xs
xsm
sm
md
lg

การเลือกตั้งกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคม และผู้เล่นทางการเมือง (1)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใน พ.ศ.๒๕๖๒ เป็นการเลือกตั้งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกฎหมายหลายประการที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมการเลือกตั้ง นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว การรับรู้เกี่ยวกับผลงานของรัฐบาลปัจจุบัน ผู้แข่งขันหน้าใหม่ที่จะเข้าสู่สนามการเมือง ภาวะผู้นำของหัวหน้าพรรค นโยบายการหาเสียง และการประเมินอนาคตเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเป็นรัฐบาลของพรรคที่เลือก ก็มีผลไม่น้อยต่อความคิดและการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน

ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เห็นได้ชัดเจนคือ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ซึ่งสังคมไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความคิดทางการเมืองของผู้สูงอายุโดยทั่วไปมีแนวโน้มในเชิงอนุรักษ์นิยม ให้ความสำคัญกับคุณค่าดั้งเดิมของสังคม ความมีเสถียรภาพทางสังคม และความมั่นคงปลอดภัย ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมน้อยกว่ากลุ่มวัยอื่นๆ ดังนั้นหากพวกเขาเคยลงคะแนนในอดีตอย่างไร ก็จะมีแนวโน้มรักษาแบบแผนเดิมของการลงคะแนนเอาไว้

เราสามารถจำแนกกลุ่มผู้สูงอายุออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มชนชั้นกลาง กับกลุ่มชาวบ้าน แม้ว่าทั้งสองกลุ่มมีหลักคิดอนุรักษ์นิยมคล้ายคลึงกัน แต่บริบททางสังคมและรสนิยมต่อตัวผู้สมัครพรรคการเมืองแตกต่างกัน ผู้สูงอายุชนชั้นกลางมีบริบททางสังคมที่มีความเป็นอิสระต่อระบบอำนาจแบบอุปถัมภ์มากกว่าผู้สูงอายุในชนบท สำหรับรสนิยมต่อพรรคการเมืองนั้นผู้สูงอายุชนชั้นกลางมีแนวโน้มชอบพรรคและผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีภาพลักษณ์เรื่องความซื่อสัตย์ หรือมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตน้อย ขณะที่ผู้สูงอายุที่เป็นชาวบ้านนั้นมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ภายใต้บรรทัดฐานเชิงอำนาจทางสังคมของระบบอุปถัมภ์ และชอบผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์เรื่อง การเป็นที่พึ่งพาได้ หรือ การช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นหลัก

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นทำให้แบบแผนการเลือกตั้งดั้งเดิมสามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองเก่ามีความได้เปรียบในสนามการแข่งขันระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ก็สามารถแสวงหาโอกาสได้อยู่เหมือนกันในการช่วงชิงคะแนนเสียงของคนกลุ่มนี้ หากนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมและเน้นภาพลักษณ์ของผู้สมัครที่ดูซื่อสัตย์ แต่ประเด็นเหล่านี้อาจมีผลต่อการตัดสินใจของผู้สูงอายุชนชั้นกลางเท่านั้น ส่วนผู้สูงอายุที่เป็นชาวบ้าน นโยบายที่อาจมีประสิทธิผลมากกว่าคือ นโยบายเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม และผู้สมัครในระดับเขตเลือกตั้งที่มีภาพลักษณ์แบบวีรบุรษตามประเพณีดั้งเดิมของไทยคือ การเป็นคนชอบช่วยเหลือเกื้อกูล พึ่งได้ และเข้าถึงง่าย

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เห็นได้ชัดเจนอีกประการคือ การเกิดขึ้นของเครือข่ายเพื่อนเก่า ซึ่งเกิดและขยายอย่างมากในแวดวงชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และเป็นไปในทุกระดับกลุ่มวัย ทั้งกลุ่มวัยทำงาน และวัยเกษียณ การเชื่อมประสานเริ่มจากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสังคมออนไลน์รวบรวมบรรดาเพื่อนเก่า จากนั้นเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกลุ่มเพื่อนเก่าในโลกเสมือนจริงก็เริ่มต้นขึ้น และนำไปสู่การพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันในโลกแห่งความเป็นจริง

การรักษาสายสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนเก่าดำเนินไปโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร จากเรื่องใกล้ตัวและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน บางกลุ่มก็อาจขยายขอบเขตไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความเป็นไปของสังคม เศรษฐกิจและการเมือง และหากกลุ่มเพื่อนเก่ากลุ่มใดมีปฏิสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทางความคิดของสมาชิกกลุ่มก็จะเกิดขึ้น มีโลกทัศน์กว้างขวางขึ้น และมีทิศทางเชิงบวกต่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ที่สำคัญคือ มีความเป็นไปได้ว่าในช่วงใกล้การเลือกตั้ง บรรดาเครือข่ายกลุ่มเพื่อนเก่าจะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการเมืองกันมากยิ่งขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

