xs
sm
md
lg

หลักสูตรอาหารสุขภาพชะลอวัยระดับยีน ม.รังสิต “บูรณาการจากภูมิปัญญาถึงงานวิจัย”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ในอดีตกาล คนในสมัยโบราณไม่ได้มีงานวิจัยในรายละเอียดถึงสารสำคัญในเภสัชวัตถุ ที่ได้จาก พืช สัตว์ หรือ แร่ธาตุที่จะมีผลต่อสุขภาพร่างกายเหมือนกับยุคปัจจุบัน แต่คนโบราณได้เรียนรู้สรรพคุณเภสัชผ่านการใช้จริงในมนุษย์ ลองผิดลองถูก พัฒนา แล้วจึงบอกต่อจากรุ่นสู่รุ่นนับเป็นพันปี เมื่อตกผลึกแล้วจึงรวบรวมองค์ความรู้ออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า “รสยา

แม้ว่าเรื่องรสยานั้นจะมีรากฐานมาจากการแพทย์อายุรเวทของประเทศอินเดียที่มีรากฐานรสยากับสุขภาพ ได้แก่ ปิตตะ (ระบบพลังงานความร้อน น้ำย่อย การเผาผลาญ), วาตะ (ระบบการเคลื่อนไหวและก๊าซ), เสมหะ (ระบบของเหลวและของเหนียว) แต่ภูมิปัญญาของไทยนั้นก็ได้นำมารากฐานดังกล่าวพัฒนาต่อยอด และได้อธิบายรสยาในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น รสยา 9 รสในตำราเภสัชไทย ปรากฏดังนี้

1. รสฝาด สรรพคุณ มีฤทธิ์ทางสมาน เช่น สมานบาดแผลทั้งภายในและภายนอก แผลสด แผลเปื่อย กัดเนื้อร้าย แก้โรคบิด แก้ท้องร่วง แก้อุจจาระธาตุพิการ คุมธาตุ

แม้รสฝาดจะมีสรรพคุณตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ในทางตรงกันข้ามรสฝาดกลับแสลงกับโรค ไอ ท้องผูก โรคลม โรคพรรดึก เตโชธาตุพิการ (ธาตุไฟ)

2. รสหวาน สรรพคุณ มีฤทธิ์ซึมซาบไปตามเนื้อ เช่น ทำให้เนื้อในร่างกายชุ่มชื่น บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงหัวใจ เจริญอาหาร แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง แก้ไอ แก้เสมหะแห้ง แก้หอบ
แต่รสหวานกลับแสลงกับโรค ฟันผุ เสมหะเฟื่อง อาเจียน โรคเบาหวาน น้ำเหลืองเสีย หรือเมื่อมีบาดแผล

3.รสเมาเบื่อ สรรพคุณแก้พิษ เช่น พิษดี พิษเสมหะ พิษโลหิต พิษไข้ พิษสัตว์กัดต่อย แก้โรคทางอาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) แก้พยาธิ แก้ผื่นคัน
แต่รสเมาเบื่อกลับแสลงกับโรคหัวใจพิการ ไอ

4. รสขม สรรพคุณ แก้ในทางโลหิตและดี แก้กำเดา แก้ไข้ต่างๆ เช่น ไข้ตัวร้อน ไข้จับสั่น บำรุงน้ำดี เจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร
แต่รสขมกลับแสลงกับโรค หัวใจพิการ โรคลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ

5. รสเผ็ดร้อน สรรพคุณ แก้โรคลมจุกเสียด ขับลมจุกเสียด ขับลมให้ผายหรือเรอ บำรุงเตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ขับเหงื่อ ช่วยย่อยอาหาร
แต่รสเผ็ดร้อนก็มีข้อเสียและแสลงกับโรค ไข้ตัวร้อน เพ้อคลั่ง

6. รสมัน สรรพคุณ มีฤทธิ์ซึมซาบไปตามเส้นเอ็น แก้เส้นเอ็นพิการ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อย บำรุงไขข้อ บำรุงเยื่อกระดูก เป็นยาอายุวัฒนะ ให้ความอบอุ่นกับร่างกาย
แต่รสมัน กลับแสลงกับโรค เสมหะพิการ เช่น ไอ หอบ บิด และไข้ต่างๆ ร้อนในกระหายน้ำ

