xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ผ่าขบวนการตุ๋นฝรั่ง “เจ้าพ่อบิตคอยน์” กับปริศนาโยงใย “เจ๊” เจ้าแม่นครหลวง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

บูม - จิรพิสิษฐ์ จารวิต
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ขบวนการต้มตุ๋นเศรษฐีอายุน้อยหมื่นล้านที่ถูกขนานนามให้เป็น “King of Bitcoin” หรือ “เจ้าพ่อบิตคอยน์” ชาวฟินแลนด์ โดยกลุ่มนักลวงโลกชาวไทยที่มี “ปริญญา จารวิจิต” พี่ชายของ “บูม” จิรพิสิษฐ์ จารวิจิต ดารานักแสดงวัยรุ่น เป็นหัวขบวนใหญ่ สาวกันไปมาถ้าตำรวจไล่เรียงเส้นทางการเงินดีๆ งานนี้มีสะเทือนกันทั้ง “พระนคร” ด้วยว่าอาจโยงไปถึง “เจ๊นักการเมืองดัง” ที่รู้กันในวงการว่าใช้บริการของ “ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” ฉายา “เจ้าพ่อตลาดหุ้น” อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ ซึ่งทำหน้าที่บริหารพอร์ตลงทุนให้กับ “เจ๊” มายาวนาน

ปฏิบัติการบุกจับ “บูม” นายจิรพิสิษฐ์ จารวิจิต ดารานักแสดงวัยรุ่น ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน โดยหลอกลวงต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล และหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ วงเงินเกือบ 800 ล้านบาท คากองถ่ายหนังกลางห้างดังย่านพหลโยธิน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา เรียกว่าช็อกวงการไม่น้อย

การลงมือจับกุมที่นำโดย พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บัญชาการกองบังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติเข้าแจ้งความว่า ถูกผู้ต้องหาพร้อมกับพวกร่วมกันหลอกลวงและร่วมกันวางแผนชักชวนให้ลงทุนประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิตอล ในชื่อ Dragon coin (DRG) โดยหลอกลวงให้ซื้อหุ้นของ บริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, NX Chain Inc. และหุ้นของบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้เสียหายหลงเชื่อและร่วมลงทุนด้วยการโอนเหรียญบิตคอยน์ ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิตอล เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในบัญชีของนายจิรัชพิสิษฐ์ ที่เปิดรองรับไว้ส่วนหนึ่งและบัญชีของผู้ต้องหาอื่น รวมเป็นเงิน 5,564.44650956 เหรียญบิตคอยน์ คิดเป็นเงินสกุลบาทไทย 797,408,454.33 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดนัดหมายที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งหรือเงินปันผล ทั้งยังไม่เคยได้รับเชิญประชุมผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทที่กลุ่มของผู้ต้องหาได้กล่าวอ้างถึงไม่ได้เข้าไปประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ Dragon coin (DRG) แต่อย่างใด จึงได้สอบถามไปยังตัวผู้ต้องหา แต่กับได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์กับ บก.ป. ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวน บก.ป.ได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหา กับพวกรวม 7 ราย ในฐานความผิด “ร่วมกันฟอกเงิน” ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(5), 5(1) (2), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8

หลังถูกจับกุม “บูม” ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาล ส่วน นางสาวสุพิชย์ฌา จารวิจิต พี่สาวของบูม ได้เข้ามอบตัวในเวลาต่อมา และศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัว “บูม” และพี่สาว ชั่วคราว ในระหว่างการฝากขังด้วยวงเงินประกันตัวคนละ 2 ล้านบาท กำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางไปต่างประเทศ เช่นเดียวกัน
นางสาวสุพิชย์ฌา จารวิจิต พี่สาวของบูม
นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของบูม
ขณะที่ “ตัวการสำคัญ” คือ นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของ “บูม” มีรายงานว่าหลบหนีไปต่างประเทศ อย่างไรก็ดี นายปริญญาได้ร่อนหนังสือแจงในเวลาต่อมาว่า ไม่ได้หนี พร้อมส่งจดหมายและตารางการเดินทางที่ต้องไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ

