xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

สังคมสูงวัย ปัญหาที่ถุกมองข้าม ในแผนปฏิรูปประเทศ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
"โชกุน"

วันที่ 13 เมษายน นอกจาก เป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวัน ผู้สูงอายุแห่งชาติ มีการรณรงค์ จัดกิจกรรม เพื่อเน้นความสำคัญของผู้สูงอายุ เป็นมิติทางวัฒนธรรม ที่แสดงถึงความเคารพ นับถือ ที่ผู้น้อยมีต่อผู้ใหญ่ และเป็นความรู้สึกดีๆ

ประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยจะเข้าสู่สังคมสูงวัย อย่างสมบูรณ์ในปี 2564 หรืออีก 3 ปีข้างหน้าเท่านั้น คือ จะมีสัดส่วนของผู้สูงอายุถึง ร้อยละ 20 และสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานมีสัดส่วนลดลง โดยวัยเด็กมี สัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 16 ขณะที่วัยแรงงานคิดเป็นร้อยละ 64

ในปี 2579 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 30 ขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานมีสัดส่วนลดลงเหลือ ร้อยละ 14 และ ร้อยละ 56 ตามลาดั บ ซึ่งการลดลงของวัยแรงงานอาจ ส่งผลต่อรายได้ภาครัฐที่จะนามาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศ รวมถึงการจัดสวัสดิการต่างๆ ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายในกลุ่ม ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น

สังคมผู้สูงวัย จึงเป็นสังคมที่มีแนวดน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจช้า หรือหยุดอยุ่กับที่ เพราะประชาการในสวัยทำงานลดลง การบริโภคจองคนสูงวัยต่ำ และรัฐมีภาระในการเลี้ยงดู จัดสวัสดิการให้ ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

การเตรียมตัว รับมือกับสังคมปผู้สูงวัยจึงเป็นเรื่อง สำคัญในลำดับต้นๆ ของทุกสังคม ซึง่ต้องมีการวางแผนในระยะยาว แต่น่าเสียดาย ที่ แผนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ของรัฐบาล ซึ่งเพิ่งประกาศในราชกิจจานุกเบกษา เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ผานมา ดูเหมือนจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ เรื่องสังคมผู้สูงวัยสักเท่าไร

แผนปฏิรูปสังคม พูดถึงปัญหาที่โครงสร้างประชากรไทมยเข้าสู่สังคมผู้สุงวัย ในเรื่อง รายได้ที่ไม่เพียงพอ เพราะไม่มีเงินออม ในขณะที่ยังอยู่ในวัยทำงาน

แนวทางการปฏิรุปสังคม เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงวัย ที่ระบุไว้ในแผนปฏิรูป จึงมีเพีย งการให้ หน่วยงานรัฐที่เกีย่ว้ของไปศึกษาดูว่า จะขยายการเกษียณอายุ ของข้าราชการจาก 60 เป็น 63 ปี ในบางประเภทงานได้หรือไม่ อย่างไร และ การสร้างหลักประกันเรื่องรายได้ ในวัยผู้สุงอายุ ด้วยการส่งเสริมเรื่องการออม

แต่ไม่มีตรงไหน ทั้งในแผนปฏิรูปด้านสังคม และด้านอื่นๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่บอกว่า ในภาพรวมแล้ว จะรับมือกับ แรงงานที่หายไป เนื่องจากการเพิ่มขึ้นประชากรในวันทำงาน น้อยกว่า การเพิม่ขึ้นของผู้สูงอายุ จะชดเชย กำลังซื้อ การบริโค ซึ่งเป้นเครื่องจักรขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หายไปอย่างไร

บทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจเรื่อง ถอดบทเรียน นโยบายรับมือผู้สุงวัยจากต่างประเทศ โดย ธนภรร์ จิติตนันทื และ ณัคนางค์ กุลนาถศิริ แห่งธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปี 2560 สรุป นโยบาย หลักๆ ที่ต่างประเทศนิยมนำมาใช้เพื่อเป็นแนวทาง เตรียมรับมือกับสังคมสูงวัย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ ต่อไทยด้วยดังนี้