7. รสหอมเย็น สรรพคุณ บำรุงหัวใจ ตับ ปอด บำรุงครรภ์ แก้อ่อนเพลีย ชูกำลัง แก้กระหายน้ำ ดับร้อน
แต่รสหอมเย็นกลับแสลงกับโรค ลมจุกเสียดแน่น ลมป่วง

8. รสเค็ม สรรพคุณ มีฤทธิ์ซึมซาบไปตามผิวหนัง แก้โรคผิวหนัง โรคพรรดึก ถ่ายชำระน้ำเหลือง ชำระเมือกมันในลำไส้ ฟอกโลหิต แก้เสมหะเหนียว
แต่รสเค็ม ก็แสลงกับโรค อุจจาระธาตุพิการ โรคบิดมูกเลือด กระเพาะอาหารเป็นแผล

9. รสเปรี้ยว สรรพคุณ แก้เสมหะพิการ เสมหะเหนียว แก้ไอ แก้ท้องผูก ระบายอุจจาระ ฟอกโลหิต แก้กระหายน้ำ
แต่รสเปรี้ยวแสลงกับโรค น้ำเหลืองเสีย ท้องเสีย และไข้ต่างๆ

นอกจากนี้ในตำราเวชศึกษายังเพิ่มรสจีด อีกรสหนึ่ง สรรพคุณแก้เสมหะ ขับปัสสาวะ ดับพิษไข้ ดับพิษปวดร้อน แก้ทางเตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ไม่แสลงกับโรคใด [1]

รสยาเหล่านี้ ถ้าใช้เป็นคุณให้หายโรค แต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็ให้โทษให้เกิดโรค ตัวอย่างที่ปรากฏในคัมภีร์วรโยคสาร ได้กล่าวถึงรสยา 6 รส ว่า

รสเผ็ด, รสขม, และรสฝาด ทั้งสามรสนี้ทำให้ลมกำเริบ
รสเผ็ด, รสเปรี้ยว, และรสเค็ม ทั้งสามรสนี้ทำให้ดี(ระบบการย่อยและเผาผลาญ)กำเริบ
รสหวาน, รสเปรี้ยว, และรสเค็ม ทั้งสามรสนี้ทำให้เสลดกำเริบ

จะเห็นได้ว่ารสยาทั้ง 9 รสนั้น มีทั้งข้อดีข้อเสียในตัวเอง ด้วยเหตุผลนี้ภูมิปัญญาไทยจึงไม่ใช้สมุนไพรเดี่ยว เหมือนกับที่ใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบัน และต้องเจียดยาเป็นยาตำรับที่ผสมกันในหลายรสยา เพื่อลดผลเสียของรสยาที่ไม่พึงประสงค์ด้วย เช่น รสฝาดมีข้อดีในการสมานแผลทั้งปวง แต่กลับทำให้ท้องผูกทำให้มีลมมาก ดังนั้นถ้าจะแก้ข้อเสียในเรื่องของลมก็ต้องมีรสเผ็ดร้อนเข้าไปผสมอย่างเหมาะสม และถ้าจะแก้ในเรื่องของท้องผูกก็ต้องทำให้มีรสเค็มและเปรี้ยวผสมเข้าไปด้วย

องค์ความรู้ดังกล่าวข้างต้นหากได้มีการศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ในยามเจ็บป่วยหรือเกิดภัยพิบัติหรือขาดแคลนยาแผนปัจจุบัน ก็จะสามารถเดินเข้าไปในป่าเขาแล้วพิจารณาพืชสมุนไพร ดูรูปลักษณะ, ดูสี, ดมกลิ่น, และชิมรสชาติของพืชนั้นๆ เพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรคเบื้องต้นได้

แต่ในความเป็นจริงแล้วผลไม้ พืช ผักทั้งหลายอาจไม่ได้มีรสใดรสหนึ่งเพียงรสเดียว เมื่อมีมากกว่าหนึ่งรสชาติก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงสรรพคุณยาที่ให้ผลในลำดับที่แตกต่างกัน และส่งผลเป็นลำดับต่ออวัยวะต่างๆที่ไม่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากวัตถุส่วนใหญ่ที่ออกฤทธิ์เป็นยานั้น ล้วนผสมอยู่ในอาหารของมนุษย์ด้วย ดังนั้นสรรพคุณในรสยาจึงย่อมอยู่ในอาหารโดยปริยาย

