"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
การชกมวยไทยเป็นอาชีพดำรงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน นักมวยอาชีพส่วนใหญ่มีพื้นเพจากชนบทและมีฐานะยากจน พวกเขาอาศัยร่างกายทำร้ายคู่ต่อสู้ ขณะเดียวกันก็แบกรับความเจ็บปวดของร่างกายตนเองที่ถูกคู่ต่อสู้ทำร้ายด้วย เพื่อแลกกับเงินค่าตัวที่เริ่มจากหลักร้อย สู่หลักพัน หลักหมื่น และหลักแสนบาท ส่วนเงินค่าตัวที่ได้มา พวกเขานำไปใช้จ่ายเรื่องใดบ้างก็แล้วแต่จุดหมายในชีวิตของแต่ละคน
การชกมวยเป็นกีฬายอดนิยมอย่างหนึ่งในสังคมไทย เป็นความบันเทิงที่บรรดาเหล่าผู้ชายจำนวนมาก และแม้กระทั่งผู้หญิงจำนวนไม่น้อยให้ความนิยมชมชอบ ความรู้สึกมันในอารมณ์ เร้าใจ และสะใจยามที่นักมวยฝ่ายที่ตนเองเชียร์ทำร้ายคู่แข่งเป็นปรากฎการณ์ที่เราเห็นได้ในทุกอาณาบริเวณที่มีการดูการแข่งขัน ทั้งภายในสนามการชกโดยตรง หรือดูผ่านโทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งฟังจากวิทยุ
การที่คนไทยชอบการมวยไทย ส่วนหนึ่งอาจได้รับอิทธิพลทางความคิดจากตำนานเรื่องนายขนมต้ม อันเป็นนิยายที่แต่งขึ้นมาเพื่อบรรเทาความอดสูของการพ่ายแพ้สงครามในอดีต นักเขียนได้สร้างตัวเอกที่เป็นชาวบ้านสามัญชนธรรมดาที่มีความเก่งกล้าในการชกมวยไทย และสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ชาวต่างชาติได้นับสิบคน
นิยายเรื่องนายขนมต้มถูกผลิตซ้ำและเผยแพร่อย่างต่อเนื่องในหลายหลายรูปแบบ จนนายขนมต้มกลายเป็นวีรบุรุษในตำนานที่ดำรงอยู่ในจิตใจของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนในต่างจังหวัด
คนไทยจำนวนมากคิดว่ามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ บางคนคิดไปไกลถึงขนาดว่าเป็นศิลปการต่อสู้ชั้นสุดยอดในบรรดาศิลปการต่อสู้ทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกใบนี้ การคิดแบบนี้สะท้อนถึงการสร้างปมเขื่องในภายจิตใจ เมื่อใดที่นักมวยไทยแข่งขันและชนะนักต่อสู้ที่ใช้ศิลปะการต่อสู้แบบอื่น เมื่อนั้นคนไทยที่ได้ชมการแข่งขันจะเกิดความภาคภูมิใจ และตอกย้ำความเชื่อเพื่อขยายปมเขื่องของตนเอง แต่หากเมื่อใดที่นักมวยไทยพ่ายแพ้ ก็พยายามหาเหตุผลต่างๆนาๆมาอ้าง เพื่อไม่ให้กระทบกับปมเขื่องที่ดำรงอยู่ภายในจิตใจ
มวยไทยได้รับการสร้างและทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมย่อยอย่างหนึ่งของสังคมไทย และกลายเป็นอัตลักษณ์ประจำชาติที่สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจให้แก่คนไทยจำนวนไม่น้อย ขณะเดียวกันก็กลายเป็นความบันเทิงประเภทหนึ่งที่มีกลุ่มผู้ชมจำนวนมากเกาะติดอย่างเหนียวแน่น และกลายเป็นสินค้าพิเศษสำหรับขายนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ธุรกิจการชกมวยเป็นเครือข่ายธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล มีกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก เช่น นักมวย ค่ายมวย ผู้ฝึกสอน ผู้จัดการการแข่งขัน เวทีมวย สื่อมวลชนที่เป็นช่องทางการกระจายการแข่งขัน นักการเมือง กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยาชูกำลัง และบริษัทนำเที่ยว เป็นต้น และยังเป็นแหล่งประกอบธุรกิจสีเทาและการสะสมกำลังของบรรดาเจ้าพ่อและผู้มีอิทธิพลต่างๆ ตลอดจนเป็นแหล่งการพนันที่สามารถกระทำได้อย่างเปิดเผยอีกแหล่งหนึ่งด้วย
