xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ผ่าขุมทรัพย์ “ไปรษณีย์ไทย 4.0” เรือธงแห่งความหวังในสมรภูมิ “อีคอมเมิร์ซ”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถ้าฟังจากสิ่งที่ “ พิเชษฐ์ ดุรงคเวโรจน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี ซึ่งกำกับดูแล “บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท)” หมายมั่นปั้นมือที่จะให้องค์กรแห่งนี้เป็น “เรือธง” ในการยกระดับจากช่องทางการขนส่ง-ลอจิสติกส์ ไปสู่ “อีคอมเมิร์ซครบวงจร” แล้ว ก็ต้องบอกว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีอนาคตที่สดใสเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะบทบาทในการเชื่อมต่อการค้าขายผ่านออนไลน์ ผ่าน “ระบบการบริหารงาน ณ จุดขาย” หรือ POS (Point of Sale: POS) เพื่อเป็นตัวกลางให้ร้านค้าชุมชนทำการสต๊อกสินค้า จำหน่ายสินค้า ตลอดจนการลงทะเบียนสมาชิก รวมถึงสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายผ่านระบบได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระและลดต้นทุนในการจัดเก็บสต็อกสินค้าของร้านค้าชุมชนได้เป็นอย่างดี

ความจริง ก่อนหน้านี้ ต้องยอมรับว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีปัญหาอยู่ไม่น้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านของการขายสินค้าระบบออนไลน์ ซึ่งบุคลากรไม่มีความเข้าใจและยังคงยึดติดอยู่กับระบบเก่าๆ แต่หลังจากปรับตัว ทุกอย่างก็คลี่คลายลงไปด้วยดี ดังจะเห็นสถานะการดำเนินงานของไปรษณีย์ไทยในช่วง 5 ปีหลังที่มีผลกำไรอย่างต่อเนื่องมาเป็นลำดับ

กล่าวคือในปี 2556 มีรายได้ 19,391.58 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,1224.35 ล้านบาท ปี 2557 รายได้ขยับขึ้นไปเป็น 21,790.12 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,794.75 ล้านบาท ปี 2558 รายได้ 22,765.98 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,569.90 ล้านบาท ปี 2559รายได้ 25,602.97 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,571.76 ล้านบาท และปี 2560 ที่ผ่านมา รายได้ 27,872.37 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,221.89 ล้านบาท

“ปัจจุบัน ไปรษณีย์ไทยมีศักยภาพสูง เนื่องจากเป็นระบบขนส่ง-ลอจิสติกส์หลักของประเทศไทย ในการดูแลของภาครัฐ ทั้งยังมีความน่าเชื่อถือในระดับสูง ให้เข้ามาเติมช่องว่างในการให้บริการในระบบอีคอมเมิร์ซด้วย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี ซึ่งกำกับดูแลไปรษณีย์ไทยกล่าว

ที่สำคัญคือ แม้ปัจจุบันจะมี “คู่แข่ง” จากภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ไปรษณีย์ไทยก็ยังสามารถรักษาบัลลังก์ผู้นำในตลาดขนส่ง E-Commerce ด้วยส่วนแบ่งการตลาดโดยรวมทั่วประเทศอยู่ที่ 55% โดยพื้นที่ต่างจังหวัด มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 70% ส่วนถ้าเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีส่วนแบ่งการตลาด 40%

“ปัจจัยที่ทำให้ผลกำไรของไปรษณีย์เติบโต เป็นเพราะการส่งของมากขึ้น โดยของที่มาส่งกับไปรษณีย์ไทย แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1. ซองจดหมาย, เอกสาร ซึ่งปริมาณการส่งจดหมายไม่ได้ลดลงประการใด เพียงแต่การเติบโตลดลง โดยบริการด้านนี้คิดเป็นสัดส่วน 30% ของรายได้ และ 2. พัสดุกล่อง และบริการ EMS โดยส่วนใหญ่เป็นพัสดุการค้าออนไลน์ คิดเป็นสัดส่วน 50% ส่วนอีก 20% เป็นบริการด้านการเงิน และค้าปลีกคือธนาณัติออนไลน์ ขณะที่ตัวแสตมป์ก็เป็นสินค้าที่ขายดีมาก ” สมร ธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรแห่งนี้ให้เติบโตและมีผลกำไรอย่างต่อเนื่อง อธิบาย

ส่วน “ระบบการบริหารงาน ณ จุดขาย” หรือ POS (Point of Sale: POS) ที่รัฐมนตรีกระทรวงดีอีกำลังผลักดันนั้น คือการผลักดันให้ไปรษณีย์ไทยทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการ อี-คอมเมิร์ซ ชุมชนระดับประเทศ รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะเห็นผลภายในปี 2562 และถือเป็นอีกหมุดหมายหนึ่งที่น่าสนใจยิ่ง

โดยมีการดำเนินการ แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ส่วนแรก e-Marketplace & Platform : การดำเนินโครงการดิจิทัลชุมชนด้าน อี-คอมเมิร์ซ ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน “ระบบการบริหารงาน ณ จุดขาย” หรือ POS (Point of Sale: POS) พร้อมๆ กับพัฒนา Marketplace ออนไลน์ ให้ร้านค้าชุมชนในโครงการสามารถจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com ให้มีรูปแบบให้ทันสมัย รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากผู้ประกอบการยังไม่พร้อมจะนำสินค้าขึ้นในระบบหรือเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย ก็สามารถนำมาฝากขาย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ได้
นางสมร ธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท)
ทั้งนี้ ระบบการบริหารงาน ณ จุดขาย เป็นการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับร้านค้าชุมชน เพื่อเป็นตัวกลางให้ร้านค้าชุมชนทำการสต๊อกสินค้า จำหน่ายสินค้า ตลอดจนการลงทะเบียนสมาชิก รวมถึงสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายผ่านระบบได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระและลดต้นทุนในการจัดเก็บสต็อกสินค้าของร้านค้าชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยช่วงแรกนำร่องที่บ้านสระบัวก่ำ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ในการติดตั้งระบบ POS e-Commerce ชุมชน ที่มีจุดเด่นเรื่องของผ้าทอพื้นเมืองลายโบราณได้ประสบความสำเร็จแล้ว

