xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

มหา'ลัยเปิดศึกชน “บิ๊กกุ้ย” กฎเหล็กใหม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินบ้อท่า พิสูจน์ชัด “เหวี่ยงแห-กำลังภายในคนละชั้น”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลัง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับหลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 วัน หรือวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ที่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งตามประกาศฉบับนี้ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส ทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง “ยุ่งๆ” ก็ได้บังเกิดขึ้น

ด้วยเหตุผลพบว่าใน “ข้อ 7.8.7” กำหนดให้กรรมการและผู้บริหารสูงสุดในสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ทั้ง นายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี กรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ และส่งผลทำให้เกิดปฏิกิริยา “ต่อต้าน” อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ “กรรมการสภามหาวิทยาลัย” ที่ประกาศเจตจำนงที่จะ “ขอลาออก” เป็นจำนวนมาก

และจำนวนมากที่ว่านั้นอาจสูงถึงหลักร้อยคนเลยทีเดียว

ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ที่มีข่าวว่าจะลาออกและน่าสนใจที่สุดก็คือ หัวหน้าทีมร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ที่ชื่อ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ซึ่งนั่งเก้าอี้เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์(มรร.) ด้วย

และที่ดูเหมือนจะกดดันมากที่สุดก็คือ กระแสข่าวที่ออกมาว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย “ศ.เกียรติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล” เป็นนายกฯ จะพร้อมใจกันลาออกยกคณะหากรัฐบาลไม่ยอม “ถอย” ในเรื่องนี้

ขณะเดียวกันกฎหมายฉบับนี้ยังลามไปถึงแวดวงสงฆ์อีกต่างหาก โดยเฉพาะพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยสงฆ์คือมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยอีกด้วย

ไม่เพียงแต่แวดวงการศึกษาเท่านั้น หากยังลามไปถึง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) อีกด้วย เพราะผลของกฎหมายฉบับเดียวกันได้ทำให้กรรมการ สปสช.ยื่นลาออกไปแล้ว 4 คนได้แก่ 1.นพ.พินิจ หิรัญโชติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ทางเลือก 2.นางชุมศรี พจนปรีชา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง 3.นายสมใจ โตศุกลวรรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และ 4.นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข

นอกจากนี้ยังรวมถึง “บอร์ด” ของ “องค์กรมหาชน” ต่างๆ ที่มีอยู่ราว 41 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(สนช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(สดร.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(จิสด้า)

สำหรับประกาศฉบับดังกล่าวของ ป.ป.ช. ออกมาตามมาตรา 102 ของกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ โดยกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ‘ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง’ ที่ต้องยื่นทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่ง-พ้นจากตำแหน่ง-อยู่ในตำแหน่งเดิมครบ 3 ปี โดยผู้ใดจงใจไม่ยื่น ยื่นข้อมูลเท็จ หรือปกป้องข้อมูล มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แน่นอน ประเด็นของกฎหมาย ป.ป.ช.ดังกล่าวถูกตีความออกไปต่างๆ นานา

ฟากหนึ่งก็บอกว่า เหตุที่ค้าน ไม่ใช่เพราะกลัว “การตรวจสอบ” หากแต่เป็นเพราะเป็นเกรงความยุ่งยากที่จะตามมาอีกพะเรอเกวียน และหากเกิดความผิดพลาด อาจนำพาตัวเองไปสู่ความซวยแบบคาดไม่ถึงได้ โดยอ้างว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้น ไม่ใช่ตำแหน่งที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดซื้อจัดจ้างประการใด เป็นตำแหน่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า “ไม่มีเงินเดือน” มีแต่รายได้เพียงแค่ “เบี้ยประชุม” เท่านั้น ซึ่งก็ไม่มากมายอะไรนัก

