ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ตื้นลึกหนาบางเบื้องหลังการเบรกแถลงข่าวผลประมูล “แหล่งก๊าซฯเอราวัณและบงกช” กะทันหันที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่ออังคาร (4ธ.ค.) ที่ผ่านมาด้วยเหตุผลที่ว่ามีวาระพิจารณาเยอะนั้นไม่รู้จริงแท้แค่ไหน
แต่ที่แน่ๆ คือนำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า “เกิดอะไรขึ้น”
เพราะมีเสียงร่ำลือกันสนั่นเมืองตั้งแต่ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ผลประมูลรอบนี้มีเพียงเจ้าเดียวที่กินรวบ และอีกรายที่รู้ตัวว่าจะพ่ายแพ้หมดรูปจึงวิ่งตีนขวิดในโค้งสุดท้าย จนเรื่องที่จ่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติผลประมูลเป็นวาระจรอยู่รอมร่อมีอันต้องชะงักค้างกลางคัน
“เดิมกระทรวงฯ จะเสนอเข้าวาระจร แต่เนื่องจากวาระ ครม.ปกติ มีเยอะมาก ประกอบกับเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องใช้เวลา ส่วนจะบรรจุเข้าวาระ ครม.ครั้งหน้าได้หรือไม่คงต้องติดตามอีกครั้ง” นายสมภพ พัฒนอริยางกูล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน อธิบายให้เหตุผล หลังจากที่ประชุม ครม.ไม่ได้มีวาระการพิจารณาอนุมัติผลการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G1/61 และ G2/61 (แหล่งเอราวัณ-บงกช) ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานปี 2565 - 2566 ตามแผนการที่วางไว้
ทีมโฆษกกระทรวงพลังงาน จึงโดนเทแบบงงๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง กระทรวงพลังงาน ส่งจดหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมทำข่าว “ความคืบหน้าการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G1/61 และ G2/61 (แหล่งเอราวัณ-บงกช)” ในวันที่ 4 ธ.ค. 2561 เวลา 14.00-15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นช่วงหลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วเสร็จ โดยหมายข่าวที่แจ้งกำหนดการไปยังสำนักข่าวต่างๆ นั้น มีรายชื่อนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และนางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้ร่วมแถลงข่าว
ทีมกระทรวงพลังงาน ที่ไปเตรียมพร้อมรอแถลงหลัง ครม. ประชุมเสร็จ จึงต้องร้องเพลงรอยาวไป เนื่องจากไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการบรรจุวาระเพื่อพิจารณาอนุมัติผลประมูลแหล่งก๊าซฯ ตามที่กระทรวงพลังงาน ใส่พานให้ครม.อนุมัติเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียม อีกเมื่อไหร่กันแน่
ทั้งนี้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม เปิดเผยก่อนหน้าว่า คณะกรรมการฯได้สรุปผลการพิจารณาข้อเสนอของเอกชนที่ยื่นประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งเรื่องให้นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณา เพื่อนำเสนอเรื่องให้ที่ประชุมครม. พิจารณาผลการคัดเลือกผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 แหล่ง โดยก่อนวันประชุมครม. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ได้รับผลการคัดเลือกข้อเสนอของเอกชนที่ยื่นประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณและบงกชแล้ว แต่ขออุบผลประมูลไว้ก่อน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยังไม่มีการประกาศผลอย่างเป็นทางการว่าใครเป็นผู้ชนะการประมูลแหล่งก๊าซฯ ที่สำคัญของประเทศที่สุดครั้งนี้ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียม แต่มีกระแสข่าวร่ำลือกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. เป็นผู้ชนะการประมูลทั้งสองแปลง เนื่องจากเสนอราคาก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณต่ำกว่า 170 บาท/ล้านบีทียู และเสนอราคาก๊าซฯ ในแหล่งบงกช ต่ำกว่า 190 บาท/ล้านบีทียู จากราคากลางที่กำหนดไว้ไม่เกิน 214 บาท/ล้านบีทียู