นอกจากเครือข่ายกลุ่มเพื่อนเก่าแล้ว เครือข่ายทางสังคมอื่นๆ ก็มีการขยายตัวอย่างมหาศาล ทั้งในโลกเสมือนจริงและโลกความเป็นจริง เครือข่ายเหล่านี้เป็นทั้งเครือข่ายในแวดวงผู้ประกอบอาชีพเดียวกัน เช่นเครือข่ายครู เครือข่ายทนายความ เครือข่ายแพทย์ เครือข่ายชาวนา เครือข่ายชาวสวนยาง เครือข่ายชาวสวนปาล์ม เครือข่ายประมง เป็นต้น เครือข่ายผู้สนใจกิจกรรมที่เหมือนกัน เช่น กิจกรรมกีฬา วัฒนธรรม ศาสนา สาธารณะประโยชน์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น เครือข่ายกลุ่มพื้นที่หรือตามภูมิลำเนา เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เครือข่ายของกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น เครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายผู้ปกครอง เป้นต้น และยังมีเครือข่ายอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน

การปฏิสัมพันธ์หลักของเครือข่ายต่างๆ คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของตนเองเอง ทั้งในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก ความรู้หรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ จนไปถึงเรื่องทางสังคมและการเมือง มีหลายเครือข่ายที่ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นระยะ ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก หรือกิจกรรมเน้นสาธารณะประโยชน์ หรือกิจกรรมที่เน้นการผลักดันนโยบายเพื่อขยายผลประโยชน์ของสมาชิก หรือนโยบายทางสังคมและการเมืองอื่นๆ

ไม่ว่าในสภาวะปกติเครือข่ายทางสังคมต่างๆ จะเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารหรือกิจกรรมประเภทใดก็ตาม แต่ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ผมคิดว่า ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพรรคการเมือง ผู้สมัครพรรคการเมือง และการหาเสียงของพรรคการเมือง จะกลายเป็นข้อมูลข่าวสารหลักอย่างหนึ่งที่ไหลเวียนภายในกลุ่มเครือข่ายเหล่านั้น เครือข่ายใดที่มีการไหลเวียนและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการเมืองมาก ย่อมมีอิทธิพลให้สมาชิกใช้เหตุผลในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มากกว่าเครือข่ายที่มีการไหลเวียนข้อมูลข่าวสารน้อย

มีบางประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผมเองก็ยังมองไม่กระจ่างนักว่า ลักษณะแบบใดจะดำรงอยู่และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจกระทำของคนไทยมากกว่ากัน นั่นคือระหว่างความเป็น “กลุ่มนิยมแนวดิ่ง” กับความเป็น “กลุ่มนิยมแนวราบ” เพราะว่ามีปรากฎการณ์ที่ดูจะไม่ลงรอยกันเกิดขึ้นพร้อมๆกัน กล่าวคือในด้านหนึ่ง สังคมไทยดั้งเดิมมีแนวโน้มที่จะยึดถือความเป็น กลุ่มนิยมแนวดิ่งแบบอำนาจนิยม แต่เครือข่ายต่างๆที่เกิดขึ้นในยุคใหม่มีแนวโน้มจะทำให้เกิดลักษณะกลุ่มนิยมแนวราบ ที่มีความสมดุลของอำนาจเพิ่มขึ้นมา

ภายใต้กลุ่มนิยมแบบอำนาจแนวดิ่งนั้น สมาชิกกลุ่มมักจะตัดสินใจหรือกระทำโดยยึดบรรทัดฐานของกลุ่ม ชุมชนและสังคมที่พวกเขาสังกัดเป็นหลัก มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการเป็นคนนอกคอก คนที่ไม่เข้าพวก หรือการเป็นคนที่แปลกประหลาดจากกลุ่ม ทำให้สมาชิกกลุ่มกระทำหรือแสดงพฤติกรรมไปในทิศทางตามบรรทัดฐานที่กลุ่ม ชุมชน หรือ องค์การที่พวกเขาสังกัดยึดถือ และที่สำคัญคือ สมาชิกมีแนวโน้มเชื่อฟังการชี้นำของบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจภายในกลุ่ม