จากเหตุผลข้างต้น รสของอาหารของแต่ละมื้อจึงย่อมมีผลในทางเภสัชด้วย เพียงแต่ว่าเมื่อมาปรุงเป็นอาหารแล้วก็อาจจะมีครบทุกรสที่ให้ความกลมกล่อมหรืออร่อยอย่างมีศิลปะเป็นเนื้อเดียวกัน เพียงแต่ว่ารสประธานของอาหารของแต่ละเมนูที่แตกต่างกันก็ย่อมทำให้มีผลต่อสุขภาพมากน้อยแตกต่างกัน 

ทั้งนี้ รสอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ย่อมเปลี่ยนแปลงและเหมาะสมตามวัย ฤดูกาล เวลา และประเทศที่มีความแตกต่างกัน แม้ภูมิปัญญาดังกล่าวแม้จะถูกโจมตีว่าไม่เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่มีงานวิจัยรองรับ แต่มองในอีกมุมหนึ่งคือเป็นเรื่องที่งานวิจัยยุคใหม่ไม่สามารถจะเข้าใจและเข้าถึงในระบบความคิดนี้พอที่จะทำงานวิจัยได้ เพราะการออกแบบรสยาในอาหารของแต่ละคนมีความละเอียดในด้านศาสตร์และศิลป์ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน ซึ่งมักจะเป็นกันมากในยุคนี้เพราะบริโภคอาหารที่มีแป้ง น้ำตาลมาก ประกอบกับการเผาผลาญของคนในยุคปัจจุบันที่หย่อนไปเพราะการเคลื่อนไหวน้อย ออกกำลังน้อย อยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลา และเมื่ออายุมากขึ้นอัตราการเผาผลาญและการทำงานของไทรอยด์ก็ต้องต่ำไปด้วยตามกาลเวลา ซึ่งก็สอดคล้องกับเวลาที่ธาตุไฟ (เตโชธาตุ)ของผู้สูงวัยจะหย่อนลงตามธรรมชาติ

ในทางการแพทย์แผนไทยได้วิเคราะห์ถึงโรคเบาหวาน เรียกโรคนี้ว่า “มธุเมโห” ความว่า:

“มธุเมโห (เบาหวาน) เป็นอาการที่มีสมุฏฐานมาจากเสมหะกำเริบพิการไป เป็นเหตุทำให้ปิตตะหย่อน หรือเกิดจากสมุฏฐานปิตตะหย่อน-พิการเป็นเหตุทำให้เสมหะกำเริบ”

เมื่อจะแปลเทียบเคียงให้ท่านผู้อ่านเข้าใจในภาษาชาวบ้านยุคปัจจุบันก็คือ คนที่ “กินแป้งและน้ำตาลมากเกินไปเป็นสาเหตุ” เป็นผลทำให้กดการทำงานของไทรอยด์ ทำให้การเผาผลาญต่ำ หรือผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ การนำน้ำตาลไปใช้ได้น้อย ส่งผลทำให้น้ำตาลค้างอยู่ในหลอดเลือดและปัสสาวะมาก หรืออาจจะเกิดจาก “การเผาผลาญต่ำหรือการผลิตอินซูลินได้น้อยเป็นสาเหตุ” จึงส่งผลผลทำให้การนำน้ำตาลไปใช้ได้น้อยส่งผลทำให้น้ำตาลค้างในหลอดเลือดมาก

ในทางการแพทย์แผนไทยจึงใช้การตั้งรสอาหารและรสยาดังนี้

“อาหารสขม จืด เผ็ด หอม, ใช้ยารสขม เมา -เผ็ดร้อน, การนวด อบ ประคบ ตำรับยารสประธาน (คุณสมบัติสุขุม) พิกัดสมุฏฐานเสมหะกำเริบ พิกัดสมุฏฐานพัทธะปิตตะหย่อน-พิการ เครื่อยารสขม เมา ฝาด หลักการตั้งตำรับเบาหวานแก้ในกองสมุฏฐานเสมหะกำเริบ และกองโรคเป็นหลักไปพร้อมกัน สรรพคุณของยาถ่ายน้ำเหลือเสีย เสริมปิตตะ (เพื่อกระจายหอดลม) บำรุงเลือด” [2]

ท่านผู้อ่านลองพิจารณาเปรียบเทียบกับงานวิจัยยุคใหม่ที่กล่าวถึงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานว่าตรงกับรสชาติตามที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่?

