xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

หมดเวลา "เชฟรอน" ปตท.สผ.ฟาดเรียบ เอราวัณ-บงกช ดัมป์ราคาสุดๆ จ่ายหลวงจุใจ กดค่าไฟ-ก๊าซลด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สิ้นสุดการรอคอย ได้คำตอบกันชัดเจนแล้วว่าอิทธิพลและอำนาจของยักษ์ใหญ่พลังงานระดับโลก “เชฟรอน” ของประเทศมหามิตรสหรัฐอเมริกา กับ ปตท.สผ.บริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจพลังงานของสยามประเทศนั้น ใครแน่กว่าใคร? เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้ ปตท.สผ.และพันธมิตร เป็นผู้ชนะการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 (แหล่งเอราวัณ) หมายเลข G2/51 (แหล่งบงกช) เรียบร้อยโรงเรียน คสช.

ภายใต้เงื่อนไขที่ ปตท.สผ. ยอมดัมพ์ราคาขายก๊าซต่ำสุดแค่เพียง 116 บาทต่อล้านบีทียู ทิ้งห่างกลุ่มเชฟรอน คู่แข่งขันที่ทรงอิทธิพลในธุรกิจพลังงานระดับโลกแบบไม่เห็นฝุ่น ทำให้ไทยมีส่วนลดค่าใช้จ่ายด้านราคาก๊าซฯ ให้กับประเทศถึงปีละ 5.5 หมื่นล้านบาท รวม 10 ปีกว่า 5 แสนล้าน แถมประเคนผลประโยชน์ให้รัฐสูง 68-70%

ครั้งนี้ ทีมกระทรวงพลังงาน ที่เตรียมแถลงข่าวหลังประชุม ครม. ไม่โดนเท หลังจากรอเก้อเมื่อนัดประชุมครม.สัปดาห์ก่อนแล้ววาระจรเรื่องการพิจารณาอนุมัติผลประมูลแหล่งก๊าซฯ ไม่เข้าครม. จนสร้างความฉงนฉงายว่าจะมีรายการพลิกล็อกอะไรหรือไม่

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2561มีมติเห็นชอบให้บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมกับบริษัท เอ็มพี จี 2 (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ชนะการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และบริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ชนะประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G2/51 (แหล่งบงกช) เนื่องจากผ่านเกณฑ์ข้อเสนอทางเทคนิคตามที่กำหนดและยังเสนอราคาจำหน่ายก๊าซธรรมชาติต่ำกว่ารายอื่น โดยเสนอที่ 116 บาทต่อล้านบีทียู โดยให้กระทรวงพลังงาน ลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ภายในเดือน ก.พ. 2562 ระยะเวลาสัมปทาน 20+10 ปี

“ผู้ชนะได้ยื่นข้อเสนอทางเทคนิคผ่านตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ร่วมลงทุนกำหนด โดยได้เสนอค่าคงที่ราคาขายก๊าซธรรมชาติ 116 บาทต่อล้านบีทียู ต่ำกว่าราคาก๊าซในแหล่งเอราวัณปัจจุบันราคา 165 บาทต่อล้านบีทียู และในแหล่งบงกชราคา 214.26 บาทต่อล้านบีทียู เทียบเท่าส่วนลดค่าใช้จ่ายราคาก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศ 5.5 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 10 ปี หรือปีละ 55,000 ล้านบาท” นายศิริ กล่าว

ทั้งนี้ หากนำส่วนลดราคาก๊าซธรรมชาติที่ได้จากทั้ง 2 แปลง มาใช้ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดจะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 29 สตางค์ต่อหน่วย อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 10 ปี คาดว่าจะช่วยให้ผู้ใช้ก๊าซทุกรายที่แบ่งตามสัดส่วนการใช้ก๊าซประหยัดไฟฟ้าเฉลี่ย 17 สตางค์ต่อหน่วย จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.60 บาทต่อหน่วย

