xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“เสือดำ” ตายฟรี “คนฆ่า” ลอยนวล “ทะแม่งๆ” แบบนี้ “พี่สีทำได้”?!!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กระแสเดือดปุดๆ ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อผู้คนในสังคม “ตั้งข้อสงสัย” เอากับ “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ที่ทำดคีที่ไปทำมาชักจะ “ทะแม่งๆ” เสมือนหนึ่งออกหน้าโชว์แก้ต่างให้กับนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำทีมสังหาร “เสือดำ” ใน “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก” ทั้งที่ปรากฏหลักฐานอยู่โทนโท่

โดยเพลานี้บิ๊กบอสอิตาเลียนไทย ได้หลุดพ้นข้อหาทารุณกรรมสัตว์ไปเรียบร้อย “โรงเรียนสีทำได้”
แล้ว ส่วนข้อหาติดสินบนก็ส่อจะหลุดตามมา มิหนำซ้ำยังมีการสั่งสอบคนแจ้งความเอาผิดนายเปรมชัย ในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ อีกด้วยว่ามีเจตนากลั่นแกล้งเจ้าสัวแสนล้านหรือไม่

และเพียงแค่นายตำรวจใหญ่เอ่ยปาก ถัดจากนั้นเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2561 ก็ปรากฏข่าวว่า พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้กำกับ สภ.ทองผาภูมิ ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งสถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิที่ 37/2561 ลงวันที่ 28 ก.พ. 2561 ภาคทัณฑ์ “ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิจ” ที่รับแจ้งความนายเปรมชัย “ทารุณสัตว์” ทั้งที่นิยาม “สัตว์” ไม่ถูกต้อง ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ตรวจสอบข้อกฎหมายให้แน่ชัดว่าผิดหรือไม่แต่กลับรับคำร้องทุกข์ไว้

ชวนให้เกิดข้อสงสัยกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า ที่ผู้ต้องหาไม่เห็นเรียกสอบให้คดีมีความคืบหน้า ขยันสอบแต่เจ้าหน้าที่และหาทางเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเช่นที่เกิดขึ้นกับ ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิจ

“.... คำสั่งดังกล่าวออกมาภายหลังจากที่ตำรวจระดับสูงผู้คุมสำนวน กล่าวกับสื่อมวลชนว่า จะตรวจสอบผู้ที่แจ้งความข้อหานี้ ผมเกรงว่าประชาชนทั่วไปจะคิดไปว่า การลงโทษตำรวจชั้นผู้น้อยเช่นนี้ เป็นการเอาใจผู้ที่มีอำนาจบารมี เป็นการแสดงให้เห็นว่า ได้มีความพยายามที่จะเขียนเสือให้วัวกลัวแล้ว เพื่อห้ามปรามการขยายวงข้อหาความผิด และเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า อย่าล้ำเส้น จริงหรือไม่....” นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala ในเชิงตั้งคำถาม

แต่ก็ยังดีที่วงประชุมคณะอนุกรรมการติดตามคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ นัดแรก ภายใต้คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ที่มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ไม่บ้าจี้เอาผิด นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ และน.ส.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรณีที่อนุญาตให้นายเปรมชัย และคณะเข้าพื้นที่ แถมยังช่วยกันดูคดีที่ยังมีหลักฐานไม่แน่นหนาว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร รวมทั้งเตรียมแจ้งความเอาผิดการครอบครองงาช้างแอฟริกา 2 คู่ที่ยึดจากบ้านนายเปรมชัย ฐานครอบครองซากสัตว์ป่าเพิ่มเติมอีกด้วย

ทำไปทำมาส่อเค้าว่า เหมือนเป็นหนังคนละม้วนกับตอนแรกที่เกิดเรื่องใหม่ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยท่าทีขึงขังและประกาศเสียงดังฟังชัดว่า คดีนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน

และแน่นอนว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการเฝ้ามองของสังคมทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีเสือดำถูกรุมถล่มในโลกโซเชียล ทั้งเครือข่ายนักอนุรักษ์ ทั้งคุณหมอ แม้แต่อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต “หงา คาราวาน” ก็บรรเลงบทกวีแดกดันเอาไว้ว่า

