั้ง value & sophisticated travelers สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าคือ living proof ว่ายุคนี้คือ The gold rush ของการท่องเที่ยว

“ตัวอย่างคือ Alain Ducasse ซึ่งเป็น chef ระดับโลกชาวฝรั่งเศส จะเปิดภัตตาคารของเขาที่บ้านเรา เขาเป็น chef ที่ได้ Michelin star 3 ดาว ซึ่งภัตตาคารที่กรุงเทพฯ ของเขาเป็นร้านที่สามใน Asia นอกจากนั้น Waldorf Astoria จะเปิดโรงแรมระดับห้าดาว ซึ่งเป็นการปักหมุดครั้งแรกของโรงแรมนี้ที่ Southeast Asia นี่เป็นเพียงสองตัวอย่างเล็ก ๆ ว่า นี่คือยุคตื่นทองที่ผู้ประกอบการในวงการท่องเที่ยวโลกกลัวว่าจะตกรถไฟ

“Mastercard จัดอันดับกรุงเทพเป็นเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดอันดับหนึ่งของโลกและเราติดอันดับมาสามปีติดต่อกัน ส่วนภูเก็ตเป็นเมืองที่น่าเที่ยวอันดับสิบสองของโลก ถ้าจะสรุปคือประเทศเราตอนนี้อยู่ใน spotlight of attention ของนักท่องเที่ยวทั้งโลกและการท่องเที่ยวคือ The rainmaker”

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวในเวทีสัมมนา “Thailand Economic Challenges 2019” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ผลกระทบจากสงครามการค้า การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โอกาสและความท้าทายใหม่ จัดโดยธนาคารกรุงไทยและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2562 ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ยังมีความหวัง โดยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีบทบาทสำคัญต่อไป จีนยังมาไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ดี คุ้มค่า ไม่แพง แต่ต้องจับตากำลังซื้อของจีนอาจจะน้อยลงจากค่าเงินหยวนที่อ่อนตัว อำนาจการซื้ออาจน้อยลงไปบ้าง

ทั้งนี้ เมื่อเดือนก.ย. 2561 ผลสำรวจสุดยอดจุดหมายปลายทางโลกของมาสเตอร์การ์ด ฉบับที่ 7 ประจำปี 2561 (Mastercard Global Destination Cities Index, GDCI 2018) ระบุอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และผลการสำรวจทั่วโลก พบว่า ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีเมืองท่องเที่ยวถึง 3 แห่ง ติดอยู่ใน 20 อันดับแรก

ผลการสำรวจดังกล่าว ระบุว่า กรุงเทพฯ คือเมืองสุดยอดจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของโลกที่นักท่องเที่ยวต้องการมาเยือนและพักแรมมากที่สุด ถือเป็นการครองอันดับหนึ่งครั้งที่ห้าในรอบ 6 ปี นับจากปี 2555 และเป็นการครองอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่สามสำหรับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยแห่งนี้ โดยในปี 2561 เมืองภูเก็ตและพัทยา ติดโผเข้ามาอยู่ใน 20 อันดับ ในตำแหน่งที่ 12 และ 18 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่ภูเก็ตได้เข้ามาอยู่ใน 10 อันดับแรกในแง่ของมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว ซึ่งปี 2561 เป็นปีแรกที่มีการรวมภูเก็ตและพัทยาเข้าไว้ในการสำรวจส่วนนี้ และมีการเพิ่มเมืองสำรวจจาก 132 เมือง ในปี 2559 เป็น 162 เมืองในปี 2560 โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาพักแรมกว่า 20 ล้านคน ทำให้กรุงเทพฯ สามารถเบียดลอนดอน (19.83 ล้านคน) ให้รั้งอันดับสองอีกครั้งเหมือนปี 2560 ทั้งนี้ ชาติที่มาเยือนไทยมากที่สุดยังคงเป็นเหมือนเช่นปี 2560 คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“ความจริงที่ว่าไทยเป็นประเทศเดียวที่มีเมืองน่าเที่ยวถึงสามแห่งติดอยู่ในยี่สิบอันดับแรก ตอกย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพ การผสมผสานที่ลงตัวทั้งในเรื่องงานและการพักผ่อน รวมไปถึงเสน่ห์ในวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยที่ใครๆ ต่างหลงใหล ยิ่งกว่านั้น ความพยายามจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือหน่วยงานกรุงเทพมหานคร เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาระดับการเติบโตที่เหนือกว่ามาตรฐานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยให้ต่อเนื่องต่อไป” โดนัลด์ ออง ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ของมาสเตอร์การ์ด กล่าวชื่นชม

สำหรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2562 นั้น ททท.วางแผนไว้ล่วงหน้าโดยตั้งเป้าหมายรายได้ ไว้ที่ 3.41 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% โดยแบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 2.29 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศ 1.12 ล้านล้านบาท โดยจะเน้นพัฒนาทั้งด้านซัพพลายและดีมานด์

ในด้านซัพพลาย ททท.จะเข้ามามีบทบาทด้วยการผลักดันให้สินค้าท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่นได้รับความนิยมในตลาดโลก (local go global) พร้อมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งใหม่และเก่า ด้วยการสร้างแม่เหล็กการท่องเที่ยวระดับโลกจาก 5 เซ็กเตอร์ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม, เชิงธุรกิจ, เชิงสุขภาพ ความงาม และแพทย์แผนไทย, เชิงเรือสำราญ และท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงภูมิภาคตามยุทธศาสตร์ของชาติ ส่วนด้านดีมานด์ยังคงทำตลาดภายใต้แบรนด์ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ (Amazing Thailand) กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายเกิดการเดินทางจริง พร้อมปรับสัดส่วนนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักและเมืองรองให้สมดุลมากขึ้น

การเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เม็ดเงินรายได้มหาศาลที่เข้ามาได้แต่หวังว่าจะเป็นเม็ดฝนที่โปรยปรายไปทั่วฟ้า การพัฒนาท่องเที่ยวเมืองรอง ต้องทำให้เป็นจริง เพื่อลดความรวยกระจุก จนกระจาย ไพร่ฟ้าหน้าใสกันถ้วนหน้า


กำลังโหลดความคิดเห็น...