นอกจากนี้ ผู้ชนะประมูลข้อเสนอผลประโยชน์ตอบแทนรัฐมากกว่า 50% มากกว่าเงื่อนไขที่กำหนดให้ในเอกสารเชิญชวน โดยแหล่งเอราวัณเสนอผลประโยชน์ให้รัฐ 68% ผู้รับสัญญารับกำไร 32% แหล่งบงกชเสนอให้รัฐ 70% ผู้รับสัญญารับกำไร 30% ส่งผลให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นรวมอีก 1 แสนล้านบาท สร้างประโยชน์ให้ประเทศได้รวม 6.5 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในช่วง 10 ปีแรกจะสามารถสร้างผลประโยชน์ให้รัฐในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และส่วนแบ่งปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยในสัดส่วน 98% และยังช่วยลดการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ได้ประมาณ 22 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.6 แสนล้านบาท ทำให้เกิดการลงทุนหมุนเวียนในประเทศอีก 1.1 ล้านล้านบาท

ในส่วนของการให้หน่วยงานรัฐเข้าร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 25 นั้น เนื่องจากบริษัทที่ชนะการประมูลของทั้ง 2 แปลง คือบริษัทในเครือของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ในส่วนของข้อเสนอดังกล่าวบริษัทที่ชนะการประมูลจึงเข้าเงื่อนไขด้านการเข้าร่วมของหน่วยงานรัฐ โดยแปลง G1/61 (แปลงเอราวัณ) ในสัดส่วนร้อยละ 60 และ แปลง G2/61 (แปลงบงกช) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยทั้ง 2 แปลง อยู่ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างสูงสุด

ทั้งนี้ การเปิดประมูลครั้งนี้ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณา ในข้อเสนอหลัก ประกอบด้วย 1.ราคาก๊าซธรรมชาติตลอดอายุสัญญาตามสูตรราคาที่กำหนดในเอกสารเชิญชวน 2.ส่วนแบ่งกำไรของผู้รับสัญญา 3.โบนัสและผลประโยชน์พิเศษ4.สัดส่วนการจ้างพนักงานไทย เมื่อถึงกำหนดยื่นเอกสารข้อเสนอ วันที่ 25 ก.ย.2561 ได้มีผู้ยื่นคำขอจำนวน 2 คำขอ สำหรับแปลง G1/61 (แปลงเอราวัณ) ประกอบด้วย หนึ่ง บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (สัดส่วนร้อยละ 60 และเป็นผู้ดำเนินงาน) และบริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด (ร้อยละ 40) และ สอง บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd. (สัดส่วนร้อยละ 74 และเป็นผู้ดำเนินงาน) และบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น คัมปะนี ลิมิเต็ด (ร้อยละ 26)

ส่วนคำขอจำนวน 2 คำขอ สำหรับแปลง G2/61 (แปลงบงกช) ประกอบด้วย หนึ่ง บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (ร้อยละ 100) และ สอง บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd. (ร้อยละ 74 และเป็นผู้ดำเนินงาน) และบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น คัมปะนี ลิมิเต็ด (ร้อยละ 26)

หลังจากครม.มีมติออกมาชัดเจนว่า ปตท.สผ. ชนะประมูลทั้งสองแหล่งก๊าซฯ นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ออกมายืนยันว่าจะสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศได้ตามที่ยื่นข้อเสนอในการประมูล

“การที่บริษัทชนะการประมูลทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณนั้น ด้วยประสบการณ์และความชำนาญกว่า 20 ปีของ ปตท.สผ. ที่เป็นผู้ดำเนินงานในแหล่งบงกช และเป็นผู้ร่วมทุนในโครงการคอนแทร็ค 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของแหล่งเอราวัณนั้น ทำให้เรามีความเข้าใจพื้นฐานทางเทคนิคของทั้งสองแหล่งเป็นอย่างดี เราจึงมั่นใจว่าแผนการพัฒนาและการลงทุนที่เราเสนอไป จะสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสัมปทานปิโตรเลียมปัจจุบันไปยังสัญญาแบ่งปันผลผลิต รวมถึงรักษาระดับการผลิตตามที่กำหนดไว้ในเอกสารเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนอของแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณที่ไม่ต่ำกว่า 700 และ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตามลำดับ

