xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

#ทีมป้า กับพลานุภาพแห่ง “ขวาน” สะท้อนความฟอนเฟะ “ราชการไทย”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ความทุกข์ทนเหลืออดของ “ป้า” จนต้องคว้า “ขวาน” มาทุบรถลูกค้าตลาดสวนหลวง ร.9 ที่จอดขวางหน้าบ้าน เป็นภาพสะท้อนความพิกลพิการของ “ระบบรัฐราชการ” ที่มีมาเฟียส่งส่วยหล่อเลี้ยงเป็นของคู่กัน และความไร้ประสิทธิภาพของ “การบังคับใช้กฎหมาย” ที่เข้าขั้นวิกฤตของประเทศไทยอย่างชัดเจน

เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ “ตลาดซึ่งไม่ได้รับอนุญาต” จะยังสามารถเปิดการค้าขายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยเจ้าหน้าที่และหน่วยราชที่เกี่ยวข้องไม่สนใจใยที่จะเข้ามาจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กรุงเทพมหานคร(กทม.)” ซึ่งคือ “จำเลยที่ 1” ของเรื่องนี้อย่างมิต้องสงสัย

นี่ไม่นับรวมถึงองค์กรอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ว่าจะ “ชักแม่น้ำทั้ง 5” มา “แก้ตัว” อย่างไร ก็ฟังไม่ขึ้น

ด้วยเหตุดังกล่าว “พลานุภาพแห่งขวาน” ของ “ป้า” จึงนอกจากจะทำให้ปัญหาของป้าได้รับการแก้ไขแล้ว ยังก่อให้เกิดคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างไม่คาดคิดในอีกทางหนึ่งด้วย เพราะเมื่อย้อนดูการต่อสู้จะพบว่า “ป้า” ใช้ทุกช่องทาง “ตามกฎหมาย” ที่พึงมีเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง แต่ทุกอย่างเป็นไปอย่าง “ล่าช้า” เสมือนหนึ่งมิได้มีอะไรเกิดขึ้น จนทำให้ครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานมายาวนานนับเป็นสิบๆ ปี

เมื่อกฎหมายช่วยไม่ได้จึงต้องใช้ “ขวาน” แก้
...กล่าวสำหรับปัญหาตลาดเถื่อนสร้างความเดือดร้อนที่เรื้อรังมานานนับสิบปีนั้น หากไม่มีป้าและกองหนุน #ทีมป้า ไม่แน่ว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะรีบรี่เข้ามาแก้ไขปัญหาหรือไม่ นั่นเพราะองคาพยพที่เป็นตัวการสร้างความเดือดร้อนให้ป้าและลูกบ้านเสรีวิลล่า คราวนี้ ก็หาใช่ใครอื่น แต่เป็น ผู้บริหารเขตและเจ้าหน้าที่ กทม. ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่น่าสงสัยว่ามีพฤติกรรมร่วมด้วยช่วยกันกับเหล่ามาเฟียสีกากี สีเขียว รังแกป้าเจ้าของบ้านซึ่งเคยแฉพฤติกรรมเจอข่มขู่คุกคามจากคนพวกนี้มาแล้ว หรือไม่?

แต่ก็ยังดีที่ดรามาทุบรถเกิดขึ้นเพียงข้ามวัน ผู้ว่าฯอัศวิน ก็ลุยลงพื้นที่ สั่ง “ตลาดเถื่อน” หยุดขายภายใน 7 วัน และตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการจัดตั้งตลาดที่เกิดขึ้นรอบบ้านป้าในหมู่บ้านเสรีวิลล่า ทั้งหมด 5 แห่ง ภายใน 7 วัน เช่นกัน