การแข่งขันชกมวยไทยมีหลากหลายประเภท มีทั้งการจัดแข่งขันแบบครั้งคราว และการจัดแข่งขันเป็นประจำ การจัดแข่งขันชกมวยแบบครั้งคราวมักเกิดขึ้นในต่างจังหวัด และมักจัดโดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบันเทิงอันหลากหลายในงานเทศกาล งานประจำปี หรืองานที่ถูกจัดขึ้นในโอกาสพิเศษบางอย่างของตำบล อำเภอ หรือจังหวัด หรือของสมาคมต่างๆ การจัดแข่งขันชกมวยแบบครั้งคราวในต่างจังหวัดเป็นพื้นที่ให้นักมวยเด็ก และนักมวยหน้าใหม่ได้ปรากฎโฉมขึ้นมาในยุทธจักรการต่อสู้ เพื่อเป็นเวทีฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ และรอคอยจังหวะโอกาสในการพัฒนาฝีมือ เพื่อยกระดับตนเองก้าวสู่สังเวียนในระดับสูงต่อไป
ส่วนที่มีจัดการแข่งขันเป็นประจำคือ การแข่งขันตามสนามมวยมาตรฐานในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสองสนามหลักคือ สนามมวยราชดำเนินและสนามมวยลุมพินี และในเขตปริมณฑล สนามมวยที่มีชื่อเสียงคือสนามมวยรังสิต รวมถึงการจัดการแข่งขันภายในเวทีที่กำหนดโดยสถานีโทรทัศน์เพื่อถ่ายทอดสดอีกหลายสถานี สำหรับสถานีโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงในการจัดมวยไทยคือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี และในระยะหลังการขยายฐานการทำธุรกิจมวยไทยออกไปสู่สนามสากลก็มีมากขึ้น มีการแข่งขันระหว่างนักมวยไทยด้วยกันเอง การแข่งขันระหว่างนักมวยไทยสัญชาติไทยกับนักมวยไทยต่างชาติ และการแข่งขันระหว่างผู้ใช้ศิลปะมวยไทยกับผู้ใช้ศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่นๆ กล่าวได้ว่าในยุคปัจจุบันธุรกิจมวยไทยทั้งแบบดั้งเดิม และมวยไทยลูกผสมกลายเป็นธุรกิจระดับนานาชาติที่มีมูลค่าสูงและสร้างรายได้มหาศาลแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
การแข่งขันชกมวยอาชีพไม่ว่าจะเป็นมวยไทยหรือสากล เป็นการแสดงออกของการใช้ความรุนแรงในการทำร้ายซึ่งกันและกันของปัจเจกบุคคล โดยปกติไม่ว่ารัฐใดก็ตามจะไม่ยินยอมให้ปัจเจกบุคคลทำร้ายซึ่งกันและกัน หากกลุ่มบุคคลใดใช้ความรุนแรงทำร้ายผู้อื่น ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย และต้องได้รับโทษตามที่สภาพการณ์แห่งการกระทำเหล่านั้น มีเพียงรัฐและกลไกรัฐเท่านั้นที่สามารถใช้ความรุนแรงอย่างชอบธรรมในนามของความมั่นคงและความปลอดภัยของสาธารณะ ทว่า รัฐของหลายประเทศในโลกใบนี้ รวมทั้งรัฐไทยด้วย กลับยินยอมให้บุคคลทำร้ายซึ่งกันและกันได้อย่างชอบธรรม ภายในอาณาบริเวณบนผืนผ้าใบแห่งเวทีมวย
เวทีมวยจึงเป็นพื้นที่พิเศษของสังคมที่ปัจเจกบุคคลสามารถทำร้ายซึ่งกันและกันได้อย่างชอบธรรมและไม่ผิดกฎหมายภายใต้กฎเกณฑ์หรือกติกาที่ถูกกำหนดขึ้นมา ดังนั้นแม้ว่าหลายครั้งที่เราได้ยินข่าวว่า มีนักมวยบางคนถูกทำร้ายถึงขั้นบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต แต่ผู้ทำร้ายก็ไม่ต้องรับโทษจากการกระทำของตนเอง ตราบเท่าที่เขากระทำภายใต้กติกาที่กำหนดเอาไว้ การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่เกิดขึ้นบนเวทีมวยถูกกำหนดให้เป็นเรื่องของ “อุบัติเหตุ”
ในสังคมไทยกลับมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่าหลายประเทศ เพราะสังคมไทยยอมให้มีการแข่งขัน “มวยเด็ก” ด้วย เด็กจำนวนไม่น้อยถูกผลักดันให้ขึ้นเวทีชกมวยตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ปี เด็กชกกัน ทำร้ายกัน เพื่อสร้างความบันเทิงอย่างสนุกสนานแก่ผู้ใหญ่ ภายใต้ข้ออ้างว่า เด็กต้องชกมวยเพื่อหาเลี้ยงชีพเพราะฐานะยากจน หากไม่ชกมวยเด็กพวกนี้ก็อาจหันไปค้ายาเสพติด หรือไม่ก็อ้างว่าต้องชกมวยตั้งแต่เด็กเพื่อสร้างและพัฒนาทักษะการชกมวย อันจะนำไปสู่การสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในอนาคต
การถูกทำร้ายร่างกายติดต่อกันเป็นเวลายาวนานของนักมวยเด็ก ซึ่งมีสภาพร่างกายและสมองยังไม่พัฒนาเต็มที่ ย่อมส่งผลเสียต่อการพัฒนาร่างกายและสมองในระยะยาว อันที่จริงประเด็นนี้แค่ใช้เหตุผลธรรมดาก็คิดออก ไม่ต้องถกเถียงหรือวิจัยก็ได้ แต่กระนั้นก็ตาม รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ แห่งคณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้วิจัยระบบสมองของนักมวยเด็กเปรียบเทียบกับเด็กทั่วไป พบว่า นักมวยเด็กมีระบบสมองต่างจากเด็กปกติอย่างชัดเจน โดยนักมวยเด็กมีเลือดออกในสมองจากการถูกชกหัว มีเซลล์สมองและใยประสาทสมองฉีกขาดและถูกทำลาย การทำงานสมองด้านความจำลดลง อันนำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญาหรือสมองเสื่อม และยิ่งชกนาน IQ หรือ ระดับสติปัญญายิ่งต่ำ
แต่คำถามที่สำคัญอีกอย่างเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของการจัดแข่งขันนักมวยเด็กคือ “รัฐหรือสังคมแบบไหนกันที่ยอมรับหรือรู้เห็นเป็นใจให้เด็กใช้ความรุนแรงต่อกันและถูกกระทำด้วยความรุนแรงเช่นนี้” รัฐหรือสังคมแบบนี้เป็นสิ่งที่เราปรารถนาหรือ
ถ้ารัฐและสังคมยังยอมรับหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการจัดการแข่งขันนักมวยเด็ก นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการพัฒนามนุษย์และสังคมแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวทางศีลธรรมอย่างสิ้นเชิงของรัฐและสังคมนั้นอีกด้วย เพราะเท่ากับว่า เป็นสังคมที่ยอมรับและปลูกฝังความรุนแรงแก่เด็ก และยอมรับการกระทำที่ทำลายโอกาสการพัฒนาตามศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของเด็กเหล่านั้นอีกด้วย อีกนัยหนึ่งก็เท่ากับว่ายอมรับกระบวนการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเด็กเหล่านั้นนั่นเอง
แค่การยอมรับให้มีการใช้ความรุนแรงทำร้ายซึ่งกันและกันของผู้ใหญ่บนพื้นที่พิเศษอย่างเวทีมวย รัฐและสังคมที่ดีก็ไม่ควรสนับสนุนอยู่แล้ว และต้องพยายามควบคุมและใช้มาตรการเพื่อจำกัดขอบเขตอิทธิพลแห่งรากเหง้าของวัฒนธรรมความรุนแรงเช่นนี้ให้ค่อยๆลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเรื่องการจัดแข่งขันชกมวยเด็กซึ่งเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงตั้งแต่เด็ก จึงเป็นสิ่งที่รัฐ