“สำหรับแหล่งบงกชซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้ว เราสามารถที่จะลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตได้ทันที ส่วนแหล่งเอราวัณนั้น เรามีแผนการดำเนินงานและการลงทุนที่ชัดเจนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเรามั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ดำเนินการปัจจุบัน ประกอบกับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากภาครัฐและกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยเราจะเริ่มดำเนินงานทันทีเมื่อมีการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต” นายพงศธร กล่าวอย่างมั่นใจ

แหล่งก๊าซฯ บงกชและเอราวัณ เป็นแหล่งที่มีการผลิตมาเป็นระยะเวลานานและมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เราจึงสามารถประเมินปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์ทราบแล้วได้อย่างมั่นใจ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในด้านต่างๆ ได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับในอดีตที่ยังนับว่ามีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีพื้นที่ที่ต้องทำการสำรวจเป็นจำนวนมาก ไม่มีข้อมูลการผลิตมากพอ และยังต้องมีการลงทุนในการสร้างแท่นผลิตหลักที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานมาโดยตลอด ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การได้รับสิทธิให้เป็นผู้ดำเนินการทั้งในแหล่งบงกชและเอราวัณ จะยิ่งช่วยให้ ปตท.สผ. สามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้ลดต่ำลงได้มากขึ้นอีก จากการเพิ่มอำนาจต่อรองจากปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น จาก 2 แหล่งรวมกัน เช่น ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง การขนส่ง เป็นต้น

ด้วยหลายปัจจัยที่ได้กล่าวมา ทำให้เราสามารถยื่นข้อเสนอและผลตอบแทนที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศได้ในการประมูลครั้งนี้ โดยข้อเสนอดังกล่าวยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับบริษัทได้ในระดับที่คุ้มค่ากับการลงทุนเช่นกัน ปตท.สผ. มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ดำเนินงานหลักสำหรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศเพื่อนำไปสู่การที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด

ในการประมูลครั้งนี้ ปตท.สผ. ได้ยื่นประมูลเองด้วยสัดส่วนการลงทุน 100% ในแหล่งบงกช ในขณะที่แหล่งเอราวัณนั้น ปตท.สผ. ประมูลร่วมกับบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด ในสัดส่วนการลงทุน 60% และ 40% ตามลำดับ

ทั้งนี้ แหล่งบงกชและเอราวัณ ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 65-66 มีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติรวมกันคิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ โดยปัจจุบันแหล่งบงกช มี PTTEP เป็นผู้ดำเนินการ และแหล่งเอราวัณ มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้ดำเนินการ

หลังจาก ครม.เคาะผลประมูล ราคาหุ้น บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 135.50 บาท ปรับตัวขึ้น 1.50 บาท หรือ 1.12% สูงสุดที่ระดับ 135.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 132.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.36 พันล้านบาท จากภาคเช้าราคาหุ้นปิดลบ 1.12%

ส่วนฟากฝั่งบริษัท เชฟรอน ไทยแลนด์ โฮลดิ้งส์ จำกัด แถลงถึงความรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการของแหล่งเอราวัณและบงกชในการประมูลครั้งนี้ ทั้งนี้ เชฟรอนได้ยื่นข้อเสนอที่มีแผนการดำเนินงานและการลงทุนอย่างเหมาะสมในทางปฏิบัติ สามารถนำทรัพยากรปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ได้มากที่สุด ด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ดี บริษัทฯ เคารพการตัดสินใจของภาครัฐ และจะยังคงมุ่งมั่นในภารกิจจัดหาพลังงานอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ให้กับราชอาณาจักรไทยต่อไป

สำหรับประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง ก็รอความหวังราคาไฟฟ้า ราคาก๊าซฯ จะลดต่ำลงอย่างที่ว่าหรือไม่กันต่อไป