เวลานี้ ทางกองปราบฯ ยังเตรียมขอศาลออกหมายจับพ่อและแม่ ของ “บูม” เพิ่มเติมอีกด้วย ตามข้อมูล “คนในครอบครัว” เข้าข่าย “รู้เห็น” เนื่องจากมีธุรกรรมถ่ายโอนเงินที่ได้จากการกระทำผิด

สำหรับนายจิรัชพิสิษฐ์ เป็นดารานายแบบหนุ่มหล่อ จบวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ส่วนหนังที่สร้างชื่อให้เขาก็คือเรื่อง “แนวสุดท้าย” บทประพันธ์ของทมยันตี เล่นกับ “โทนี่ รากแก่น” โดยเจ้าตัวรับบทเป็น “เรืออากาศโท บุญส่ง” สายลับหนุ่มเซียนคอมพิวเตอร์

ส่วนผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติ คือ นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ (Mr.aarni Otava Saarimaa) หนุ่มน้อยชาวฟินแลนด์ ปัจจุบันอายุ 23 ปี เป็นเด็กหนุ่มที่ร่ำรวยมีเงินมหาศาลจากราคาบิตคอยน์ในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ปรับตัวขึ้นช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยเหรียญบิตคอยน์ที่นายอาร์นี สะสมได้จากการเล่นเกมในวัยรุ่นตั้งแต่อายุ 13-14 ปี เรื่อยมา ทำให้เขากลายเป็น “คิง ออฟ บิตคอยน์” ซึ่งนายอาร์นีนั้นมีภรรยาเป็นคนไทย

คดีดังกล่าว มีรายงานว่า พนักงานสอบสวน มีหลักฐานค่อนข้างแน่นหนาที่สามารถมัดตัวกลุ่มผู้ต้องหาและกลุ่มที่จะออกหมายจับเพิ่มเติม เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการรายงานความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ไปยังเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

โดยสำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินกลุ่มของนายปริญญา จารวิจิต กับพวก ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันที่นายอาร์นี เริ่มโอนเหรียญบิตคอยน์มายังบัญชีของกลุ่มนายปริญญา โดยพบข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลจากฐานข้อมูล ERS ตามมาตรา 16 ซึ่งเป็นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สถาบันการเงินรายงาน มายัง ปปง.

ตามรายงานที่บริษัท บิตคอยน์ โอนให้กับกลุ่มของนายปริญญา พบว่า 1.บริษัท บิตคอยน์ ได้โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย ไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต ระหว่างวันที่ 9 ก.ย. 2560 ถึงวันที่ 18 ก.ย. 2560 จำนวน 5 ครั้ง รวมเงิน 21,495,046 บาท 2.บริษัท บิตคอยน์ โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย ไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยชื่อบัญชี นายชาคริส อาห์มัด ระหว่างวันที่ 21 ก.ค. 2560 ถึงวันที่ 29 ม.ค. 2561 จำนวน 20 ครั้ง รวมเงิน 92,245,644 บาท3.บริษัท บิตคอยน์ โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย ไปเข้าบัญชี ธนาคารกสิกรไทยชื่อบัญชี นายธนสิทธิ์ จารวิจิต ระหว่างวันที่ 19 ก.ค. 2560 ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2560 จำนวน 30 ครั้ง รวมเป็นเงิน 176,489,420 บาท 4.บริษัท บิตคอยน์ โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย ไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยชื่อบัญชี นาย ป. ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2560 ถึงวันที่ 14 ม.ค. 2561 จำนวน 8 ครั้ง เป็นเงิน 64,045,488 บาท 5.บริษัท บิตคอยน์ โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย ไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี นายปริญญา จารวิจิต ระหว่างวันที่ 15 ก.ย. 2560 ถึงวันที่ 10 ธ.ค. 2560 จำนวน 15 ครั้ง รวมเป็นเงิน 111,938,265 บาท และ 6.บริษัท บิตคอยน์ โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย ไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต ระหว่างวันที่ 6 ก.ย. 2560 ถึงวันที่ 10 ธ.ค. 2560 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงิน 139,240,836 บาท