ถ้าหากข่าวลือเป็นความจริง ก็เท่ากับว่า บรรษัทพลังงานยักษ์ใหญ่เชฟรอน สัญชาติอเมริกัน ที่บุกเบิกการทำธุรกิจพลังงานสัมปทานแหล่งก๊าซฯ ในอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งเอราวัณซึ่งมีปริมาณการผลิตมากที่สุดในบรรดาแหล่งก๊าซฯทั้งหมด ต้องซดน้ำแห้วแบบเหนือความคาดหมายเพราะช่วงก่อนนี้เชฟรอนมั่นมากว่าต้องได้ไปต่อ
สำหรับแหล่งเอราวัณมีผู้ยื่นประมูล 2 ราย ได้แก่ 1. บริษัท ปตท.สผ.เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ในกลุ่ม PTTEP ถือหุ้น 60% ร่วมกับบริษัท เอ็มอีจี 2 (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มมูบาดาลา ถือหุ้น 40% 2. บริษัท เชฟรอน ไทยแลนด์ แอนด์ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 74% ร่วมกับบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซ์โปลเรชั่น คัมปานี ลิมิเต็ด ถือหุ้น 26%
ส่วนแหล่งบงกช ได้แก่ 1. บริษัท ปตท.สผ.เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ถือหุ้น 100% และ 2. บริษัท เชฟรอน ไทยแลนด์ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 74% ร่วมกับบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซ์โปลเรชั่น คัมปานี ลิมิเต็ด ถือหุ้น 26%
ทั้งนี้ แหล่งบงกชและเอราวัณ ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติหลักของไทยในอ่าวไทย จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 โดยปัจจุบันแหล่งบงกช มี PTTEP เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) และแหล่งเอราวัณ มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้ดำเนินการ
ส่วนโครงสร้างของคณะกรรมการปิโตรเลียม ซึ่งเป็นผู้พิจารณาผลการประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณและบงกช และนำเสนอผลการคัดเลือกให้ครม.พิจารณาอนุมัติ ประกอบด้วย นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน และกรรมการ 15 คน โดยมาจากอธิบดีกรมที่ดิน , กรมประมง , กรมป่าไม้, กรมสรรพากร, เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ. ), ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), ผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ทรงคุณวุฒิจากการแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรีอีก 5 คน มีอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2558 ได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปิโตรเลียม 5 คน ประกอบด้วย 1. นายวีระชัย ตันติกุล อดีตรองปลัดกระทรวงการคลังและอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ 2. นายสัมพันธ์ สาระธนะ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด 3. นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย 4. พลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 5. นายบูรณวงศ์ เสาวพฤกษ์ อดีตผู้จัดการฝ่าย Global Business Analysis & Reporting, ExxonMobil Global Services Company, Houston, U.S.A.
หลังจาก ครม. แตะเบรกยังไม่มีวาระพิจารณาอนุมัติผลประมูลแหล่งก๊าซฯ เท่ากับประวิงเวลาให้ “คนวงใน” ที่มีส่วนได้ส่วนเสียวิ่งฝุ่นตลบกับคณะผู้มีอำนาจตัดสินใจในขั้นสุดท้ายอีกเฮือก หลังจากก่อนหน้าที่กระทรวงพลังงาน จะส่งเรื่องผลประมูลเข้าครม. นั้น ก็มีรายการวิ่งล็อบบี้กันมาแล้วยกหนึ่ง พร้อมกับข่าวปล่อยจากคู่แข่งขันทั้งฟาก ปตท.สผ. และ เชฟรอน ว่า ปตท.สผ. กินรวบ และเตรียมพร้อมเข้าสวมแทนเชฟรอนด้วยเสื้อทีม “เอราวัณ” กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่เชฟรอน ก็อาศัยคอนเนกชั่นวิ่งฝุ่นตลบเผื่อว่าผลประมูลจะพลิกล็อกในนาทีสุดท้าย และก็สามารถทำได้ในระดับที่ครม.ขอเลื่อนเข้าบรรจุเป็นวาระจรไว้ก่อน ซึ่งต้องถือว่าประสบผลสำเร็จในเบื้องต้นอย่างเหลือเชื่อ