(1) การขยายอายุเกษียณ เป็นนโยบายที่ ามารถทาได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหา ได้ถาวร จากงานศึกษาของ Ariyasajjakorn and Manprasert (2014) พบว่าสามารถ ‘เลื่อน’ ผลกระทบ ต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยออกไปได้ประมาณ 10 ปี ทั้งนี้ หลายประเทศใช้นโยบายนี้เพื่อเพิ่ม จำนวนคนวัยทำงานซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

(2) การสนับสนุนให้บริษัทจ้างงาน นู้สูงอายุ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ในหมู่ผู้สูงอายุได้ รัฐบาลสิงคโปร์ให้เงินสนับสนุนแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุให้ทำงานต่อ (Special Employment Credit) โดยมีเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องเข้าร่วมกองทุนสารองเลี้ยงชีพ (Central Provident Fund) เท่านั้น โครงการนี้จึงไม่ครอบคลุมกลุ่มที่ประกอบอาชีพอิสระ

สาหรับประเทศไทย ภาครัฐได้จัดตั้งศูนย์บริการจัดหางานผู้สูงวัย (Smart Job Center) เพื่อส่งเสริมให้มีงานทาและมีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่จ้างผู้สูงวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งต้องมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงอายุกลุ่มนี้มีเพียง 3 แสนคน หรือร้อยละ 2.9 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ นโยบายนี้จึงเป็นเพียงแค่การช่วยเหลือแรงงานเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยไม่ได้สนับสนุนให้มีการนำทักษะและประสบการณ์ของผู้สูงอายุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างที่หลายประเทศทำกันเท่าใดนัก

(3) การเพิ่มทักษะและจัดหางานให้เหมาะสมกับแรงงาน จะช่วยเพิ่มความสามารถในการหารายได้และยกระดับ ผลิตภาพของแรงงานในระยะยาว ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบตลอดช่วงอายุ โดยมากมักได้รับความร่วมมือ จากทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ “Senior Work Program” ในญี่ปุ่น “SkillsFuture Program” ในสิงคโปร์ ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์พัฒนาทักษะเพิ่มเติมควบคู่กับการจัดหางานที่เหมาะสมให้แก่แรงงาน

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ภาครัฐมีโครงการฝึกอบรมแรงงานสูงอายุเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้นและมีการคุ้มครองทางสังคมให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้

(4) การยกระดับคุณภาพชีวิต มีความจาเป็นต้องวางแ ผนแต่เนิ่นๆ โดยภาครัฐมีส่วนสาคัญในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดสรรรายได้และรายจ่ายอย่างสมดุล โดยเฉพาะรายได้หลังวัยเกษียณผ่านการจัดตั้งกองทุนสารองเลี้ยงชีพ นอกจากนี้ ภาคเอกชนก็มีส่วนช่วยพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับสังคมสูงวัย อาทิ ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่คิดค้นหุ่นยนต์สาหรับดูแลผู้สูงอายุ ทาให้ผู้ดูแลที่เป็นผู้หญิงหรืออยู่ในวัยทำงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างหมดห่วง รวมทั้งมีการออกแบบสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ทุกวัยสามารถใช้ร่วมกันได้

(5) การมีส่วนร่วมและประสานงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมีความสาคัญมาก เห็นจากสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่มีแผนนโยบายแห่งชาติเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยเริ่มวางแผนเตรียมตัวมานานกว่า 50 ปี และมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบายที่มีทิศทางสอดคล้องกันระหว่างกระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นนโยบายที่สาคัญอย่างมากที่ประเทศไทยต้องพัฒนาต่อไป ทั้งระบบบำนาญจะต้องยืดหยุ่นและสอดคล้องกับแนวโน้มนโยบายด้านแรงงาน ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปยังภาระการคลังในการดูแลสวัสดิการและรักษาพยาบาลอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริงเ พื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากร และเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน แม้ว่าที่ผ่านมาไทยจะมีการวางนโยบายรองรับไปบ้างแล้ว แต่การวางแผนและการดำเนินนโยบายต่างๆ ยังค่อนข้างกระจัดกระจาย ซึ่งถ้ามีการจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และได้รับความร่วมมือที่ดีจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้เกิดแนวทางการรับมือกับความท้าทายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น




กำลังโหลดความคิดเห็น