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในเส้นทางการเงินทั้งหมดที่ตำรวจกำลังติดตาม ซึ่งคดีนี้ ยังมีตัวละครที่น่าสนใจและร่ำลือกันว่าน่าจะเกี่ยวข้องไปถึงนักการเมืองชื่อดัง โดยว่ากันว่า “เจ้าพ่อตลาดหุ้น” ที่ตำรวจกล่าวถึงในคดีตุ๋นเศรษฐีบิตคอยน์ มีการโยงไปยังชื่อ นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ฉายา “ไข่มุกดำวงการตลาดหุ้น” อดีตลูกน้องคนสนิทนักการเมืองดังระดับ “เจ้าแม่นครหลวง” นาม “ส.”
นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ
นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ ตอนนี้ถูก ก.ล.ต.ขึ้นบัญชีดำห้ามเป็นผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ หลังเกิดข่าวครึกโครม เขาชิงปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง แต่ยอมรับว่ารู้จักกับนายปริญญาจริง และร่วมลงทุนจริงแต่ถูกหลอกเหมือนกัน พร้อมนัดเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ 17 ส.ค. 2561

โดยก่อนที่นายประสิทธิ์ จะนัดแถลงข่าว ก็มีกระแสข่าวว่า “พ่อมดตลาดหุ้นคนหนึ่ง” วิ่งวุ่นเข้าหา “ผู้ใหญ่” เพื่อเคลียร์คัต ตัวเองออกจากคดีนี้ โดยอาศัยคอนเนกชันกับ “หลังบ้าน” จนได้เข้าพบกับ “บิ๊กตำรวจนายหนึ่ง” เพื่อชี้แจง รวมทั้งอ้อนวอนให้ช่วยเหลือ ตลอดจนมีข่าวว่า ในขบวนการนี้ยังมี “นาย ป.” ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของ “เจ๊นักการเมืองชื่อดัง” ร่วมอยู่ด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าโบรกเกอร์มือทอง นักบริหารการเงินให้นักธุรกิจและนักการเมืองดัง สร้างความมั่งคั่งให้ผู้คนมากหน้าหลายตา จะถูกโดดเดี่ยว ต้องวิ่งเคลียร์คดีตีนขวิด แต่สุดท้ายอาจจบลงด้วยการเจรจาต้าอ่วยยอมจ่ายกันไปดังที่ตำรวจกองปราบฯ ว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว สามารถตกลงกันเองได้

สำหรับนายปริญญา ร่ำลือกันในวงการว่าเป็นจอมต้มตุ๋นตัวเอ้ อายุ 30 กว่า เป็นคนที่ชักชวนนายอาร์นี มาลงทุน โดยนายปริญญา จะทำตัวเหมือนกูรูการลงทุนที่มีเงิน มีความรู้ และพยายามเข้ามาโลดแล่นในแวดวงการเงินระดับประเทศ

เว็บไซต์ Hoonsmart.com ให้ข้อมูลอีกมุมใน “หักเหลี่ยม King of Bitcoin” ว่า โครงการขายฝันแรกสุดที่นายปริญญา ชวนนายอาร์นี่ มาลงทุนคือการออกดาร์กอน คอยน์ ภายใต้บริษัทดรากอน คอร์ปอเรชั่น (ฮ่องกง) เมื่อราวๆ เดือนต.ค. ปีที่ผ่านมา และปั่นตัวเลขผลตอบแทนจาก ICO ดาร์ก้อน คอยน์ จากต้นทุน 3.5 บาท ว่าจะพุ่งขึ้นไปถึง 10 บาทเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดรอง

แต่สุดท้ายนักลงทุนทั้งไทยและเทศที่หลงเชื่อ ถูกตุ๋นจนเปื่อย และนายอาร์มี่ ที่ได้กลิ่นไม่ชอบมาพากล เริ่มทวงถามเงินกว่า 400 ล้านบาท ที่นายปริญญาชักชวนให้โอนบิตคอยน์เข้ามาในกระเป๋าเงินของนายปริญญา เพื่อแลกกับ ICO ดราก้อน คอยน์ แต่นายปริญญา ไม่โอน ICO ดาร์ก้อน คอยน์ ให้ความจึงแตกว่ามีปัญหาแน่ นายอาร์มี จึงหันไปหา “เจ้าพ่อตลาดหุ้น” ซึ่งนำเอาหุ้น DNA มาขายให้จำนวน 500 ล้านหุ้น มูลค่า 250 ล้านบาท แต่สุดท้ายมีการโอนหุ้น DNA ไปเพียง 345 ล้านหุ้น จนกลายเป็นเรื่องขึ้นมา