ต้องไม่ลืมว่า บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานแหล่งเอราวัณ, ปลาทอง และแหล่งสตูล ถือผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับต้นๆ ในประเทศไทย กลุ่มเชฟรอน สามารถมีรายได้และกำไรมหาศาลขนาดไหนจากแหล่งก๊าซดังกล่าวในอ่าวไทย ดูจากการโชว์พาวและโชว์ความมั่งคั่งเมื่อคราวที่นางคริตตี้ เคนนีย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เดินทางไปเยี่ยมเยือนแท่นผลิตก๊าซแหล่งปลาทองในอ่าวไทยของเชฟรอน เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ก่อนที่นางจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นช่วงที่กระทรวงพลังงาน โดยนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง กำลังเตรียมแผนเปิดประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณและบงกชที่จะหมดอายุสัมปทานลง
ตอนนั้น เฟซบุ๊ก U.S. Embassy Bangkok ของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพมหานคร เผยแพร่ภาพและข้อความประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเยือนแท่นผลิตน้ำมันและก๊าซดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า เชฟรอนช่วยสนับสนุนการจ้างงานในประเทศไทยกว่า 2 แสนตำแหน่ง และก่อให้เกิดรายได้แก่รัฐบาลไทยรวมแล้วกว่า 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 300,000 ล้านบาท) ในช่วง 32 ปีที่ผ่านมา และเชฟรอนช่วยบริจาคเงินทุนการศึกษาให้เด็กไทยอีกด้วยหลายสิบล้านบาท
“เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และแท่นผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา เอกอัครราชทูตเคนนี่ย์และเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯเยี่ยมชมเชฟรอนซึ่งเป็นบริษัทผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของไทย ณ ฐานผลิตปลาทอง ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเล จ.นครศรีธรรมราช ประมาณ 200 กม. เชฟรอน มีส่วนช่วยสนับสนุนการจ้างพนักงาน ในประเทศชาวไทยกว่า 200,000 คน และก่อให้เกิดรายได้แก่รัฐบาลไทยทั้งในส่วนของภาษีและค่าภาคหลวงกว่าเก้าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524-2556 และได้บริจาคเงินประมาณ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่มูลนิธิพระดาบสเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนไทย 360 คน”
ตัวเลขค่าภาคหลวงและส่วนของภาษีเชฟรอนที่จ่ายให้รัฐบาลไทยตกประมาณ 3 แสนล้านบาท ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ลองตรองดูก็แล้วกันว่า เชฟรอนมีรายได้และกำไรจากการสัมปทานแหล่งก๊าซฯในอ่าวไทยมหาศาลขนาดไหน เมื่อคิดคำนวณจากค่าภาคหลวงจากระบบสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐ 5-15% และภาษีเงินได้ 50%
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า ปตท.สผ. หรือ เชฟรอน จะเป็นผู้ชนะประมูลทั้งสองแหล่ง ประเด็นที่ต้องติดตามกันก็คือ การผลิตก๊าซฯในช่วงรอยต่อให้มีความต่อเนื่อง เนื่องจากในทางปฏิบัติแล้ว อายุสัมปทานยังไม่สิ้นสุด ผู้ประกอบการรายเดิมยังมีภาระผูกพันที่ต้องผลิตก๊าซฯให้ได้ตามสัญญาเดิม ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องเข้ามาเตรียมรับงานตามสัญญาใหม่ ทำให้เกิดความทับซ้อนในหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งอาจจะทำให้กระทบแผนการลงทุนและการปฏิบัติการ