กาแฟ [3], กระเทียม [4], รากหญ้าเจ้าชู้[5], เมล็ดลูกซัด (ฟีนูกรีก) [6], เปลือกผลฝรั่ง [7] ฯลฯ

นอกจากนั้นในทางการแพทย์แผนไทยระบุว่าเมื่อมนุษย์เราอายุมากขึ้นจะเป็นโรคเกี่ยวกับธาตุลมเป็นหลัก ซึ่งอาหารที่จะช่วยลดธาตุลมก็คือรสเผ็ดร้อน ซึ่งมักจะพบได้ในเครื่องเทศหลายชนิด ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าเครื่องเทศมักมีความสามารถในการดูดซับอนุมูลอิสระออกซิเจนหรือต้านอนุมูลอิสระอยู่ในระดับที่สูงมากกว่าพืชผักผลไม้ทั่วไป [8]

ภูมิปัญญาการรับประทานถั่วของชาวอินเดียซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวอยู่มาก จึงมักจะรับประทานคู่กับเครื่องเทศเสมอ ซึ่งนอกจะช่วยไล่ลมแล้ว ยังช่วยเรื่องการต้านอนุมูลอิสระด้วย

อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ในเรื่องงานวิจัยวิทยาศาสตร์ในยุคใหม่หากมาหล่อหลอมบูรณาการเข้ากับภูมิปัญญาในเรื่องรสอาหารแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เกิดการ “พัฒนา”ภูมิปัญญาในอดีตให้มีความแหลมคมและแม่นยำยิ่งขึ้น

เช่น ความหวานจากน้ำตาลกลูโคสกับความหวานจากธาตุแมกนีเซียม แม้จะระบุในสรรพคุณยาว่าให้รสหวานเหมือนกันแต่ในความจริงแล้วให้ผลต่อสุขภาพต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หรือรสมันกับรสหวานแม้จะเติมธาตุดินเหมือนกัน แต่กลับส่งผลในรายละเอียดไม่เหมือนกัน เมื่อในยุคปัจจุบันมีความเข้าใจในเรื่องยีนมากขึ้นจึงเข้าใจมากขึ้นว่ารสมันบางครั้งกลับทำให้เป็นพลังงานทดแทนน้ำตาล และไขมันบางบางกรณีก็กลับเติมธาตุไฟทำให้ผอมลงด้วยเช่นกัน

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดมากขึ้นก็จะพบว่า รสมันที่มาจากไขมันที่มีโมเลกุลขนาดปานกลาง(น้ำมันมะพร้าว)ให้ผลต่อการทำงานขอไทรอยด์หรือทำให้เกิดการเผาผลาญต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับไขมันทั่วไป ผลต่อฮอร์โมนที่ได้จากไขมันในผลิตภัณฑ์สัตว์ก็ต่างจากพืช แม้แต่ไขมันที่ไม่อิ่มตัวที่เป็นโอเมก้า 3 ก็ต่างจากโอเมก้า 6 รวมถึงว่ารสมันเหล่านี้ผ่านความร้อนและไม่ผ่านความร้อนก็ให้ผลต่อสุขภาพต่างกันอย่างมาก

มิพักต้องพูดถึงอาหารและการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากสิ่งแวดล้อมในอดีตอย่างมาก เช่น อาหารแปรรูป, ไขมันทรานส์, การสกัดไขมันไม่อิ่มตัวเพื่อมาใช้ในการผัดทอด, การบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มทุกชนิดมากกว่าคนในยุคก่อน, น้ำตาลเทียม, ฯลฯ รวมไปถึงการสกัดสารสำคัญจากพืชและสัตว์ต่างๆมาเป็นอาหารเสริม