ฝรั่งรายนี้ลงทุน DNA จำนวนมาก เป็นเรื่องที่โยงกันมาจาก ดราก้อน บิตคอยน์ ถ้าไม่มี ดราก้อน บิตคอยน์ ก็ไม่มีวันเกิดการลงทุน DNA เพราะถูกหลอกว่าเงินจากการออก ICO บิตคอยน์ จะเข้าไปเทคโอเวอร์ DNA ให้ฝรั่งซึ่งมีความรู้บล็อกเชน เข้าไปบริหารใน DNA สุดท้ายไม่เป็นอย่างที่วาดฝัน

“เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากดราก้อน บิตคอยน์ สู่หุ้น DNA ที่มีนายปริญญา เป็นต้นเรื่องทั้งหมดนั้น มีตัวละครที่มีอิทธิพลนายทหารชื่อดัง เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย แต่ไม่เป็นผล แม้ว่านายปริญญา จะโอนหุ้นทั้งหมดที่ถือใน DNA ให้ผู้กองคนดังทั้งหมด แต่เรื่องดังกล่าวไม่สามารถจบอยู่ที่ผู้กองคนดัง กระทั่งเรื่องทั้งหมดถึงมือกองปราบในที่สุด”

อย่างไรก็ตาม “เจ้าพ่อตลาดหุ้น” ก็ออกตัวแล้วว่า ถูกหลอก เจ็บหนักเช่นเดียวกัน แถมเสียชื่อหนักจนต้องนัดแถลงข่าวกอบกู้ชื่อเสียง

สำหรับหุ้นที่นายปริญญา เข้าไปเกี่ยวข้อง มีข้อมูลรายงานว่า นายปริญญา เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 2 บริษัท คือ บริษัท เวนเจอร์ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ VI จำนวน 35.86 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5.76% ของหุ้นที่จดทะเบียน และบริษัท ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ T 150 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.48% ของหุ้นที่จดทะเบียน

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 นายปริญญา ได้ซื้อหุ้นบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ DNA จำนวน 5.15% ต่อมาในวันที่ 14 พ.ย. 2560 คณะกรรมการบริษัท DNA มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายปริญญาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการและกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2560 หลังจากนั้น 2 วัน นายอาร์นี ผู้เสียหายในคดีนี้ ซื้อหุ้น DNA 3.02% เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2560 ทำให้ถือครองหุ้นรวม 6.52% ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2561 นายปริญญา ขายหุ้น DNA จำนวน 8.05% ออกไป และเหลือการถือครองหุ้น DNA อยู่ 1.76%

สุนันท์ ศรีจันทรา คอลัมนิสต์ “คลุกวงในหุ้น” ค่ายสื่อผู้จัดการ วิเคราะห์ว่าถึงคราว “DNA ตายสนิท” ว่า แม้ผู้บริหาร DNA จะออกมาแถลงด่วน ปฏิเสธความเกี่ยวพันการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล ดราก้อน คอยน์ แต่สายเกินไป เพราะนักลงทุนที่ตื่นตระหนกจากข่าวฉาวโฉ่ ได้พากันทุบขายหุ้น จนราคารูดลงสนิทติดฟลอร์ 30% โดย DNA เป็นหุ้นที่ถูกนายปริญญา จารวิจิต อดีตกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท นำไปชักชวนให้นักลงทุนชาวฟินแลนด์เข้ามาลงทุน ก่อนที่จะผันเงินไปสู่พวกพ้อง และนำไปสู่การดำเนินคดีการฟอกเงิน