นั่นคือ ผู้ประกอบการรายเดิมจะลดการลงทุนลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คงเหลือการลงทุนเท่าที่จำเป็น เพื่อให้สามารถผลิตปิโตรเลียมได้ตามสัญญาส่งมอบกับลูกค้าเท่านั้น รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและรักษาสภาพแท่นผลิต อุปกรณ์การผลิต อุปกรณ์ควบคุมการผลิต การอัพเดตซอฟต์แวร์รวมถึงการจ่ายค่าลิขสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละปีมูลค่าการลงทุนไม่น้อย ขณะที่รายใหม่ที่เข้ามาต้องมีภาระหน้าที่การเจาะหลุมเพื่อผลิตก๊าซฯในแต่ละปีเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นข้อห่วงกังวลที่พูดกันถึงเรื่องการประเมินมูลค่าของแท่นผลิตหรือสิ่งติดตั้งที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมที่ยังไม่หมดอายุและภาครัฐรับโอนจากผู้รับสัมปทานเดิมที่ยังไม่มีความชัดเจน หากการประเมินมูลค่าตกลงกันไม่ได้ ผู้รับสัมปทานรายเดิม ซึ่งมีหน้าที่ต้องรื้อถอนตามข้อกำหนดตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จะกระทบกับความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียมของผู้ได้รับสัญญารายใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อันที่จริงแล้ว หากมองย้อนกลับไป ปตท.สผ.กับกลุ่มเชฟรอน ถือเป็นพันธมิตรธุรกิจกันมาโดยตลอด โดยในแหล่งเอราวัณที่เชฟรอนถือครองอยู่นั้น ปตท.สผ. ร่วมถือหุ้นประมาณ 5% โดยก่อนหน้าที่กระทรวงพลังงาน จะเปิดประมูลแหล่งก๊าซฯหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ปตท.สผ.ได้เจรจาขอเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นกับเชฟรอนในแหล่งเอราวัณ เพื่อแลกกับการที่ ปตท.สผ.ไม่เข้าร่วมประมูลแข่งขันในแปลงดังกล่าว แต่สุดท้ายดีลล้มตกลงกันไม่ได้ ทาง ปตท.สผ.จึงดึง มูบาดารา ปิโตรเลียม เข้าร่วมเป็นพันธมิตร เข้าประมูลแข่งขันกับเชฟรอนในแหล่งเอราวัณ
นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) มีความมั่นอกมั่นใจมาตลอดว่าจะชนะประมูลแหล่งปิโตรเลียมทั้ง 2 แปลงเนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งบงกชมานาน 20 ปี ซึ่งหากชนะทั้ง 2 แปลงก็จะมีการทำ Synergy ในการใช้อุปกรณ์ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีแผนงานเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน เงื่อนไขการประมูลที่กำหนดให้รัฐเข้าถือหุ้น 25% ทาง ปตท.สผ. เองก็ถือเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของรัฐ ก็พร้อมที่จะเข้าเป็นตัวแทนของรัฐ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะตัดสินใจอย่างไร
“ที่ผ่านมา ปตท.สผ.ได้มีการเตรียมความพร้อมในการประมูลแหล่งปิโตรเลียมทั้ง 2 แปลงที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2565-2566 มาระยะเวลาหนึ่ง โดยเตรียมทั้งบุคลากรและเงิน รวมทั้งศึกษาข้อเสนอการประมูลเพื่อยื่นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศ ซึ่งบริษัทฯ ทำงานในอ่าวไทยมานานกว่า 25 ปี ทำให้เรามีประสบการณ์ ความพร้อม สามารถลดต้นทุนแข่งขันได้ ทำให้เกิดความมั่นใจว่าจะชนะประมูล โดยผลิตก๊าซฯ ได้อย่างต่อเนื่อง”
จากพันธมิตรธุรกิจที่กลายมาเป็นคู่แข่งขันในสนามประมูลแหล่งก๊าซฯ ครั้งนี้ระหว่างกลุ่ม ปตท.สผ. และ กลุ่มเชฟรอน ตราบใดที่ ครม. ยังไม่เคาะก็ยังถือว่าผลชนะประมูลยังไม่สะเด็ดน้ำ
วิ่งตีนขวิด ลุ้นระทึกในนาทีสุดท้ายของการต่อเวลากันต่อไปว่าอิทธิพลและอำนาจของยักษ์ใหญ่พลังงานระดับโลกของประเทศมหามิตรสหรัฐฯ กับบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจพลังงานของสยามประเทศ ใครจะแน่กว่าใคร?


