xs
sm
md
lg

Win-Win หรือ A Kim Win

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


นั่นเป็นคำถามของ BBC หลังการประชุมสุดยอดหยุดโลกระหว่างปธน.ทรัมป์ และประธานคิม และตรงกับข้อสรุปของฝ่ายตรงข้ามทรัมป์ ทั้งในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ ทั่วโลก

ในคำแถลงร่วมที่มีการลงนามจากผู้นำทั้งสองมีสาระ 4 ข้อใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยประโยคว่า ทั้งสองประเทศ “มุ่งมั่น” จะไปถึงสาระสำคัญคือ การปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี

แต่ฝ่ายที่มองว่า เป็นแค่การประชุมที่ได้แต่ภาพสวยงาม แต่เนื้อหาไม่ได้ต่างไปจากแถลงการณ์ร่วมระหว่างประธานคิมผู้พ่อ กับสมัยของคลินตันและบุชเลย ซึ่งก็มีแต่ “ความมุ่งหมาย” แต่ไม่ไปถึง “ที่มั่นหมาย” แต่อย่างใด

ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์มองว่า บริบทหรือเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน เพราะวันนั้นคิมผู้พ่อยังไม่ได้มีอาวุธนิวเคลียร์ จึงได้ละเมิดข้อตกลงเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้ได้ แต่ครั้งนี้คิมน้อยมีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ทำให้การเจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนย่อมอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าสมัยคิมผู้พ่อหลายขุม

สำหรับทรัมป์ เขาเคยพูดว่า จะใช้เวลาเพียง 1 นาทีก็จะรู้ว่า คิมน้อยจริงจังที่จะเดินไปสู่การเจรจาเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

ปธน.มุนแห่งเกาหลีใต้ ยอมสารภาพว่า นอนไม่หลับคืนก่อนการประชุมหยุดโลก 12 มิถุนาฯ นี้ และเขาพร้อม ครม.มานั่งติดตามชมการถ่ายทอดสดการประชุมสุดยอดด้วยใจจดจ่อ และดูโล่งอกมากที่การประชุมเต็มไปด้วยความอบอุ่น ไม่มีใครเดินออกจากการประชุมกลางคัน รวมทั้งมีคำแถลงร่วมด้วย

เขาแถลงด้วยว่า เขาตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าการประชุมประธานคิม-ปธน.ทรัมป์ จะออกมาอย่างไร สมมติว่าไม่สามารถตกลงกันได้ ทางเกาหลีใต้ก็จะเดินหน้าตามคำแถลงการณ์ปันบุนจอม โดยไม่วอกแวกแต่อย่างใด คือเดินหน้าโครงการพบญาติ, การเชื่อมถนนและทางรถไฟ และอื่นๆ อีกมาก แน่นอน-การประกาศยุติสงครามเกาหลีภายในปีนี้

บอริส จอห์นสัน รมต.ต่างประเทศอังกฤษออกมาแสดงความยินดีกับการประชุมสุดยอดครั้งนี้ แต่ก็ตั้งความหวังว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถ Walk-the-Talk คือทำตามเจตนารมณ์ให้สมบูรณ์ในที่สุด

ด้วยความเขี้ยวของทรัมป์ ที่ได้เป็นถึง Master แห่งวงการ Reality Show และประธานคิมก็ไม่เบาเช่นกัน ที่สืบสายเลือดนักร้องนักแสดงของคุณแม่ และมีภรรยาเป็นอดีตนักร้องดัง เขาก็อยากเห็นภาพการประชุมกับผู้นำประเทศอันดับหนึ่งของโลกด้านเศรษฐกิจและแสนยานุภาพ ซึ่งทั้งคู่จะใช้ประโยชน์สำหรับการเมืองภายในประเทศของตนได้เป็นอย่างดี...ทรัมป์จะสามารถตรึงบรรดาฐานเสียงของเขา ด้วยการตอกย้ำในคำแถลงร่วมว่า นี่เป็นการประชุมแห่งศตวรรษ ที่ไม่มีผู้นำสหรัฐฯ คนใดสามารถจะทำได้นอกจากเขา ซึ่งสามารถชักนำผู้นำ (เผด็จการ) ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ออกมาประกาศจะเดินไปสู่การปลดอาวุธ เพื่อนำสันติสุขมาสู่คาบสมุทรเกาหลี และยอมเปิดประเทศเพื่อการลงทุน (แก่นักลงทุนทั้งจากสหรัฐฯ และอีกหลายๆ ประเทศที่จะรีบหลั่งไหลเข้าไปขุดทอง)