“ตำรวจโตโชว์ห่วยช่วยแก้ต่าง ให้นายช่างรับเหมายิงเจ้าเสือ
เขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าแล้วทาเกลือ เอาไว้เพื่อเบ่งบ้าบารมี
ลูกผู้ชายไม่จริงยิงแล้วหนี แล้วเบี่ยงเบนกรณีไปดื้อๆ
ผู้นำชาติบอดใบ้ไปละฤาไม่หืออือสักนิดติดอะไร
ติดสัญญาว่าจ้างทางแสนล้านคอมมิชชั่นเบ่งบานเป็นงานใหญ่
งานกระจอกป้องปิดให้มิดไว้ แต่แทงใจชาวบ้านร้านประชา .....”

งานแบบนี้ “สีทำได้”?!
สายตาของสังคมที่จับจ้องคดีนี้ว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูเหมือนกับคดีอื่นๆ ที่ตำรวจช่วยให้คนรวยพ้นมลทินหรือไม่ ต่างพากันตั้งข้อสังเกตและจับพิรุธในการทำคดีนายเปรมชัย อย่างไม่วางตา และเริ่มพบว่ามีอะไรทะแม่งๆ ที่ส่อเค้าว่านายเปรมชัย มีโอกาสลอยนวล

เบื้องแรก หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมานี้เอง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตอบคำถามถึงการตรวจพิสูจน์ว่านายเปรมชัย เป็นคนยิงเสือดำหรือไม่นั้น “เห็นว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ เนื่องจากในทางกฎหมายแล้วเพียงแค่ลักลอบนำอาวุธปืนเข้าไปในอุทยานฯก็ถือว่ามีความผิดแล้ว ยืนยันผู้ต้องหาทั้ง 4 คน มีความผิดร่วมกันชัดเจน มีอัตราโทษเท่ากันไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นคนยิงหรือไม่ คดีนี้มั่นใจว่าอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องแน่นอน”



แต่ถัดมาอีกเพียงสัปดาห์กว่าๆ พล.ต.อ.ศรีวราห์ พร้อมกับทีมสอบสวน ได้ประชุมพนักงานสอบสวนติดตามความคืบหน้าของคดีเมื่อวันที่ 23 ก.พ. โดยตอนหนึ่งในการแถลงของ พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผบก.พฐก.สพฐ.ตร. รายงานผลการตรวจซากเสือดำ พบว่า มีรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด 20 มม. พบรอยที่ซากเสือดำ 8 รอย ตรงกับกระสุนปืนจากปืนที่พบในที่เกิดเหตุ ซึ่งปืนกระบอกดังกล่าวพบดีเอ็นเอของนายเปรมชัย ที่โก่งไกปืน แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นการยิงจากปืนนายเปรมชัยหรือไม่ เนื่องจากซากเสือดำมีการถูกชำแหละไปแล้ว ส่วนการตรวจรถยนต์ไม่พบว่ามีคราบเลือดของสัตว์ป่าแต่อย่างใด

แปลความสั้นๆ ง่ายๆ คือ ตำรวจระบุไม่ได้ว่านายเปรมชัย เป็นผู้ยิงเสือดำด้วยตัวเองหรือไม่ นี่จะเป็นช่องโหว่ทำให้สำนวนอ่อน เอาผิดนายเปรมชัย ไม่ได้ใช่หรือไม่ ซึ่งเรื่องทำนองนี้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ปฏิบัติหน้าที่เจอปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขาใหญ่เจอจับกุมมักหลุดรอดทุกครั้ง

ถัดมา ก็ข้อหาทารุณกรรมสัตว์ ที่หลุดไปได้ง่ายๆ โดย พล.ต.ต.ธวัชชัย ระบุว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ด่านกักสัตว์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้มาแจ้งความในข้อหาทารุณกรรมสัตว์เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้มาถอนแจ้งความเมื่อวันที่ 21 ก.พ. เนื่องจากพิจารณานิยามคำว่า “สัตว์” แล้วพบว่าไม่เข้าตามคำนิยามของตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557

