ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - นับเป็นคดีประวัติศาสตร์สะท้านสะเทือนไปทั้งโลก หลังศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ สั่งให้มอนซานโต้ ผู้ผลิตสารเคมีเกษตร จ่ายค่าชดเชย 289 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 9,619 ล้านบาท ให้กับนายดีเวย์น จอห์นสัน ซึ่งฟ้องร้องมอนซานโต้ เมื่อปี 2016 ว่ายาฆ่าหญ้า “ราวนด์อัพ” และยากำจัดศัตรูพืช “แรนเจอร์ โปร” ที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก มีส่วนก่อมะเร็งต่อมน้ำเหลือง คดีนี้ยังจะเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีที่เหลือกว่า 5,000 คดี ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องผลิตภัณฑ์ของมอนซานโต้มีส่วนก่อมะเร็ง
คำตัดสินของศาลสหรัฐฯชัดเจนว่าสารเคมีเกษตรดังกล่าวมีอันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์นั้น แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ยังคาดหมายไม่ได้ว่าจะทำให้เกิดความสำเหนียกในบรรดาผู้มีอำนาจพิจารณาตัดสินแบนสารเคมีเกษตรที่เป็นพิษภัยหรือไม่
ทั้งนี้ ประเทศไทยนั้นถือเป็นผู้นำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงจำนวนมหาศาลในแต่ละปีข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2 เม.ย. 2561) ระบุว่า ไทย นำเข้าสารกำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลง สารป้องกันและกำจัดโรคพืช และอื่นๆ รวมปริมาณและมูลค่า ระหว่างปี 2554 - 2560 ดังนี้ ปริมาณ 164,538 ตัน 134,480 ตัน 172,826 ตัน 147,375 ตัน 149,546 ตัน 160,824 ตัน 198,317 ตัน ตามลำดับ ส่วนมูลค่า 22,070 ล้านบาท 19,378 ล้านบาท 24,416 ล้านบาท 22,812 ล้านบาท 19,326 ล้านบาท 20,618 ล้านบาท และ 27,922 ล้านบาท ตามลำดับ
มูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย บอกกล่าวคนไทยที่มีความอดทนต่อการรับสารพิษเข้ามาในร่างกายผ่านวิถีการกินอยู่ประจำวันว่า ประเทศไทยอนุญาตให้มีการนำเข้า “ไกลโฟเสต” สารเคมีกำจัดวัชพืชก่อมะเร็งมากที่สุดโดยมีปริมาณสูงถึง 59.85 ล้านกิโลกรัม หรือคิดเป็นสัดส่วน 30.27 % ของการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งหมดในปี 2560
นอกเหนือจากนั้น ประเทศไทยยังอนุญาตให้นำเข้า “พาราควอต” สารพิษซึ่งมีพิษเฉียบพลันสูงและก่อโรคพาร์กินสัน มากถึง 44.5 ล้านกิโลกรัม หรือคิดเป็นสัดส่วน 22.5% ของการนำเข้าสารเคมีทั้งหมด ทั้งๆ ที่ กระทรวงสาธารณสุขของไทย เสนอให้รัฐบาล “บิ๊กตู่” แบนหรือห้ามใช้สารพิษนี้แล้วตั้งแต่เดือนเม.ย. 2560 ที่ผ่านมา และขณะนี้มี 53 ประเทศทั่วโลกที่แบนและประกาศแบนไปแล้วทั้งยุโรป จีน เวียดนาม แม้แต่กัมพูชา และลาว ก็ยังก้าวไกลกว่าไทยแบนไปแล้วเช่นกัน
ไบโอไทย ยังระบุสารพิษอีกชนิดคือ “คลอร์ไพรีฟอส” ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงที่เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) พบว่าตกค้างมากที่สุดในผักและผลไม้ ซึ่งล่าสุดศาลสหรัฐฯ เพิ่งสั่งให้ EPA แบนสารเคมีดังกล่าว โดยประเทศไทย มีการนำเข้า 3.33 ล้านกิโลกรัม มากที่สุดในกลุ่มสารเคมีกำจัดแมลง สารพิษนี้ส่งผลกระทบต่อสมองทารกและเด็กอย่างถาวร กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอให้กรมวิชาการเกษตร ไม่ต่อทะเบียน และเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายสั่งแบน แต่กลับถูกเพิกเฉย
กล่าวสำหรับคดีดังกล่าว โจทก์คือชายผิวดำ ดเวย์น จอห์นสัน อายุ 46 คุณพ่อลูก 3 อาศัยอยู่ที่ Bay Area ซึ่งกำลังป่วยหนักด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย ซึ่งหมอได้ให้การรักษาด้วยคีโมตั้งแต่ปีที่แล้ว และแพทย์วินิจฉัยเมื่อปีที่แล้วว่า เขาจะอยู่ได้อีกแค่ 6 เดือน กลุ่มทนายความของเขา ประกอบด้วย บุตรชายคนโตของโรเบิร์ต เอฟ.เคนเนดี้ ซึ่งเป็นนักกฎหมายจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเป็นนักกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้รีบพิจารณาคดีเพราะโจทก์มีชีวิตเหลืออยู่อีกไม่นาน
