xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ยุค คสช. ทำไมน้ำไม่ท่วม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
"โชกุน"

ฤดูฝน ประเทศไทย สิ้นสุด ย่างเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

มหาอุทกภัย เมื่อปี 2554 ในยุคบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มาจากการเลือกตั้ง เอาไม่อยู่ มวลน้ำมหาศาล โหมทะลักเข้าสู่พื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรรค์ลงมา ถึงกรุงเทพมหานคร นิคมอุตสาหกรรมหลายๆแห่ง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี ถูกกองทัพน้ำถล่มได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบไปถึงซัพพพลายเชนระดับโลก ของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น คอมพิวเตอร์

ความเสียหายในครั้งนั้น จากการประเมินของธนาคารโลก คิดเป็นมูลค่าถึง 1.44 ล้านล้านบาท และมีผู้เสียชีวิตถึง 800 คน นับเป็นความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ในรอบ 70 ปี

นับจากนั้นเป็นต้นมา เข้าหน้าฝนทีไร คนไทยเหมือนยังไม่หายจากฝันร้าย กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนว่า จะมีพายุทีไร เป็นต้องหวนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2554 ด้วยความหวั่นเกรงว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย โดยเฉพาะในยุครัฐบาล คสช. ที่มาจากการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ ถูกปรามาสจากฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นทหาร ใช้แต่อำนาจ จะบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเป็นหรือ ทุกๆเรื่องรวมทั้งเรื่องน้ำท่วม

สองปีแรก ระหว่าง พ.ศ. 2558-2559 น้ำไม่ท่วม แต่ฝนแล้ง เพราะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ เกษตรกรเดือนร้อน ทำนาไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำ สองปีถัดมา ปี 2560 และปีนี้ ปริมาณน้ำฝน น้ำในเขื่อน เท่าๆกับ ปี2554 เมื่อเริ่มทเข้าสู่หน้าฝนทั้งปีนี้ และปีกลาย บรรดาเกจิในเรื่องน้ำ รวมทั้งหมอดู หมอเดา ที่ชำนาญในเรื่องดวง พากันทำนายทายทัก ว่า มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือน ปี 2554

แต่ คสช. เอาอยู่ ปีที่แล้ว และปีนี้ ไม่มีน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 54 อย่างที่หวั่นเกรงกัน จะมีบ้าง ก็น้ำท่วมเฉพะจุด จากฝนที่ตกลงมามากในบางพื้นที่ หรืออ่างเก็บน้ำแตก ทำความเดือนร้อนให้ประชาชน ที่ต้องย้ายข้าวของ ทรัพย์สินเสียหาย แต่ก็อยู่ในวงจำกัด ในเวลาสั้นๆ 2-3 วันเท่านั้น

รัฐบาลประชาธิปไตย เมื่อปี 2554 เอาน้ำไม่อยู่ แม้กระทั่ง กองบัญชาการสู้รบตบมือกับน้ำที่บ้านไปอยู่ที่สนามบินดอนเมืองก็ถุกน้ำไล่กระเจิง สาเหตุหนึ่ง เป็นเพรา ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน คิดไม่ถึง จึงเอาไม่อยู่ แต่สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้มหาอุทกกภียครั้งนั้น เป้นภัยพิบัติที่เกิดจากคนด้วย ก็เพราะ ไม่มีการบริหารจัดการ กักน้ำไว้เหนือเขื่อนใหญ่ ไม่ยอมระบายออก จนเกินขีดความสามาถของเขื่อนจึงระบายน้ำออกมาพร้อมๆกัน ในปริมาณมหาศาล เกินกำลังที่ลำน้ำ คูคลอง จะรับไหว จึงทะลักล้นเข้าสู่พื้นที่สองฝั่ง

ปัญหาที่สำคัญคือ ไม่มีการระบายน้ำลงสู่ท้องทุ่ง ในที่ราบลุ่มภาคกลาง 12 ทุ่ง ซึ่งเป็นแก้มลิงธรรมชาติ สำหรับรับน้ำ เพราะเกรงว่า จะทำให้นาข้าวเสียหาย กระทบกับคะแนนเสียงของนักการเมืองในพื้นที่เหล่านั้น

แต่ รัฐบาล คสช. เอาน้ำอยู่ เพราะมีการวางแผน บริหารจัดการ ด้วยการเปลี่ยนฤดูทำนาปีของชาวนาในภาคกลาง ให้เร็วขึ้น 1 เดือน เพื่อเก็บเกี่ยวข้าวให้เสร็จ ในเดือนสิงหาคม หลังจากนั้น กรมชลประทาน จะระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ลงทุ่งทั้ง 12 ทุ่ง เนื้อที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ เป็นแก้มลิงธรรมชาติชะลอน้ำได้ประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร และปล่อยพันธ์ปลา กุ้งแม่น้ำ เพื่อให้ชาวนามีรายได้เสริม

หน้าฝนสองฤดูที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงไม่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อ ปี 2554 ทั้งๆที่ เงื่อนไขทางธรรมชาติ ไม่แตกต่างกันสักเท่าไร คือ ฝนตกเยอะพอๆกัน ที่ไม่เหมือนกันคือ การบริหารจัดการ

รัฐบาล คสช. ยังได้จัดตั้ง สำนักงาน บริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นตรงต่อ นายกรํฐมนตรี เมือ่เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ด้วย มาตรา 44 เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลเรื่องน้ำ ทั้งหมด และการบริหารจัดการ ซึ่งเดิมกระจัดกระจขายมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำหลายสิบหน่วย ให้มาอยู่ที่เดียวกัน เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แก้น้ำท่วมอย่างเดียว ต้องแก้ และป้องกันปัญหาภัยแล้ง หลังฤดูฝนผ่านพ้นไปด้วย

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนหนึ่งระหว่างเป็น ประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า

“ ช่วง 4 ปีที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารจัดการน้ำ จากการวางแผนบูรณาการอย่างรอบคอบ ทำให้การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและน้ำแล้ง ใช้งบประมาณไป 18,594 ล้านบาท แต่หากย้อนหลังไป 4 ปีก่อนรัฐบาลนี้เข้ามา เราใช้เงินในการเดียวกันนี้ 89,755 ล้านบาท แสดงว่าหากมีการเตรียมการที่ดี บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จะประหยัดงบประมาณได้จำวนมาก และหากเทียบปริมาณน้ำระหว่างปี 2554 และปี 2560 พบว่ามีปริมาณเท่ากัน”

ฤดูฝนปีหน้า ประเทศไทยก็คงมีรัฐบาลใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นคงรู้แล้วว่า เป็นคนใหม่หรือเป็นคนหน้าเดิม ปีหน้า และปีต่อๆไป ประเทศไทยจะปลอดจากน้ำท่วมเหมือน ยุค คสช.ไหม ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ว่า จะรู้จักวางแผน บริหารจัดการน้ำเหมือน 4 ปีที่ผ่านมาหรือไม่