นับเป็นความทะแม่งๆ และสังคมก็พร้อมจะเชื่อว่ามีขบวนการตีความช่วยเจ้าสัวกันยกใหญ่ กดดันให้เจ้าหน้าที่ที่แจ้งความต้องถอนข้อหาออกไป จนอธิบดีกรมปศุสัตว์ร้อนรนออกมาชี้แจง เพราะเจ้าเก่าขาประจำ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เล่นหนักขนาดว่าพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีต รมว.เกษตรฯ และนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ ต้องเจอข้อหาละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ไม่ออกประกาศครอบคลุมสัตว์ป่าไว้ใน พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ทำให้ไม่สามารถแจ้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์กับนายเปรมชัย กับพวก ได้

น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาปกป้องนายพร้อมกับนายพรานใหญ่ ITD ไปในตัวว่า พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมฯ มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของต้องจัดสวัสดิภาพให้เหมาะสมตามประเภทและชนิดทั้งระหว่างเลี้ยงดู ขนส่ง นำไปใช้งานหรือการแสดง แต่ยังเหลือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติที่ยังครอบคลุมไม่ถึง แต่อย่างไรก็ตาม สัตว์ป่าก็อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะหากไปล่าหรือทำร้ายจะมีโทษหนักกว่ากฎหมายทารุณกรรมสัตว์ฯ

ขณะที่ “บิ๊กปู” ก็ตอบโต้กรณีมีการแชร์กันในโซเชียลมีเดียที่ว่าข้อหาทารุณกรรมสัตว์ (ป่า) ที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับนายเปรมชัย หลุดและพนักงานสอบสวนไม่มีการดำเนินคดี ว่าข้อหาดังกล่าวไม่ได้หลุด แต่เนื่องจากข้อหานี้ไม่มีในข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 และไม่แต่แก้ต่างให้เท่านั้น “บิ๊กปู” ยังได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนไปพิจารณาว่าผู้ที่ร้องทุกข์กล่าวโทษเข้าข่ายมีเจตนากลั่นแกล้งหรือแจ้งความเท็จหรือไม่ อีกต่างหาก

ถัดจากข้อหาทารุณกรรมสัตว์ที่หลุดไปแล้ว ก็ตามมาติดๆ ด้วยข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน ที่ปล่อยข่าวเชคกระแสกันก่อนว่า “คลิปเสียง” ที่สนทนานั้นถูกลบไปแล้ว โดย พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (รอง ผบก.ปปป.) ระบุว่าคลิปเสียงที่ถูกนำไปเผยแพร่นั้น เจ้าหน้าที่ได้ลบไปแล้ว ดังนั้น ปปป.จำเป็นจะต้องส่งหนังสือไปขอความร่วมมือจากทีวีช่องต่างๆ ที่ได้นำคลิปเสียงไปเผยแพร่ เพื่อนำคลิปดังกล่าวไปพิสูจน์ว่า เป็นเสียงของใคร

หลังข่าวปล่อยคลิปเสียงติดสินบนหาย กระแสสังคมในโลกโซเซียลก็เดือดปุด จน พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป.ออกมาแก้ต่างว่า คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ของ ปปป.ที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบสวนกรณีที่ นายวิเชียร ชิณวงษ์ แจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ว่านายเปรมชัย เสนอผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่เพื่อแลกกับการปล่อยตัวนั้น ทีมสืบสวนสอบสวนยังไม่ได้พบกับนายวิเชียร เลย