ถามว่าคุ้มกันไหม ที่จะต้องมานั่งทำบัญชีทรัพย์สิน ส่ง ป.ป.ช.ตรวจสอบ ส่งผิดส่งพลาดส่งไม่ครบ มีโอกาสติดคุกอีกต่างหาก รวมทั้งเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่โดยไม่สมเหตุสมผลกับตำแหน่ง

“กรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายคนคงจะลาออก ถ้าเป็นผม ผมก็ลาออกดีกว่า เพราะเข้ามาแล้วเกิดความยุ่งยาก ต้องแจงบัญชีทรัพย์สิน รวมไปถึงบุตร ภรรยา หากมีความผิดพลาดมาก็เดือดร้อน” นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นและทิ้งประโยคเด็ดเอาไว้ว่า “จะไม่มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยแนะนำสนับสนุนพัฒนาการศึกษา”

นพ.กำจร ตติยกวี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสถาบันที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการลาออกยกชุด ยอมรับว่า มีการพูดคุยกันจริง ทั้งนี้ การลาออกจากตำแหน่งมีหลายเหตุผล โดยประเด็นเรื่องการยื่นทรัพย์สินกับหนี้สินกับ ป.ป.ช.เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง โดยเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน ซึ่งพูดคุยกันว่า หากประกาศ ป.ป.ช.ที่ออกมาทำให้เกิดความยุ่งยากก็อาจตัดสินใจลาออก

ขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องนี้มีการพูดถึงอย่างมากในสภาอุตสาหกรรมและภาคเอกชนต่างๆ เพราะกรรมการในสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง ส่วนหนึ่งมาจากตัวแทนภาคเอกชน ถ้าต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งของตัวเอง คู่สมรส และหากเกิดข้อผิดพลาดจะต้องโทษคดีอาญาด้วย อาจทำให้ไม่เกิดกำลังใจในการทำงานร่วมกัน จะเป็นปัญหาใหญ่ด้วย ทุกวันนี้ภาคการศึกษาต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย และภาคเอกชนต้องการเข้ามาช่วยจึงขอฝาก รมว.ศธ.เสนอให้ทบทวน ล่าสุดได้พบกับอาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นท่านหนึ่ง ทำให้ทราบว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นลาออกแล้ว 5 ราย น่าเป็นห่วงมาก

นอกจากนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ หรือ ม.นอกระบบ ว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันดังนี้ คือ ที่ประชุมเห็นด้วยในหลักการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริตในภาครัฐ ดังนั้น ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ อธิการบดี และรองอธิการบดี จึงควรยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ตามที่กำหนดในประกาศ แต่การที่ให้นายก และกรรมการสภา ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านวิชาการเป็นหลัก ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐโดยตรง อันจะทำให้เกิดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ กรรมการสภาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร หรือเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะกำหนดให้กรรมการสภา ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ผลกระทบจากประกาศฉบับนี้ ทำให้นายก และกรรมการสภาบางแห่ง ไม่ประสงค์จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพราะการยื่นบัญชีทรัพย์สินแม้ว่าจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพื่อธรรมาภิบาล แต่ก็เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ที่ต้องยื่นทรัพย์สินมากเกินควร รวมทั้งต้องยื่นทรัพย์สินของคู่สมรสและบุตรด้วย ขณะเดียวกัน ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประกาศเพียง 60 วัน ไม่เพียงพอต่อการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้องและครบถ้วนได้ ดังนั้น หากยื่นบัญชีผิดพลาด แม้ไม่ได้เจตนาก็อาจมีโทษทางอาญาและถูกศาลพิพากษาจำคุกได้ จึงได้มีนายก และกรรมการสภาบางแห่ง ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งแล้ว ส่งผลกระทบให้สภา มีกรรมการสภา ไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ส่งผลเสียต่อการบริหารงานในมหาวิทยาลัย และนิสิต นักศึกษา