ผู้พิพากษาของศาลแคลิฟอร์เนีย ที่ซานฟรานซิสโกชื่อ Curtis Karnow ได้เร่งคดี และชี้แนะแก่คณะลูกขุนว่า ไม่เพียงพิจารณาว่า ยาฆ่าหญ้าของบริษัทมอนซานโต้ เป็นสาเหตุให้นายดเวย์น จอห์นสัน เป็นโรคมะเร็งร้ายแรง หลังจากที่ได้ใช้ยาฆ่าหญ้านี้ ช่วงปี 2012-2014 จนเป็นโรคมะเร็งในปี 2014-2015 แต่ศาลยังให้คณะลูกขุนพิจารณาด้วยว่า บริษัทได้ละเลยหรือปิดบังการเตือนผู้บริโภคถึงภัยร้ายแรงนี้ด้วยหรือไม่
ในสำนวนยื่นฟ้องของดเวย์น ได้กล่าวโทษมอนซานโต้ว่า ได้มีการบิดเบือนข้อมูล และโจมตีเป็นขบวนการบรรดาการวิจัยที่เปิดเผยถึงอันตรายของสารเคมีในยาฆ่าหญ้า ถึงขนาดทุ่มเทรณรงค์เป็นเวลายาวนานเพื่อให้ข่าวสารเท็จโดยมีเป้าหมายหว่านล้อมหน่วยงานของรัฐบาลต่างๆ ชาวนา ชาวสวนชาวไร่ และผู้บริโภค ว่ายาฆ่าหญ้าของมอนซานโต้นั้นปลอดภัย
นายดเวย์น เคยทำงานที่โรงเรียนประจำเขตของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในตำแหน่งผู้ควบคุมดูแลสนามหญ้าของโรงเรียน เขาเริ่มมีผื่นขึ้นผิวหนัง และหมอวินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮอดจกินส์ เมื่อปี 2557 ขณะอายุ 42 ปี
ทนายของเขา กล่าวว่า ลูกความเป็นมะเร็งหลังจากฉีดพ่นราวนด์อัพ กับ เรนเจอร์โปร ยาปราบวัชพืชอีกยี่ห้อของมอนซานโต้ ในปริมาณมาก หลายครั้งที่สัมผัสสารเคมี และมีครั้งหนึ่งที่สายฉีดพ่นเกิดแตกทำให้ยาปราบวัชพืชเปียกโชกทั่วตัว ซึ่งเขาต้องใช้ยาฆ่าหญ้าทั้ง 2 ชนิดถึง 150 ครั้งต่อปี ด้วยการฉีดพ่นจากรถฉีดโดยเฉพาะและผสมตามสูตรที่เขียนไว้หน้ากระป๋องยา
คณะลูกขุนเริ่มเปิดการไต่สวนคดีดังกล่าวมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2561 และใช้เวลาพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งเครียดถึง 3 วัน ก่อนลงมติให้บริษัทมอนซานโต้ เป็นฝ่ายจ่ายชดใช้ให้กับนายดเวย์น จอห์นสัน
มอนซานโต้ประกาศยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน เพื่อปกป้องผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่ามีประวัติปลอดภัยตลอด 40 ปี แต่ทนายของจอห์นสัน กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์จะยิ่งทำให้มอนซานโต้ต้องจ่ายแพง เนื่องจากจะต้องจ่ายดอกเบี้ยค่าชดเชยระหว่างรอการอุทธรณ์ ตกประมาณ 25 ล้านดอลลาร์ต่อปี
พิษภัยของไกลโฟเซต สารเคมีหลักในยาฆ่าหญ้าที่มีชื่อทางการค้าว่า “ราวนด์อัพ” ของมอนซานโต้ เป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมายาวนาน โดยนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชี้ถึงผลกระทบของไกลโฟเซตต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพมานาน แต่สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (อีพีเอ) ระบุว่า ไกลโฟเซต ไม่น่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง และไม่มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพมนุษย์เมื่อสารตัวนี้นำมาใช้เป็นยาปราบวัชพืช ส่วนผลการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข สหรัฐฯ ระบุว่า ไกลโฟเสตมีความเป็นพิษเพียงจำกัด
ขณะที่องค์กรวิจัยนานาชาติด้านมะเร็งขององค์การสหประชาชาติ (The International Agency for Research on Cancer) เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2515 ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกว่า “ไกลโฟเสท” หรือชื่อการค้า “ราวนด์อัพ” สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้มากที่สุดในโลกและใช้มากที่สุดในประเทศไทยเป็น “สารที่น่าจะก่อมะเร็ง” (probably carcinogenic to humans)
ทั้งนี้ มอนซานโต้ปฏิเสธมาตลอดว่า ไกลโฟเสตไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง โดยอ้างอิงผลศึกษาทางวิทยาศาสตร์กว่า 800 ฉบับ และยังอ้างว่า สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ สถาบันสุขภาพแห่งชาติ และผู้คุมกฎทั่วโลก สรุปแล้วว่า สารชนิดนี้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยและไม่ก่อมะเร็ง
