"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในทางวิชาการผมเรียกลักษณะการบริหารปกครองประเทศนับตั้งแต่ คสช. รัฐประหารจวบจนถึงปัจจุบันว่า “ระบอบศาสตราธิปไตย” เป็นคำบัญญัติใหม่ที่ผมคิดขึ้นมาไม่นาน ประมาณต้นปี 2561 เพื่อใช้ในการอธิบายภาพรวมของระบอบการเมืองการปกครองของสังคมไทย
ปกติคำศัพท์ในอดีตที่ใช้อธิบายช่วงเวลาการบริหารประเทศภายใต้อำนาจของทหาร เรามักใช้คำว่า ระบอบเผด็จการ แต่เมื่อคิดดูแล้ว การใช้คำว่า “เผด็จการ” มีนัยที่เน้นเพียงด้านเดียว นั่นคือด้านของการใช้อำนาจ ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงมิติอื่นๆ เช่น การได้มาของอำนาจ และการหมุนเวียนเปลี่ยนอำนาจ แต่คำว่า ศาสตราธิปไตย มีนัยที่ครอบคลุมการอธิบายทั้งในด้านลักษณะที่มาของอำนาจ การใช้อำนาจ โครงสร้างอำนาจ อุดมการณ์และกระบวนการการเมืองทั้งระบบ คล้ายๆกับคำว่า ประชาธิปไตย ที่เราใช้อธิบายลักษณะการเมืองทั้งระบบนั่นเอง
ในทางรัฐศาสตร์ เรามีชื่อเรียกชื่อระบอบปกครองหลากได้หลายชื่อ ขึ้นอยู่กับลักษณะ โครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองนั้นๆ ที่คุ้นเคยกันดีในปัจจุบันคือ “ประชาธิปไตย” อันหมายถึงอำนาจเป็นของประชาชน มีที่มาจากประชาชน กระบวนการใช้อำนาจดำเนินการโดยผ่านสถาบันทางการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชนหรือบางกรณีอาจมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนใช้อำนาจโดยตรงได้ และเป้าประสงค์ของการใช้อำนาจเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ภายใต้อุดมการณ์เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
ครั้นเมื่อมีการนำประชาธิปไตยไปใช้ในประเทศต่างๆ สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมิได้เป็นไปตามความหมายอันแท้จริงของคำ นักวิชาการหรือนักสื่อมวลชนที่สนใจการเมืองจึงมักจะบัญญัติศัพท์เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์การเมืองที่สามารถสะท้อนความเป็นจริงของประเทศตนเอง อย่างในสังคมไทย ก็มีคำว่า “ธนาธิปไตย” หรือ “สัมปทานธิปไตย” ขึ้นมา
ธนาธิปไตยหรือสัมปทานธิปไตย เป็นสภาพสังคมการเมืองที่การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยการใช้เงินตราซื้อคะแนนเสียงจากประชาชน โครงสร้างสถาบันทางการเมืองถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุน ซึ่งบริหารประเทศโดยใช้อำนาจรัฐ เพื่อแสวงหาหาเงินตราภายใต้เพิ่มเติม ภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมแบบจำกัดขอบเขต ไม่ยึดความเสมอภาค แต่เน้นการยึดถือลัทธิการให้อภิสิทธิ์แก่พวกพ้องและเครือข่ายหัวคะแนน และไร้ซึ่งภราดรภาพ มีแต่พวกใครพวกมัก
แกนหลักของระบอบธนาธิปไตย คือการแสวงหาเงินตราเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง ขยายอิทธิพล และนำไปใช้ซื้อคะแนนเสียงจากประชาชนต่อไป เป็นวงจรเพื่อจะได้ครองอำนาจอย่างยาวนาน วิธีการที่นิยมใช้ในการหาเงินทุนคือการให้สัมปทานทรัพยากรของชาติแก่กลุ่มทุน และการใช้ระบบ “เงินทอน” จากโครงการขนาดใหญ่ กล่าวสั้นๆคือ “ธนาบัตร” เพื่อเข้าสู่อำนาจ และ ใช้ “สัมปทาน” และ “งินทอน” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ธนาบัตร” และใช้ธนบัตรเข้าสู่อำนาจต่อไป เป็นวงจรหมุนไปอย่างไม่รู้จบ
หลายครั้งหลายคราว ระบอบธนาธิปไตย หรือแม้แต่ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ได้ใช้เงินซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจ ก็มีการใช้อำนาจรัฐในลักษณะที่เป็นเผด็จการ ที่เรียกกันว่า “เผด็จการของเสียงส่วนใหญ่” ปรากฎการณ์เช่นนี้นอกจากจะเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว ยังเกิดขึ้นอีกหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กัมพูชา สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น