เป็นความรวดเร็วในการลงมือแก้ไขปัญหาที่อาจทำเอาป้าและกองหนุน#ทีมป้า อ้าปากค้าง อะไรจะไวปานนั้น แล้วที่ร้องเรียนมาเป็นสิบปีนี่ทีมผู้บริหาร กทม. ไม่ได้ยินเลยหรือ โดยเฉพาะ ผอ.เขตประเวศ ที่ลิ้นพันกันตอนถูกซักไซ้ไล่เลียงปล่อยให้ตลาดเถื่อนเกิดขึ้นและสร้างปัญหาเรื้อรังมาถึงป่านนี้ได้อย่างไร ทั้งที่มีคำสั่งศาลปกครองให้บรรเทาทุกข์แก่ครอบครัวป้า ตั้งแต่ปี 2553 แล้ว แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างยังเหมือนเดิม คำถามที่มีคำตอบชัดอยู่แล้ว คือผู้ว่าฯ กทม.และ ผอ.เขตประเวศ ไม่บังคับคดีตามคำสั่งศาล เท่ากับละเมิดคำสั่งศาลมาโดยตลอด ใช่หรือไม่?

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าไม่มีดรามาป้าทุบรถ ป้าและเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเสรีวิลล่า ก็คงเดือดร้อนจากสารพัดปัญหาที่มาพร้อมกับตลาด และถ้าไม่มีกองหนุนจาก#ทีมป้า ที่ออกมาเชียร์ให้จัดการกับต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่มามองแค่ปลายเหตุ ป่านฉะนี้คุณป้าทั้งสองคงตกเป็นจำเลยโทษฐานหัวร้อน ลงมือกระทำการเกินกว่าเหตุแบบตายเดี่ยวเป็นแน่

แต่พลานุภาพแห่งขวานของป้า และกองหนุน#ทีมป้า ได้สร้างปรากฏการณ์สะท้านโลกโซเชียลฯ แม้แต่รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังต้องยกนิ้วให้ป้าว่าเป็นผู้จุดกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนักให้มากถึงหน้าที่ที่รับผิดชอบต่อประชาชน

“กรณีป้าทุบรถที่จัดการปัญหาด้วยตนเองทั้งที่ผิดกฎหมาย แสดงว่าสามัญสำนึกเกี่ยวกับเรื่องสิทธิและหน้าที่ วินัย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายยังคงเป็นข้อที่อ่อนของห่วงโซ่ของประเทศนี้ที่ยังเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนอีกนานเท่านานถ้าไม่เข้าไปขยับขับเคลื่อนจัดการเสียแต่วันนี้.... เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และผู้มีอำนาจแห่งรัฐต้องออกมาทำอย่างจริงจัง เพราะประชาชนทุกคนเป็นนายจ้างเรา และพวกเราทุกคนเป็นขี้ข้าประชาชน” นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกระตุ้นเตือนขี้ข้าประชาชนทั้งหลาย

ป้าและ#ทีมป้า ทำให้เห็นว่าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงได้ด้วยพลังของประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย โดยไม่ต้องรอความหวังการปฏิรูปประเทศจากคำพูดสวยหรูของคณะของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แห่งมูลนิธิ กปปส. ที่ดีแต่สร้างภาพจะปฏิรูปประเทศมานมนานแต่จนป่านนี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากความกระตือรือร้นตั้งพรรคการเมืองอุ้มชูบิ๊กทหารสืบทอดอำนาจ

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหมุดหมายแรกของคณะลุงกำนันแห่ง กปปส.ที่ชูธงจะ “ปฎิรูปตำรวจ” ผลงานวันนี้สังคมก็ได้เห็นกรณีหวย 30 ล้าน ที่มีบิ๊กตำรวจในเมืองกาญจน์ ล้วงลูกการทำงานของพนักงานสอบสวนแก้ไขปรับแต่งสำนวน และทีมพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ทำสำนวนสอบสวนคดีคลาดเคลื่อนจนทำให้ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ ถูกแจ้งข้อหาและเกือบเจอจับยัดคุก ยังดีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ตัดสินใจโอนคดีมาที่กองปราบปราม และนำไปสู่การมีคำสั่งย้าย “พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล” ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีให้มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สตช.