ส่วนหลักฐานที่เป็นคลิปเสียงอัดจากโทรศัพท์ของพยานทางฝั่งนายวิเชียร ยังไม่ชัดเจนและไม่อยู่ในสำนวน ทางเจ้าหน้าที่ ปปป. ต้องเรียกเจ้าของโทรศัพท์มาพร้อมนายวิเชียร ในวันที่ 8 มี.ค. นี้ เมื่อทางพยานฝั่งนายวิเชียร มอบโทรศัพท์ให้ทางพนักงานสอบสวน ตนจะส่งมอบให้ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ไปตรวจกู้ข้อมูล หากไม่มีคลิปเสียง ทางเจ้าหน้าที่จะสอบถามพยานว่า นายเปรมชัย มีการพูดตามข้อความที่ได้ร้องทุกข์ไว้หรือไม่ หากพยานยืนยันหนักแน่น มีข้อมูลชัดเจนครบองค์ประกอบความผิดก็สามารถเอาผิดนายเปรมชัยได้ ถึงคลิปหายไปก็ไม่ส่งผลกระทบต่อคดี แต่ความสำคัญอยู่ที่พยานให้การ

อย่างไรก็ตาม นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า คลิปเสียงไม่ได้หายไปไหน ตนเองก็ยังมีคลิปดังกล่าวอยู่ แต่การที่ทางเจ้าหน้าที่จะขอคลิปเสียงนั้น แม้จะเป็นหน่วยงานราชการทั้ง 2 หน่วยคือ ป่าไม้ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ต้องทำหนังสือขออย่างเป็นทางการ แต่ที่ผ่านมาเป็นลักษณะในการโทรศัพท์พูดคุยเพื่อขอเท่านั้น



หลังจากเบี่ยงเบนประเด็นคลิปเสียงหาย ก็เข้าจุดไฮไลท์สำคัญ นั่นคือ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. พ ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง ผบก.ปปป. ผู้ที่ให้ข่าวว่าคลิปเสียงหายก่อนหน้านี้ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้พยานหลักฐานข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เนื่องจากคลิปเสียงที่ปรากฎไม่ใช่เสียงของนายเปรมชัย และเนื้อหาเป็นเนื้อหาการสนทนาทั่วไป โดยมีนายยงค์ โดดเครือ 1 ในผู้ต้องหาสนทนากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ โดยมีนายปิยะพงษ์ สืบเสน เจ้าหน้าที่เป็นผู้บันทึกเสียงไว้ ซึ่งเป็นการสนทนาหลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2561 และได้นำคลิปเสียงให้สื่อมวลชนก่อนจะมีการลบออกจากโทรศัพท์

นอกจากนั้น พ.ต.อ.วัชรินทร์ ยังกลับลำ ยืนยันคลิปเสียงไม่ได้หาย และระบุ ในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ได้เชิญนายวิเชียร ชิณวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับพยานอีก 5 คนมาให้ปากคำเพิ่มเติม ก่อนจะประชุมสรุปว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ในวันที่ 12 มี.ค.นี้

น่าสังเกตว่า การทำคดีของ ปปท.ที่สร้างความสับสน ลดทอนน้ำหนักของพยานหลักฐานเรื่องคลิปเสียง ใช่เป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือไม่ และที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งก็คือ จะสอบอะไรกันนักหนาแต่ฝั่งเจ้าหน้าที่รักษาป่า

หรือจะเป็นอย่างที่นายชัยวัฒน์ มองว่า ประเด็นคลิปเสียงหายนั้นอาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ เหตุใดตั้งแต่วันที่มีการจับกุมขบวนการล่าสัตว์ดังกล่าวจึงยังไม่มีการเรียกผู้ต้องหาสอบ แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ป่าไม้ซึ่งในฐานะโจทก์ กลับถูกสอบกลายเป็นจำเลยเสียเอง ซึ่งเป็นข้อพิรุธในมุมสอบสวนที่คนตั้งข้อสังเกตว่า จะเรียกสอบจนพบช่องโหว่ใช่ไหม หรือจุดบกพร่องของป่าไม้เลยหรือไม่

ข้อสังเกตของนายชัยวัฒน์ ชวนให้คิดในมุมที่ว่า สอบเพื่อให้เห็นช่องโหว่แล้วนำไปสู่การช่วยทีมนายพรานใหญ่ให้หลุดคดีหรือไม่ ซึ่งกรณีคลิปเสียงนั้นก็มีสัญญาณส่งซ้ำจาก ปปป.ส่อเค้าเป็นเช่นนั้น