“เราได้ไปทำการทดสอบระบบแล้ว 60-70% เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา โดยระบบ POS นี้จะมีเครื่องมือง่ายๆ ให้ชาวบ้านได้เรียนรู้และทำเองเพื่อขายสินค้าโอทอป และระบบการให้บริการทั้งหลาย มีคอมพิวเตอร์ง่ายๆ เครื่องพิมพ์ใบเสร็จง่ายๆ เครื่องเล็กนิดเดียว แล้วก็มีเครื่องพิมพ์สติกเกอร์ง่ายๆ เพื่อพิมพ์สติกเกอร์ออกมาแล้วมีบาร์โค้ดของผู้ที่สั่งซื้อของ วันนี้ทดสอบแล้วได้ผลดีมาก ชาวบ้านสามารถทำเองได้ แล้วสินค้าโอทอปทั้งหลาย เดี๋ยวชาวบ้านเขาบริหารจัดการเอง แล้วสามารถที่จะอัปโหลดขึ้นไปบนเว็บ และสามารถที่จะรอรับออเดอร์ที่จะมาจากที่ไหนก็ได้ การส่งของไปรษณีย์ให้บริการ สติกเกอร์ก็ไม่มีอะไรมาก ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในคอมพิวเตอร์ ที่สามารถตรวจสอบได้” รมว.ดีอี อธิบาย

ส่วนที่สอง e-Payment : โครงการจะพัฒนาระบบการชำระเงินให้ครอบคลุมทุกความต้องการในการชำระเงิน ได้แก่ การชำระเงินผ่านร้านค้าออนไลน์ได้ทั้งบัตรเดบิต เครดิต กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หักผ่านบัญชีธนาคาร เครื่อง ATM รวมทั้งการชำระเงินในขั้นตอนการส่งมอบสินค้า ณ ที่อยู่ผู้รับด้วยเงินสดบัตรเดบิต/เครดิต เงินอิเล็กทรอนิกส์โดยร้านค้าชุมชนหรือผู้ผลิตสินค้าจะได้รับเงินผ่านระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามโครงการนี้ทันทีเมื่อส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ และไม่มีการส่งคืนสินค้า

ส่วนที่สาม e-Logistics : เมื่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชน, ผู้ผลิตสินค้า, กลุ่มเกษตรกร, ประชาชนในชุมชนที่ผลิตสินค้าหรือบริการได้รับคำสั่งซื้อ จะนำสินค้าบรรจุกล่องแล้วนำไปส่งมอบให้แก่ร้านค้าชุมชน เพื่อดำเนินการจัดทำฉลากจ่าหน้า ผนึกบนห่อซอง และทำการจัดส่งเข้าสู่ระบบงานขนส่ง ส่วนการพิมพ์นั้นขั้นตอนการพิมพ์ฉลากจ่าหน้าจะได้รับเลขที่สิ่งของในการจัดส่งโดยอัตโนมัติ จะทำให้ผู้ซื้อสินค้าได้ทราบสถานะการดำเนินการ และเลขที่สิ่งของ เพื่อใช้ในการติดตามตรวจสอบมายังระบบการจัดส่งสินค้าได้ด้วยตนเอง สำหรับการนำสินค้ามาฝากส่งเข้าสู่เส้นทางไปรษณีย์จะมีการประสานงานกับร้านค้าชุมชนในการให้บริการรับฝาก เช่น กำหนดสถานที่ในการจัดส่ง กำหนดวิธีการรับสินค้าว่าจะให้เดินทางมาส่ง ณ จุดใด หรือให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ออกไปรับฝากนอกสถานที่ในกรณีที่มีปริมาณงานจำนวนมาก ซึ่งจะดำเนินการด้านการเตรียมการจัดส่ง และการแสดงสถานะสิ่งของจะดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ดี ก็ใช่ว่า ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เอาเสียเลย โดยเฉพาะสภาวะการขาดทุนที่เกิดขึ้นกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณท ดบ.) ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเพิ่มความสามารถในการขนส่ง (ลอจิสติกส์) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัญหาของ ปณท.ดบ.เกิดขึ้นในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา แต่ก็สามารถคลี่คลายลงไปได้ เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและความรับผิดทางแพ่ง เพื่อดำเนินการกับผู้บริหารและพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีบทลงโทษทางวินัยและความรับผิดทางแพ่งกับผู้บริหารและพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย “นางสมร เทิดพิบูลธรรม” ยืนยันว่า ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี และขณะนี้อยู่ในแผนการดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูกิจการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำกำไรได้อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า วันนี้ ไปรษณีย์ไทยในยุคที่รัฐบาลให้ความสำคัญและต้องการให้เป็น “เรือธง” ในการขับเคลื่อนธุรกิจ E-commerce “เนื้อหอม” ยิ่งนัก และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้บริหารที่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจแลนโยบายของรัฐบาลเข้ามาเป็นจักรกลในการทำงาน เพราะเช่นนั้นแล้ว อาจทำให้เป้าหมายอาจไม่บรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่น “ไม่ใช่เรื่องง่าย”