จริงๆ แล้ว เมื่ออดีตปธน.โอบามาจับมือกับผู้นำคิวบา ราอูล คาสโตร หรือทำสัญญา 5+1 กับอิหร่าน ฝ่ายรีพับลิกันวิจารณ์แบบสาดเสียเทเสีย รวมทั้งทรัมป์เองที่มองว่า โอบามาไปเสียทีให้กับผู้นำ 2 ประเทศที่เป็นเผด็จการ ทำร้ายและฆ่าฟันประชาชนของตนเอง รวมทั้งเมื่อเรแกนไปจับมือกับกอร์บาชอฟ ผู้นำโซเวียต ก็มีคนอเมริกันบางส่วนไม่พอใจ ถึงกับมีการพยายามสังหารเรแกนทีเดียว

แต่คราวนี้ ทรัมป์ประโคมประชาสัมพันธ์ว่า ประธานคิมมีความสามารถพิเศษ (Talented) และปรีชาฉลาด (Smart) กับคำสรรเสริญที่พรั่งพรูถึงขนาดดารายักษ์ใหญ่ Robert De Niro กล่าวบริภาษทรัมป์บนเวทีรางวัลโทนีทันที

หลังการ Summit ทรัมป์ได้แถลงสดกับผู้สื่อข่าวถึง 65 นาที โดยตอบคำถามด้วย...เขาได้กล่าวถึงสาระที่เป็นรูปธรรม และไม่ได้เขียนอยู่ในคำแถลงร่วมว่า เขาได้ตกลงกับประธานคิม ที่จะระงับการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ (จะมีเป็นครั้งที่ 3 ของปี ในเดือนสิงหาคมนี้) โดยใช้คำว่า War Games หรือการเล่นเกมสงคราม ซึ่งทางพันธมิตรเกาหลีใต้และญี่ปุ่นกลับไม่ได้รับการปรึกษาก่อนคำประกาศนี้ นับเป็นการไม่ให้เกียรติแก่พันธมิตรใกล้ชิดแต่อย่างใด

ก่อนหน้าทรัมป์พูดถึงการระงับซ้อมรบร่วม... ทางฝ่ายจีนกลับรู้ก่อนในเรื่องนี้ รู้ก่อนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วยซ้ำ (เพราะจีนแถลงทันทีก่อนการแถลงของทรัมป์) ว่า อเมริกาจะหยุดการซ้อมรบร่วม เนื่องจากเป็นการยั่วยุเกาหลีเหนือ (ประธานคิม คงได้โทร.หาปธน.สี ทันทีก่อนทรัมป์แถลง) และเป็นประเด็นที่จีนก็เห็นด้วยกับเกาหลีเหนือมาตลอด

จีนยังรุกคืบทันทีว่า ในเมื่อมีการประชุมและออกคำแถลงร่วมอย่างเป็นมิตรเช่นนี้แล้ว ก็ต้องถึงเวลาที่จะเลิกหรือลดระดับการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือได้แล้ว ซึ่งคาดว่าจีนจะรีบดำเนินการยื่นเรื่องต่อคณะมนตรีความมั่นคงทันที แม้ว่าทรัมป์จะได้แถลงว่าการคว่ำบาตรยังไม่มีการยกเลิกก็ตาม

ฝ่ายที่มองว่า คิมได้ประโยชน์มากจากการประชุมครั้งนี้ เพราะผู้นำสหรัฐฯ ยอมมายกมือชูยกย่องให้แก่ผู้นำเผด็จการ พร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับคิม (โอบามาถูกห้ามไม่ให้ยิ้มกับผู้นำคิวบา) และคลินตัน (หลังลงจากตำแหน่ง) เมื่อเดินทางไปเปียงยาง ก็ถูก (สั่ง) เตือนไม่ให้ยิ้มกับคิมผู้พ่อ เมื่อเขาไปขอร้องให้เกาหลีเหนือปล่อยตัวคนอเมริกันที่ถูกเกาหลีเหนือจับในข้อหาไปแอบสืบราชการลับ

ทรัมป์จะเดินตามโอบามาหรือไม่ ที่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ เพียงแค่แสดงเจตนารมณ์มุ่งมั่นไปสู่สันติภาพ แม้ว่าสันติภาพจริงๆ จะต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ก็ตาม
กำลังโหลดความคิดเห็น...