แต่ถึงกระนั้น การออกข่าวเรียกเรตติ้งของนายชัยวัฒน์ เองก็ชวนให้สงสัยเช่นกันว่าพาออกทะเลหรือไม่ ตั้งแต่การเน้นสร้างสีสันของคดี เช่น แฉว่าทีมของนายเปรมชัย ล่าเสือดำเพื่อเปิบตัวเดียวอันเดียว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เสือดำที่ถูกยิงเป็นเสือตัวเมีย หาได้มีตัวเดียวอันเดียวอย่างที่นายชัยวัฒน์ ออกข่าวใหญ่โตแต่อย่างใดไม่ หรือการเจอหลุมขี้ที่เป็นของนายเปรมชัย ชัวร์ เพราะกล้านั่งอึหน้ารถของนายพรานใหญ่ นั่นก็หาใช่สาระสำคัญของคดี หรือกระทั่งลากไปถึงการรุกป่าเมืองเลยเรื่อยไปถึงเขาสอยดาวซึ่งมีคดีค้างอยู่ในศาล มุมหนึ่งก็ดีที่เป็นจังหวะลากวีรกรรมการทำผิดกฎหมายออกมาตีแผ่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้การทำคดีฆ่าเสือดำแผ่วลงจนมีข้อพิรุธเช่นกันว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่

ท่าทีทะแม่งๆ ในการทำคดีนี้เกิดขึ้นมาโดยตลอด ยังไม่นับว่า นับจากที่มีการจับกุมนายเปรมชัย เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2561 แล้วมีการประกันตัวออกไปในวันถัดมา จนป่านฉะนี้ นายเปรมชัย ก็ไม่ได้โผล่หน้ามาให้สาธารณชนได้ยลโฉมอีกเลย มีแต่ทนายความที่ยืนยันว่านายเปรมชัย ยังอยู่ในประเทศไทย พร้อมกับเลื่อนกำหนดนัดมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ ในวันที่ 22 ก.พ. 2561 ออกไปเป็นวันที่ 5 มี.ค. 2561 โดยอ้างว่าติดธุระสำคัญ

ความผิดปกติที่เกิดขึ้น ทำให้นักอนุรักษ์แถวหน้าของเมืองไทย นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กฉะกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นไปจนถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กันเลยทีเดียว ว่า “คดีคุณเปรมชัย 1. มีหนังเสือดำถลกไว้เรียบร้อย ทาเกลือ 2. มีต้มหางเสือในหม้อ ที่คุณแคมปิ้ง3. มีปืน และเสียงปืนจากแคมป์ที่พัก ที่ไม่ได้อนุญาต 4. มีเสียงต่อรอง ในคลิป

“ถ้าแค่นี้ไม่จบ ไม่พอ รอตรวจขี้ อะไรไปเรื่อย ในความรู้สึกผม ผมว่าไงๆ ก็มีฝ่ายทำคดีหาทางช่วยเปรมชัยแน่ๆ ขนาดนี้ไม่ควรให้ประกัน คนแบบนี้ เป็นภัยต่อสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ เห็นๆ หลักฐานขนาดนี้ ถ้าหลุด รัฐบาลนี้ ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นะ” พร้อมกับรณรงค์ใหญ่ ติด #เสือดำต้องไม่ตายฟรีกันอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน นายแพทย์ รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือหมอหม่อง อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Rungsrit Kanjanavanit” แสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า “หากสังคมเราปล่อยให้ผู้ต้องหาคดีนี้ลอยนวลได้ จะส่งผลกระทบ ฉุดยั้งให้สังคมไทยเราถดถอย ไม่มีโอกาสเป็นอารยประเทศกับชาวโลกได้เลย จะสร้างจิตวิทยา สิ้นหวังให้คนในชาติ ที่เคยอยากเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ ล้มเลิกความพยายาม และหันมาเอาตัวรอดไปวันๆ ตอกย้ำให้เด็กรุ่นใหม่เชื่อว่า ความดี ความถูกต้อง การเคารพกฎกติการ่วมกัน ไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าใดๆ เพื่อความอยู่รอดในสังคมไทย เราทุกคนต้องแสวงหาความร่ำรวย และ connection เท่านั้น” ซึ่งมีผู้เข้าแสดงความคิดเห็นสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