สำหรับระบอบศาสตราธิปไตยนั้น การได้มาของอำนาจคือการใช้กำลังอาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่มาเป็นในรูปแบบของการรัฐประหาร โดยกองกำลังของทหารในประเทศนั้นๆ แต่บางกรณีบางประเทศก็อาจเป็นกองกำลังติดอาวุธอื่นๆที่ไม่ใช่กองกำลังทหารที่เป็นทางการก็ได้ เช่น กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มประชาชน หรือของพรรคการคอมมิวนิสต์ เป็นต้น
เมื่อได้อำนาจมาด้วยกำลังอาวุธ กลุ่มผู้กุมอำนาจรัฐย่อมมีความหวาดวิตกว่าตนเองก็อาจถูกโค่นล้มด้วยกำลังอาวุธเช่นเดียวกัน ดังนั้นการใช้อำนาจรัฐภายใต้ระบอบศาสตราธิปไตยจึงมักเริ่มจากการปราบปรามกลุ่มที่พวกเขาคิดว่าเป็นปรปักษ์ให้ราบคาบไปเสียก่อน ในอดีตใช้การปราบปรามด้วยความรุนแรงด้วยการทำลายชีวิตของฝ่ายปรปักษ์ ส่วนในปัจจุบันมักจะใช้วิธีการจับกุมคุมขังเป็นหลัก
โครงสร้างอำนาจของระบอบศาสตราธิปไตย จะมีการจัดตั้งองค์กรสูงสุดในการใช้อำนาจรัฐขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วยคณะผู้ถืออาวุธที่ทำการรัฐประหาร ซึ่งสถาปนาตนเองขึ้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์ หรือ เป็นผู้ครอบครองอำนาจรัฐอย่างสมบูรณ์ องค์กรสูงสุดนี้มีหลายชื่อ เช่น คณะราษฎร์บ้าง คณะปฏิวัติบ้าง คณะปฏิรูปบ้าง หรือ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติบ้าง สมาชิกเกือบทั้งหมดของคณะปกครองสูงสุดนี้จะเป็นนายทหารระดับสูงทั้งที่เกษียณและยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกองทัพ ในคณะนี้อาจมีพลเรือนอยู่บ้าง ซึ่งโดยมากเป็นนักกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่การแปลงเจตนารมณ์และความต้องการของผู้นำหรือกลุ่มผู้นำ ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นกฎหมายเพื่อใช้ในการบริหารปกครองประเทศ
พร้อมกันนั้นก็ได้จัดตั้งองค์การที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารและบัญญัติกฎหมาย ฝ่ายบริหารก็จะมีแกนหลักของคณะรัฐประหารทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง และรัฐมนตรีบ้าง และอาจมีกลุ่มบุคคลที่คณะรัฐประหารไว้วางใจมาร่วมเป็นรัฐมนตรี สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติ สมาชิกจะประกอบด้วยกลุ่มผู้ถืออาวุธเป็นหลัก รองลงมาคือข้าราชการ และกลุ่มทุน และก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือสภาขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในบางกรณีอย่างเช่นในยุคปัจจุบัน ก็มีการจัดตั้งองค์การอื่นๆเช่น สภาปฏิรูปประเทศ เพื่อเป็นตัวประกอบให้ระบอบให้มีความชอบธรรมยิ่งขึ้น
ระบอบศาสตราธิปไตยยังส่งผู้กุมอาวุธเข้าไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระ กรรมการรัฐวิสาหกิจและกรรมการองค์การต่างๆของรัฐทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เรียกว่า กลุ่มผู้ถืออาวุธกระจายกำลังไปควบคุมองค์การหลักๆของสังคมเอาทั้งหมดนั่นเอง
ในการสร้างภาพลักษณ์ให้การใช้อำนาจดูเสมือนว่ามีความชอบธรรม ก็มักจะมีการเขียนหลักการปกครองสูงสุดออกมา ซึ่งอาจใช้ชื่อว่า ธรรมนูญการปกครองประเทศบ้าง หรือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบ้าง การที่มีคำว่า “ชั่วคราว” เอาไว้ก็เพื่อสร้างภาพหลอกหรือปลอบปละโลมใจคนในประเทศหรือนานาชาติว่า “ระบอบศาสตราธิปไตย” จะใช้ปกครองเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่คำว่าชั่วคราวนี้ อาจกินเวลาตั้งแต่หนึ่งปี จนถึง สิบปี หรือ ยี่สิบปีก็ได้ ไม่มีมาตราฐานใดๆที่จะมาบ่งชี้เรื่องเวลาของคำว่า “ชั่วคราว”
ภายใต้ธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว ระบอบศาสตราธิปไตยจะกำหนดให้มีมาตราพิเศษอยู่มาตราหนึ่งที่ทำให้องค์การสูงสุดในการปกครอง เช่นในปัจจุบันคือ คสช. สามารถใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สมบูรณ์แบบ และไม่ต้องรับผิดชอบใดๆกับผลกระทบหรือผลสืบเนื่องที่ตามมา ในสังคมไทย อำนาจแบบนี้จะถูกบัญญัติเอาไว้ทุกครั้งหลังการรัฐประหาร เพื่อใช้เป็นหลักประกันความมั่นคงของระบอบ เช่น มาตรา 17 ในยุคคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และมาตรา 44 ในยุคคณะคสช.ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นต้น