สิ่งที่ระบุมาข้างต้นนี้เป็นองค์ความรู้ยุคหลังที่ไม่ได้มีการบันทึกในอดีตและคนในยุคนี้จำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยในการรู้เท่าทันคุณประโยชน์และโทษภัยจากอาหารยุคใหม่เหล่านี้ด้วย

หรือแม้แต่อาหารหมักดองที่คนโบราณมักจะให้หลีกเลี่ยงและระบุว่าเป็นอาหารแสลง ก็เพราะอาจมีพยาธิมาก แต่งานวิจัยในยุคปัจจุบันสามารถแยกแยะได้ว่าแบคทีเรียโปรไบโอติกส์หลายชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารที่มีแบคทีเรียเหล่านี้กลับมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในยุคนี้มีข้อมูลงานวิจัยที่มีมากมายมหาศาล จึงทำให้เป็นโอกาสอย่างยิ่งที่จะพัฒนาอาหารให้ดีต่อสุขภาพได้ในระดับยีน และหากนำงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ สถิติ หรือบิ๊กเดต้ามาผสมแล้ว ก็เชื่อได้ว่าจะทำให้การปรุงอาหารจะเปี่ยมไปด้วย “ภูมิปัญญา” บูรณาการกับ “วิจัยปัญญา”

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ในหลักสูตร วิถีชีวาเวชศาสตร์ (Lifestyle Medicine) รุ่นที่ 2 ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน จัดโดยสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต จึงได้จัดสอนประชาชนทั่วไปที่รักสุขภาพได้เรียนรู้วิชาหนึ่งที่เรียกว่า “โภชนาการบำบัดจากภูมิปัญญาถึงงานวิจัย” ซึ่งให้ผู้เรียนเข้าใจในเรื่องอาหารผ่านภูมิปัญญาด้านรสอาหารของแพทย์แผนอายุรเวทอินเดีย และแพทย์แผนไทย ตลอดจนความสมดุลหยินหยางของแพทย์แผนจีน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สอนลึกลงไปถึงข้อมูลงานวิจัยแยกแยะในรายละเอียดของ “ชนิดโปรตีน ชนิดของคาร์โบไฮเดรต และชนิดของไขมัน” ที่ให้ผลต่อสุขภาพไม่เหมือนกัน ทำให้องค์ความรู้ด้าน “รสอาหาร” ของแพทย์อายุรเวทและแพทย์แผนไทยซึ่งมีภูมิปัญญาในการคัดเลือกรสอาหารที่เหมาะสมกับเวลาที่เกิด วัย ฤดูกาล และประเทศที่อยู่อาศัย ตลอดจนอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ ได้ถูกเจียรไนประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องในรายละเอียดมากขึ้นผ่านงานวิจัยยุคใหม่ อีกทั้งยังสอนให้ผู้เรียนได้ค้นข้อมูลงานวิจัยอย่างถูกต้องด้วยตัวเองเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และแสวงหาข้อเท็จจริงโดยไม่ให้เชื่อไลน์หรือเฟซบุ๊กที่ส่งต่อๆ กันมาอย่างเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจในเรื่องอาหารที่มีต่ออายุขัยนั้น ได้มีการสอนหลักการสำคัญของอาหารที่มีผลทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์และการแบ่งเซลล์ ซึ่งมีผลกระทบต่อหางของโครโมโซมที่เรียกว่า “เทโลเมียร์ (Telomere)”สั้นลงอย่างไร รวมไปถึงการสอนเรื่องผลกระทบของอาหารแบบไหนที่ยีนถูกเปิดเพื่อทำให้โปรตีนฟอกโซ (Forkhead box 'Other' (FoxO) proteins) ทำหน้าที่ซ่อมยีนได้ทำหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงการคัดเลือกอาหารและส่วนผสมของอาหารตลอดจนวิธีปรุงอาหารที่จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระให้น้อยที่สุด หรือทำให้มีสารต้านอนุมูลอิสระให้มากที่สุด