เมื่อเห็นทิศทางลมเป็นเช่นนี้ ดังนั้น จงอย่าแปลกใจที่สังคมจะสงสัยในตัว พล.ต.อ.ศรีวราห์ ที่อยู่ใต้ร่มธง “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้เพราะมีแง่มุมทีล้วนแต่ชวนให้ต้อง “คิดมาก” และติดตามอย่างไม่วางตา

เปรมชัย where are you?
นายพรานใหญ่ รพินทร์ ไพรวัลย์ ตัวเอกในนวนิยายอมตะ “เพชรพระอุมา” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นไอดอลของนักท่องพงไพรไม่เว้นแม้แต่นายเปรมชัย ถือเป็นลูกผู้ชายคนจริง แต่สำหรับนายเปรมชัย แล้วยังน่าสงสัยว่าจะมีจิตวิญญาณลูกผู้ชายคนจริงอย่าง รพินทร์ ไพรวัลย์ อยู่บ้างหรือไม่ เพราะหลังจากเกิดเรื่องขึ้นมาก็ไม่เห็นว่าเขาไปปรากฏกายที่ไหน หรือกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่คณะของตัวเองเป็นผู้ลงมือกระทำ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเคียงกับผลงานการอยู่ยั้งยืนยงของนายพรานนักธุรกิจใหญ่แสนล้านที่เผชิญศึกหนักมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว คดียิงเสือดำต้องบอกว่า จิ๊บจ๊อยมากๆ และการจะปล่อยให้คดีนี้มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจของเขายิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการควานหาช่องทางต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากคดีก็เป็นเรื่องที่ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย

กระนั้นก็ดี แม้คดียิงเสือดำที่ไม่มีราคาในสายตาของนายเปรมชัย ทว่า หากขืนยังปล่อยให้เป็นชนักติดหลัง หรือสังคมยังคาใจโหมกระแสต่อต้านอยู่เช่นนี้ เมื่อถึงเวลาที่บริษัทอิตาเลียนไทยฯ ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯที่ต้องมีธรรมาภิบาลอย่างเลิศล้ำ เข้าประมูลงานของรัฐซึ่งตามแผนธุรกิจของ ITD ปีนี้ จะชิงเค้กหลายแสนล้าน ย่อมสะเทือนถึงผลประโยชน์ที่จะเก็บเกี่ยวอย่างเลี่ยงไม่พ้น

สังคมไทยจะยอมรับบริษัทรับเหมาอันดับหนึ่งของประเทศ ที่มีประธานบริหารและกรรมการ ซึ่งอยู่ในคณะยิงเสือดำ เป็นผู้ชนะประมูลงานละหรือ? จะไม่มีการตั้งคำถามว่าชนะมาด้วยความใสสะอาด จริงหรือ?

แน่นอน อาถรรพ์แห่งพงไพรจะถึงกับทำให้ปลาใหญ่เกยตื้นหรือไม่? เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าดูอย่างไม่วางตา

ขณะเดียวกันมองลึกลงไป ก็ชวนสงสัยอย่างยิ่งว่า เกมล่าเสือดำของพรานใหญ่คราวนี้เจอซ้อนแผนหรือไม่ หนึ่ง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการออกล่าของคณะนายพรานใหญ่แห่งอิตาเลียนไทยฯ ซึ่งที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยจะมีปัญหาอะไร สอง คราวนี้เคลียร์ทางแล้วโดยขาใหญ่ แต่ทำไมจึงเจอตอเข้าให้ เจ้าหน้าที่ตงฉินอย่างนายวิเชียร ใช่ถูกจัดเข้าซีนโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เรื่องราวหรือตื้นลึกหนาบางหรือไม่ สาม เกมล่าเสือดำแท้จริงคือเกมหลอกล่อนายพรานใหญ่ให้ติดเบ็ดใช่หรือไม่