“ครั้งนี้มีอธิการบดี ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มมาหารือ และมีมติร่วมกันเสนอให้ป.ป.ช.พิจารณาทบทวนประกาศดังกล่าวให้มีความเหมาะสมกับการบริหารงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งในส่วนของอธิการบดี รองอธิการบดี ชัดเจนเราเห็นด้วยที่ต้องยื่นทรัพย์สิน ไม่มีปัญหา แต่ส่วนของกรรมการสภา ซึ่งทำหน้าที่ทางวิชาการเป็นหลักและไม่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรง จึงอยากให้ทบทวน เพราะตอนนี้กรรมการสภาบางแห่งได้ยื่นลาออกแล้ว ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหาและอาจส่งผลกระทบต่อนิสิต นักศึกษา จากนี้จะทำหนังสือถึง ป.ป.ช.และเตรียมจะเข้าไปหารือกับประธาน ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการต่อไป” ประธาน ทปอ. กล่าว

e: small;"> ด้าน นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินตามประกาศของ ป.ป.ช.เป็นจำนวนมาก ก็ได้ยอมรับเช่นกันว่า เกิดผลกระทบค่อนข้างมาก โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนที่เป็นบอร์ดหลายชุดแสดงเจตจำนงว่าต้องการลาออก และถ้าลาออกจะวุ่นวายมากเนื่องจากบทบาทของ วท.ต้องทำงานเชื่อมโยงกับภาคเอกชนค่อนข้างมาก


ขณะที่อีกฟากหนึ่งก็ “ไม่เข้าใจ” ต่อปฏิกิริยาจากบรรดาฝั่งมหาวิทยาลัยว่าทำไมจะต้องลาออก เนื่องด้วยเห็นว่า บุคคลเหล่านี้ต้องเป็นแบบอย่างของธรรมาภิบาล ไม่ใช่แสวงหาอภิสิทธิ์เพื่อยกเว้นการตรวจสอบทรัพย์สิน พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า ทำไมบรรดาคนที่สังคมมองว่ามีเกียรติประวัติสูงส่งเช่นนี้ จึงพากันหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลเบื้องต้น

ที่สำคัญคือ การอ้างว่านายกสภามหาวิทยาและกรรมการมหาวิทยาลัยไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคล งบประมาณ ไม่ได้จับเงิน และไม่ได้มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างใดภายในมหาวิทยาลัย นั้น เป็นการพูดความจริงไม่หมด เพราะโดยข้อเท็จจริงสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจอนุมัติงบประมาณของมหาวิทยาลัยทั้งหมด มีอำนาจในการอนุมัติการลงทุนของมหาวิทยาลัย มีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งอธิการและรองอธิการบดี มีอำนาจในการประเมินผลการทำงานอธิการบดี และสามารถให้คุณให้โทษในเรื่องอื่นๆ อีกหลายประการ

และตามมาด้วยประโยคเด็ดว่า “ไม่ได้ทำผิดแล้วกลัวอะไร”

นายวีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อสนับสนุนประกาศของ ป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าว พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาสภามหาวิทยาลัยไม่มีใครตรวจสอบได้ เพราะตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ใช่มีแค่อำนาจทางนโยบาย แต่มีอำนาจแต่งตั้งอธิการบดีได้ บางคนมาจากภาคเอกชนเข้ามาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยก็นำธุรกิจของตัวเองมารับเหมาภายในมหาวิทยาลัย ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และอยากให้ขยายการยื่นบัญชีทรัพย์สินไปถึงระดับคณบดีด้วย

นี่คือข้อถกเถียงที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

ก็ไม่รู้ว่า ป.ป.ช.ภายใต้การนำของ “บิ๊กกุ้ย-พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคนทำคลอดกฎหมายแบบ “เหวี่ยงแห” ออกมา พร้อมกับยืนยันเสียงแข็งว่า “กฎหมายเขียนอย่างไรต้องเป็นตามนั้น ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น” จะหาทางออกอย่างไร

เพราะดูเหมือนว่า เสียงต้านจะดังรุนแรงและฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะ คสช.ก็ดูเหมือนจะเห็นดีเห็นงามด้วย