เพื่อให้นำไปสู่ภาคปฏิบัติได้จริง สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต จึงได้จัดหลักสูตรต่อเนื่องจากหลักสูตรวีถีชีวาเวชศาสตร์ มีชื่อว่า หลักสูตรการทำอาหารสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน (Cooking Course: Healthy and Anti-Aging Genomic Diet) เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการ “ภาคปฏิบัติ” ในการทำอาหารสุขภาพที่มาจากฐานองค์ความรู้จากภูมิปัญญาจนถึงงานวิจัย ผนวกเข้ากับศิลปะการปรุงอาหารให้อร่อยและสวยงาม เพื่อประโยชน์สำหรับคนในครอบครัว หรือเพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจที่จะเชื่อมโยงกับศูนย์สุขภาพ คลีนิกด้านอาหาร โรงพยาบาล ฯลฯ

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและการอนุเคราะห์ครัวและอุปกรณ์การเรียนการสอนของวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ ของมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นห้องครัวสำหรับการเรียนเป็นเชฟที่ทันสมัยและดีที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย

โดยการสอนในหลักสูตรดังกล่าวจะเรียนทุกวันเสาร์เต็มวันตั้งแต่ประมาณต้นเดือน สิงหาคม ถึงประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 รวม 3 ภาคการเรียน จะเรียนตัวอย่างและลงมือปฏิบัติปรุงอาหารทั้งสิ้น 18 เมนู และผู้เรียนคิดและสร้างสรรค์เองในการสอบรวม 9 เมนู โดยผู้ที่สอบผ่านหลักสูตรที่ 3 ภาคการเรียนแล้ว จะได้รับประกาศนียบัตร จากสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับเสื้อเชฟของสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิตอีกด้วย

สนใจสมัครเรียนหลักสูตรด้งกล่าวเรียงลำดับคิวตามจำนวนที่เหลือได้ที่ สถาบันรังสิตวิชชาลัย หมายเลขโทรศัพท์ 02-791-5681, 02-791-5683, 02-791-5684

ด้วยความปรารถนาดี

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต

อ้างอิง:
[1] โรงเรียนอายุรเวท (ชีวกโกมารภัจจ์) มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์แผนไทยเดิมฯ, ตำราเภสัชกรรมไทย. พิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพฯ : พิฆเนศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์, ๒๕๔๘. ๒๕๖ หน้า ISBN 974-93028-2-6

[2] แสงสิทธิ์ กฤษฎี, “เบาหวาน (มธุเมโห) ตามหลักการแพทย์แผนไทย” การประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติแลนานาชาติ ครั้งที่ 6 กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา28-29 เมษายน 2558

[3] ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, “ดื่มกาแฟ” อย่างไรลดความเสี่ยงโรคเบาหวานได้ !?, นิตยสารฟรีก็อปปี้ Good Health & Well-Being ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16-17 ธันวาคม 2560 ,MGR Online เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2560, 21:02 น.

[4] Wang J, Zhang X, Lan H, Wang W. Effect of garlic supplement in the management of type 2 diabetes mellitus (T2DM): a meta-analysis of randomized controlled trials.Food & Nutrition Research. 2017;61(1):1377571. doi:10.1080/16546628.2017.1377571.

[5] Yuk-Shing ChanLong-Ni ChengJian-Hong WuEnoch ChanYiu-Wa KwanSimon Ming-Yuen LeeGeorge Pak-Heng, A review of the pharmacological effects of Arctium lappa(burdock),
Inflammopharmacology October 2011 , Volume 19, Issue 5, pp 245-254

[6] Verma N, Usman K, Patel N, et al. A multicenter clinical study to determine the efficacy of a novel fenugreek seed (Trigonella foenum-graecum) extract (FenfuroTM) in patients with type 2 diabetes. Food & Nutrition Research. 2016;60:10.3402/fnr.v60.32382. doi:10.3402/fnr.v60.32382.

[7] Kumari S, Rakavi R, Mangaraj M. Effect of Guava in Blood Glucose and Lipid Profile in Healthy Human Subjects: A Randomized Controlled Study. Journal of Clinical and Diagnostic Research : JCDR. 2016;10(9):BC04-BC07. doi:10.7860/JCDR/2016/21291.8425.

[8] Yashin A, Yashin Y, Xia X, Nemzer B. Antioxidant Activity of Spices and Their Impact on Human Health: A Review. Antioxidants. 2017;6(3):70. doi:10.3390/antiox6030070.


กำลังโหลดความคิดเห็น...