มอนซานโต้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1901 ในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรีของอเมริกา โด่งดังจากการผลิตแซกคารินหรือสารเพิ่มความหวาน ทศวรรษ 1940 บริษัทเริ่มเข้าสู่ธุรกิจสารเคมีทางการเกษตร ปัจจุบันว่าจ้างพนักงาน 20,000 คนทั่วโลก มีรายได้ปีละ 15,000 ล้านดอลลาร์ และเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งขายกิจการให้ไบเออร์ ของเยอรมนีในราคากว่า 62,000 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังผลิตดีดีที ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงที่เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงของบริษัท กระทั่งในปี ค.ศ. 1962 นักชีววิทยาชาวอเมริกันชื่อ ราเชล คาร์สัน ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Silent Spring บรรยายถึงผลกระทบของดีดีทีต่อสิ่งแวดล้อม การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์ จนเกิดการศึกษาวิจัยต่อเนื่องและรณรงค์ให้ยกเลิกการใช้ดีดีที จนมีการประกาศใช้กฎหมายห้ามใช้ดีดีทีในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 และเกิดอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ห้ามการใช้ดีดีทีทั่วโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001
ส่วนราวนด์อัพ ถือกำเนิดในปี 1976 หลังจากนั้นไม่นาน มอนซานโต้ ริเริ่มพืชตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) โดยทำให้พืชจีเอ็มโอบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง สามารถต้านทานราวนด์อัพได้ ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้ราวนด์อัพควบคู่ไปกับการปลูกพืชจีเอ็มโอเหล่านี้ได้
สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ชี้ขาดว่าไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต คลอร์ไฟริฟอส และไกลโฟเซต แต่ให้จำกัดการใช้ เพราะข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอ คำชี้ขาดของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทำให้เกิดการรณรงค์อย่างขนานใหญ่ในหมู่นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเครือข่ายเกษตรกรและเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อชี้ให้เห็นพิษภัยที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ Thai-PAN ระบุว่า หลังจากยื้อมาได้ 2 เดือนเต็มๆ นับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของ 700 องค์กรเพื่อให้มีการแบนสารพิษร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2561 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว โดยหนังสือดังกล่าวลงนามเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2561 แต่เพิ่งมีการเปิดเผยคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ในคำสั่งแต่งตั้ง ซึ่งมอบหมายให้รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีกรรมการทั้งหมดรวม 21 คน โดยมีสัดส่วนดังต่อไปนี้ ฝ่ายการเมืองและข้าราชการรวม 11 คนฝ่ายที่คัดค้านการยกเลิกการใช้สารพิษ รวม 5 คน ได้แก่ นายนิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต, นายสุกรรจ์ สังวรรณะ, นางสาวอัญชุลีรักษ์ อำนวยพร, นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ และนายอนันต์ ดาโลดม นักวิชาการอิสระ 4 คน ได้แก่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, ศ.พรพิมล กองทิพย์, รศ.จุฑามาศ สัตยวิวิฒน์, รศ.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาชน 700 องค์กร 1 คน ได้แก่ นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการชุดใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของสารพิษที่มีความเสี่ยงสูงทั้ง 3 ชนิด เพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการ เร่งรัดดำเนินการและให้มีการรายงานผลต่อสำนักนายกรัฐมนตรีภายใน 60 วัน
ที่น่าแปลกใจคือ ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการให้ 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม หาข้อสรุปเกี่ยวกับสารพิษดังกล่าว และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการประชุม 3 กระทรวง ได้ยืนยันมติเดิมของคณะกรรมการสารพิษที่มีความเสี่ยงสูง ให้มีการแบนพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต แต่ก็ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลบางประการ และมีคำถามถึงรัฐบาล “บิ๊กตู่” และคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า จะตัดสินใจปกป้องชีวิตสุขภาพของประชาชนคนไทยหรือไม่? เพราะรูปธรรมที่ชัดเจนในเวลานี้ก็คือการแบนสารเคมีเกษตรอันตรายนี้ถูกลากถ่วงออกไปเรื่อยๆ