หรือจะเป็นดังที่ “หงา คาราวาน” ว่าไว้ “.... ผู้นำชาติบอดใบ้ไปละฤา ไม่หืออือสักนิดติดอะไร ติดสัญญาว่าจ้างทางแสนล้าน คอมมิชชั่นเบ่งบานเป็นงานใหญ่.....” ใช่หรือไม่

นอกจากนั้น เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกก็จะเห็นว่า อิตาเลียนไทยมีแผนเข้าประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ที่เตรียมเปิดประมูลในปี 2561 ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาเกือบเท่าตัว คิดเป็นมูลค่างานมากกว่าล้านล้านบาท โดยนายเปรมชัย แห่ง ITD เคยให้สัมภาษณ์สื่อเอาไว้ว่า จะเข้าประมูลงานก่อสร้างและลงทุน PPP เช่น รถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 9 โครงการ มูลค่า 4 แสนล้านบาท, รถไฟไทย-จีน, รถไฟฟ้าสายสีม่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และสีส้มศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท, ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ยังมีงานอื่น ๆ อีก เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ โดยคาดว่าบริษัทจะได้งานในมืออย่างน้อย 3 แสนล้านบาท

ล่าสุด อิตาเลียนไทยฯ สนใจจะเข้าร่วมประมูลลงทุน PPP gross cost 30 ปี งานระบบและบริหารโครงการเก็บค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมาและบางใหญ่-กาญจนบุรี มูลค่ากว่า 6.1 หมื่นล้านบาท โดยจะร่วมกับพันธมิตรจีน ญี่ปุ่น และยุโรป

เพียงแต่เห็นตัวเลขก็ต้องร้อง “อู้หู” กันแล้วพ่อแม่พี่น้องเอ๋ย

แน่นอน ใครจะไปเชื่อบริษัทระดับประเทศขนาดนี้ จะไม่รู้จัก “ขาใหญ่” ในบ้านนี้เมืองนี้ และแน่นอนว่า ย่อมต้องรวมไปถึงคนใน “รัฐบาล” อย่างไม่ต้องสงสัย เผลอๆ ซี้ย่ำปึ้กระดับ “ซูเปอร์คอนเนกชัน” เสียด้วยซ้ำไป

ยิ่งถ้าใช้ตัวเลขดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ออกมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ซึ่ง “แย่ลงทุกตัว” และมีเปอร์เซ็นต์ค่าน้ำร้อนน้ำชาอยู่ในระดับ 20-35% ก็ต้องยิ่งต้องคิดมาก เพราะพาลทำให้จินตนาการไปได้ไกลสุดกู่ว่าจะมี “อภินิหารทางกฎหมาย” รูปแบบไหนออกมาช่วยหรือไม่

ดังนั้น จงอย่าแปลกใจว่า ทำไมผู้คนในสังคมจึงต้อง “คิดมาก” และ “ไม่ไว้ใจ” คดีสังหารเสือดำถึงกับต้องทำม็อตโต้ออกมาว่า “อย่าปล่อยให้คนฆ่าเสือดำลอยนวล” หรือ “เสือดำต้องไม่ตายฟรี” ฯลฯ ทั้งนี้ ก็เพื่อมุ่งหวังให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกฎหมายโดยแท้จริง

เพราะฉะนั้น จึงอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีทุกหน่วยว่า จงอย่าโมโหและฉุนเฉียวกับข้อสงสัยของสังคมจนถึงกับต้องไล่ฟ้องดะ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่จะพิสูจน์ได้ดีที่สุดก็คือการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และ “ผลของคดี” ว่าจะเป็นเยี่ยงไร

ธรรมะย่อมคุ้มครองคนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบฉันใด เจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาก็ย่อมได้รับการคุ้มครองฉันนั้น




กำลังโหลดความคิดเห็น...