ก่อนที่จะมีข่าวฉาวโฉ่ หุ้น DNA กำลังร้อนแรง โดยเพียง 4 วันทำการ ราคาขยับขึ้นมา 100% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาตาผิดปกติ และลากเอาลูกหรือ DNA-W1 พุ่งทะยานขึ้น 100% ตามมาด้วย ทั้งที่ไม่มีข่าวดีสนับสนุน ไม่รู้ว่า ใครจุดพลุลากDNA และเกี่ยวพันการคดีตุ๋นนักลงทุนฟินแลนด์หรือไม่ แต่การลากหุ้นขึ้นภายในเวลา 4 วันทำการ ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวที่ปกติแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่า นักลงทุนกลุ่มใดอยู่เบื้องหลังการลากนักลงทุนรายย่อยไปเชือดเท่านั้น

ราคาหุ้น DNA เคยเคลื่อนไหวในระดับ 30 สตางค์เศษถึง 40 สตางค์เศษอยู่พักใหญ่ มูลค่าการซื้อขายแต่ละวันเงียบเหงาระดับ 1 ล้านบาทหรือไม่กี่ล้านบาท เนื่องจากเป็นหุ้นที่นักลงทุนไม่ให้ความสนใจ ปัจจัยพื้นฐานไม่โดดเด่น ผลประกอบการขาดทุนหนักหลายปีติดต่อ แต่ต้นเดือนส.ค. หุ้นเริ่มมีความคึกคัก มีแรงซื้อไหลบ่าเข้ามา จนทำให้ราคาหุ้นพุ่งทะยาน 4 วันติด และทำท่าจะวิ่งต่อ เพราะการซื้อขายหุ้นในภาคเช้าวันที่ 9 ส.ค. ยังถูกลากขึ้นไปอยู่ โดยขึ้นไปสูงสุดที่ 88 สตางค์

แต่เมื่อมีข่าวกองปราบปรามบุกจับตัวนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือนายบูม นักแสดง น้องชายนายปริญญา DNA จึงถูกระหน่ำขายทันที ราคาหุ้นร่วงลง ก่อนปิดที่ 71 สตางค์ เช้าวันที่10 ส.ค. ทันทีที่เปิดการซื้อขาย DNA ถูกถล่มขาย ราคารูดลงแรง และปิดการซื้อขายที่ 50 สตางค์ ลดลง 21 สตางค์ ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดติดฟื้น 30%

แม้ผู้บริหารจะออกมาปฏิเสธความเกี่ยวพันกับขบวนการต้มตุ๋นนักลงทุนชาวฟินแลนด์ ไม่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน แต่อดีตกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นตัวการใหญ่ในการวางแผนต้มตุ๋น โดยต้มตุ๋นระหว่างที่ปรากฏชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ DNA ด้วย ความพยายามของฝ่ายบริหาร DNA ในการระงับผลกระทบการของบริษัท จากคดีหลอกต้มเงินนักลงทุนจากฟินแลนด์ อาจไร้ผล เพราะตอนนี้นักลงทุนตั้งหน้าหนีตายออกจากหุ้น DNA

ความเกี่ยวพันของนายปริญญากับ DNA เพิ่งสิ้นสุดหลังจากที่โยนหุ้นสัดส่วน 8.05% ของทุนจดทะเบียนให้นายธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ “ผู้กองธรรมนัส” ผู้กว้างขวางในธุรกิจหลายด้าน เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2561 ก่อนจะลาออกจากกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ปัจจุบันนายธรรมนัส ยังถือหุ้น DNA อยู่ 8.05%

สภาพของหุ้น DNA ที่นายปริญญา ทิ้งไปแล้วและปัดก้นหนีจึงไหลรูดติดดิน เป็นภาระใหญ่ให้กับนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ DNA ที่เพิ่งเข้ามาบริหารเต็มตัวเมื่อ 3-4 เดือนก่อนชำระสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น

ส่วนจะฟื้นคืนมาหรือว่าจะตายสนิท ต้องเกาะติดการชำระสะสางคดีขบวนการตุ๋นเศรษฐีบิตคอยน์ของตำรวจไทย และทำให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจน เพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่จะลุกลามโดยเฉพาะบรรดาแมลงเม่าปีกบางในตลาดหุ้นที่ตามแห่ ไม่ให้สาหัสหนักไปมากกว่านี้