ขณะที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดๆ แล้วเช่นกันว่า “ขณะนี้กำลังหารือกับ ป.ปช.ว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ถ้าหากมีการลาออกของคณะกรรมการ เพราะจะมีผลต่อการประชุมองค์กร เนื่องจากองค์ประกอบไม่ครบ จำเป็นต้องหาวิธีการแก้ไข เรื่องนี้ทราบถึงเจตนาที่ดี แต่ก็ต้องไปแก้ปัญหาที่จะตามมาว่า ควรต้องทำอย่างไร ซึ่งก็ต้องรอว่าผลจะออกมาอย่างไร ขณะนี้ยังมีเวลา เพราะยังไม่มีผลบังคับใช้” พร้อมทั้งมอบหมายให้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายของ คสช.เป็นผู้ไปคลี่คลายสถานการณ์

หรือฟันธงเปรี้ยงลงไปได้เลยว่า รัฐบาลยอมถอยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายวิษณุ เครืองาม ให้ความเห็นหลัง ทปอ.เคลื่อนไหวคัดค้านว่า โดยส่วนตัวไม่คิดว่าจำเป็นต้องใช้ ม.44 ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และเชื่อว่า ป.ป.ช.มีทางออก เพราะในข้อสุดท้ายของประกาศลงท้ายว่า กรณีที่มีปัญหาตามประกาศ ให้เป็นอำนาจของประธาน ป.ป.ช.โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ดังนั้น ป.ป.ช.จะสามารถหาทางออกได้ แต่จะดีกับทุกฝ่ายหรือไม่นั้น ตนเองไม่ทราบ

ขณะที่แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ ที่มีพล.ต.อ.วัชรพลทำหน้าที่ประธานการประชุมนั้น ได้หยิบยกกรณีที่หลายฝ่ายคัดค้าน ประกาศคณะกรรมการป.ป.ช.เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ. 2561 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ขึ้นมาหารือกัน โดยกรรมการหลายคนยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดปัญหาขึ้นในวงกว้าง และต้องรีบแก้ไข เพื่อไม่ให้กระทบต่อกรอบเวลาของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. จึงได้มีมติให้สำนักกฏหมายเป็นผู้รวบรวมหนังสือข้อเสนอแนะ หรือข้อท้วงติง ที่ทางสภามหาวิทยาลัย รวมถึงสถาบันต่างๆ ที่จะส่งมาถึงป.ป.ช.ทั้งหมด เอาไว้แล้วดำเนินการประมวลเหตุผล รวบรวมรายละเอียดต่างๆ แล้วให้นำกลับมารายงานต่อที่ประชุมกรรมการในสัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณา

ทั้งนี้ ทางออกสำหรับกรณีมีหลายคนให้ความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจ เช่น “นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” สมาชนิก สนช.และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เสนอว่า คำว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ระบุอยู่ในกฎหมายลูกให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ไม่ควรรวมถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นต้น

แต่สิ่งที่สังคมจำต้องตั้งคำถามก็คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อน “อะไรบางประการ” อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เพราะคล้ายกับว่า ก่อนที่จะออกกฎหมายมามิได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เป็นเพียง “พิธีกรรม” ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าตั้งใจ “ปราบโกง” แต่สุดท้ายกลับเดิน “สะดุดขา” ตัวเองจนต้องส่ง “มือกฎหมายระดับอภินิหาร” มาช่วยคลี่คลายสถานการณ์อย่างไรอย่างนั้น

และงานนี้ “บิ๊กกุ้ย สายตรงวงษ์สุวรรณ” ต้อง “หน้าแหก” ชนิดหมอไม่รับเย็บเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะพิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่า เป็น “กฎหมายเหวี่ยงแห” ที่ไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ แถมเมื่อต้องปะทะกันก็ลงเอยด้วยคำว่า “กำลังภายในคนละชั้น” นะครับพ่อแม่พี่น้อง





กำลังโหลดความคิดเห็น...