สำหรับกลุ่มนิยมแนวราบ สมาชิกภายในกลุ่มมีลักษณะความเป็นหุ้นส่วนทางสังคมที่ค่อนข้างมีความเท่าเทียมกัน สมาชิกมีอำนาจไม่แตกต่างกันมากนัก มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน การพูดคุยมีแนวโน้มเป็นแบบสองทิศทาง ไม่มีสมาชิกคนใดสามารถชี้นำหรือครอบงำสมาชิกคนอื่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ แม้กลุ่มอาจมีบรรทัดฐานบางอย่าง แต่บรรทัดฐานนั้นมักเกิดจากความมีเหตุผลและการมีส่วนร่วมของสมาชิก และการตัดสินใจใดๆก็มีแนวโน้มเกิดจากการตัดสินร่วมกันมากกว่าการชี้นำของคนใดคนหนึ่ง

ประเด็นขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าคือ กลุ่มนิยมแนวราบแบบกระจายอำนาจเกิดขึ้นและพัฒนามาก และมีพลังทำให้กลุ่มนิยมแนวดิ่งแบบอำนาจนิยมลดลงมากน้อยเพียงใด เพราะหากกลุ่มนิยมแนวราบมีมากเพียงพอ ก็จะทำให้เส้นทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยดูมีความหวังมากขึ้น

นอกจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะภายในของกลุ่มนิยมแนวดิ่ง ไปสู่กลุ่มนิยมแนวราบมากขึ้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นจากการลดอิทธิพลของกลุ่มนิยมแนวดิ่งคือ “ความเป็นปัจเจกชนนิยม” บุคคลที่มีลักษณะเป็นปัจเจกชนนิยมนั้น จะตัดสินใจโดยยึดหลักคิดและเหตุผลที่พวกเขาคิดและเชื่อเป็นหลัก โดยพวกเขาอาจไม่สนใจกับบรรทัดฐานของกลุ่มหรือสังคมมากนัก กลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อยู่ในวัยเรียนระดับอุดมศึกษา วัยทำงานตอนต้นและตอนกลาง

ความคิดทางการเมืองของคนกลุ่มนี้มีสองลักษณะหลัก อย่างแรกคือ การต่อต้านการเมืองกระแสหลัก แต่ไม่ตระหนักรู้ว่าตนเองมีความต้องการทางการเมืองอย่างไร เมื่อมีการเลือกตั้ง คนกลุ่มนี้จะตัดสินเลือกผู้สมัครที่โดดเด่นและโด่งดัง ซึ่งแสดงตัวต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับบรรทัดฐานบางอย่างของสังคม โดยไม่สนใจว่าบุคคลดังกล่าวมีภูมิหลังอย่างไร หรือเมื่อเข้าไปเป็นตัวแทนแล้วจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองบ้าง

อย่างที่สองคือ ปัจเจกชนนิยมแบบรู้ทันการเมือง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความคิดแบบเสรีนิยมทางการเมือง บางส่วนก็มีแนวคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย ปัจเจกนิยมกลุ่มนี้ตระหนักรู้ว่า ความคิดทางการเมืองของตนเองคืออะไร และต้องการอะไรจากพรรคการเมืองและนักการเมือง ในช่วงการเลือกตั้ง พวกเขาพยายามเลือกพรรคการเมืองและบุคคลที่พวกเขาคิดว่ามีอุดมการณ์และนโยบายที่สอดคล้องกับตนเอง บางส่วนก็อาจเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งในขณะนั้นได้ แต่บางส่วนอาจตัดสินใจไม่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองใดก็ได้

กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนแปลงสังคม ทั้งในเรื่องโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น การเกิดขึ้นของเครือข่ายเพื่อนเก่า และเครือข่ายสังคมอื่นๆจำนวนมาก และการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งความสัมพันธ์แบบกลุ่มนิยมแนวดิ่งเชิงอำนาจนิยมมีแนวโน้มลดลง ความสัมพันธ์แบบกลุ่มนิยมแนวราบเชิงกระจายอำนาจมีเพิ่มขึ้น และการมีปัจเจกชนนิยมมากขึ้น ทั้งแบบต่อต้านการเมืองกระแสหลักที่ไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงทางการเมืองของตนเอง กับแบบรู้ทันการเมืองที่ตระหนักรู้ถึงความต้องการทางการเมืองของตนเอง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแต่ละอย่างที่กล่าวมาย่อมส่งผลกระทบและสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองในหลายระดับ ซึ่งจะทำให้การเมืองในภาพรวมเปลี่ยนแปลงตามมา
(อ่านต่อตอนที่ 2สัปดาห์หน้า)




กำลังโหลดความคิดเห็น