ในการใช้อำนาจเด็ดขาด คณะผู้ใช้อำนาจมักอ้างว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศ แต่ในมาตรา 44 ของระบอบศาสตราธิปไตยยุคปัจจุบันยังอ้างว่า ใช้ไปเพื่อการปฏิรูปประเทศ และเพื่อการพัฒนาเศราษฐกิจด้วย แต่ไม่มีหลักประกันใดๆอย่างแท้จริงว่าจะมีการใช้อำนาจตามที่เขียนเอาไว้ เพราะการใช้อำนาจตามมาตรานี้เป็นการใช้อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบ ไม่มีใครหรือองค์การใดในสังคมจะสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้เลย
ความเป็นจริงและความเป็นไปได้ของการอำนาจตามมาตรา 44 จึงมีความหลากหลาย ใช้ไปหลายร้อยครั้ง เท่าที่ติดตามมีตั้งแต่ใช้เพื่อแก้ปัญหาจราจร การขายลอตเตอรี่เกินราคา การคุ้มครองคณะทำงานเรื่องจำนำข้าว การโยกย้ายข้าราชการ การปลดนักการเมืองท้องถิ่น การจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ การปลดกรรมการการเลือกตั้ง เป็นต้น
แต่ดูเหมือนว่าปัญหาที่ใช้มาตรา 44 สามารถแก้ปัญหาได้เพียงช่วงสั้นๆเท่านั้นเอง และจากนั้นทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม ทั้งปัญหาจราจร และ ขายลอตเตอรี่เกินราคา ส่วนการโยกย้ายข้าราชการก็ไม่ได้แก้ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในแวดวงราชการแต่อย่างใด กลับดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยซ้ำไปในปีหลังๆของการใช้อำนาจ ส่วนในเรื่องเศรษฐกิจก็มักใช้ไปในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนทั้งในและนอกประเทศเสียมากกว่าสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประชาชน ยิ่งกว่านั้นในบางกรณีก็ดูเป็นเรื่องส่วนตัวและใช้ตามอารมณ์และตอบสนองความต้องการของผู้มีอำนาจเป็นหลักเช่น การปลด กกต. และการแก้ไข พรป. พรรคการเมือง
ที่หนักยิ่งกว่านั้นคือ ขณะนี้มีข่าวว่าจะใช้อำนาจนี้เพื่อเอื้อประโยชน์นับหมื่นล้านบาทแก่บริษัทโทรศัพท์มือถือบางแห่ง และบริษัทด้านโทรทัศน์ดิจิตัล หากมีการใช้อำนาจไปเพื่อการนี้จริง ก็เท่ากับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นในการยืนยันว่าอำนาจของระบอบศาสตราธิปไตย เป็นไปอย่างไม่ชอบธรรมเพื่อประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม การกระทำเช่นนี้จะต้องถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากันต่อไปในอนาคต
อันที่จริงในประวัติศาสตร์มีหลักฐานมากมายที่บ่งชี้ว่าระบอบศาสตราธิปไตย เป็นระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ถือศัสตราวุธ เครือข่ายนักธุรกิจนายทุน และข้าราชการระดับสูงที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจหลักของระบอบ ดังนั้นแม้ว่าในช่วงแรกของการได้อำนาจมา ประชาชนจำนวนหนึ่งจะชื่นชอบระบอบศาสตราธิปไตย และฝากความหวังเอาไว้กับคณะผู้มีอำนาจ แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานก็มักจะพบความจริงที่ตรงข้ามกับสิ่งที่พวกเขาหวังอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือพวกเขาจะพบว่า คณะผู้มีอำนาจของระบอบศาสตราธิปไตยมิได้ทุจริตและฉ้อฉลน้อยไปกว่าคณะผู้มีอำนาจของระบอบธนาธิปไตยแต่อย่างใด ทั้งยังเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มนักธุรกิจและนายทุนในเครือข่ายสายสัมพันธ์ของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้านต่อสายตาของสาธารณะอีกด้วย แม้ว่าการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่พอมีอยู่บ้าง แต่เทียบไม่ได้กับการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจของพวกเขา
ในสังคมไทย จุดจบของคณะผู้มีอำนาจในระบอบศาสตราธิปไตย ส่วนใหญ่จะถูกยึดทรัพย์ หรือไม่ก็ถูกประชาชนขับไล่ หรือถูกเนรเทศไปต่างประเทศ หรือถูกสังคมรังเกียจ ที่จบลงอย่างเงียบๆก็พอมีอยู่บ้าง ส่วนที่จบลงอย่างได้รับการชื่นชมจากประชาชนมีอยู่น้อยมาก สำหรับคณะผู้ครองอำนาจของระบอบศาสตราธิปไตยยุคนี้ อีกไม่นานก็จะทราบว่าจะมีจุดจบลงอย่างไร แต่ดูอาการของการใช้อำนาจในช่วงปีนี้แล้ว ความเป็นไปได้ที่จะจบลงอย่างราบรื่น มีน้อยกว่าการจบอย่างขมขื่น