ส่วนความหวังปฏิรูปประเทศที่ประชาชนคนไทยรอจากคณะของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กล่อมว่า “... เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอ ประชาชน...” ฟังจนเคลิ้มหลับแล้วตื่นตั้งหลายตลบจนปานนี้ยังเหมือนเดิม ความสงบสุขมีอยู่ที่ไหน อีกหน่อย#ทีมป้าคงทนไม่ไหวแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรณี “ป้าทุบรถ” ยังเตือนให้ผู้คนในสังคมที่เห็นแก่ประโยชน์และความสะดวกสบายส่วนตัวเป็นที่ตั้ง อย่างเช่นสาวเจ้าของรถลูกค้าตลาดสวนหลวง ร.๙ ที่เจอขวานป้าทุบรถต้องปฏิรูปตัวเอง หันมองถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการกระทำของตัวเองเสียบ้าง

ถ้อยวาจาของสาวเจ้าของรถที่เปิดใจว่าจอดแค่ประมาณสิบนาทีเพื่อซื้อของและคิดว่าเป็นบ้านร้างไม่มีคนอยู่นั้น หากฟังความอีกข้างจากป้า ก็เหมือนหนังคนละม้วน เพราะป้าที่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแฉว่า เธอบีบแตรเรียกเจ้าของรถที่จอดขวางหน้าบ้านเกือบครึ่งชั่วโมงถึงได้เดินมา พอมาถึงยังบอกว่าได้ยินแล้วแต่ยังซื้อของไม่เสร็จและไม่เลื่อนรถออกพ้นหน้าบ้าน นางยังประวิงเวลาทำธุระอีกเป็นครึ่งชั่วโมงจนคุณป้าเหลืออด จากสภาพความเดือดร้อนที่สะสมมายาวนานนับสิบปีที่ได้ผลกระทบจากตลาดผุดขึ้นรอบบ้าน
  พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เดินทางไปตรวจพื้นที่ตลาด
กองหนุนป้ากับกองหนุนสาวเจ้าของรถ ยังมีปะทะกันผ่านโลกโซเชียลอีกยก โดยเพื่อนของสาวเจ้าของรถเข้ามาโพสต์ในกระทู้พันทิปเรียกสติคนไทยก่อนจะถูก#ทีมป้า รุมถล่มจนต้องลบกระทู้ เพราะเพื่อนสาวเจ้าของรถนางตอบโต้คนที่เข้ามาแสดงความเห็นค่อนข้างรุนแรงว่า “คนจะเสียชีวิต ต่อให้ไม่มีรถจอดขวาง ถนนโล่ง ก็เสียชีวิตได้ ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องใส่ใจเลย”

ที่น่าอิดหนาระอาใจอีกหนึ่ง คงเป็น สน.ประเวศ ซึ่งนั่งทับปัญหาด้วยไม่รู้ว่ามีอะไรไปทำให้ไม่ขยับมาจัดการกับตลาดเถื่อนและขาใหญ่คุมตลาดหรือไม่ แต่งานนี้ดูเหมือนเร่งรีบทำหน้าที่แจ้งข้อหา น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ และน.ส.ราณี แสงหยกตระการ ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์และข่มขู่ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว และพกพาอาวุธ (ขวานและเสียม) โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันควร

แต่ถึงจะถูกแจ้งข้อหากระทำความผิด ทุบรถทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ แต่กองหนุน#ทีมป้าที่มาแรงได้จุดประเด็นและเป็นกระแสร้อนจนทำให้ทีมผู้บริหาร กทม. ทั้งอดีตและปัจจุบัน อยู่ไม่เป็นสุข และอาจเจอข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กันระนาว ด้วยว่าหลับตาปล่อยให้เกิดตลาดเถื่อนที่มีคนนามสกุลดังร่วมเป็นเจ้าของ

สั่งปิดตลาดเถื่อนสวนหลวงรอบบ้านป้า
ความเน่าเฟะในการบริหาร กทม. ซึ่งฉายภาพผ่านความเดือดร้อนของป้า ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปกันยกใหญ่ เสือปืนไวอย่างผู้ว่าฯ อัศวิน กับภารกิจสะสางปัญหานี้ให้จบ ได้ลงพื้นที่หมู่บ้านเสรีวิลล่า แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2561 โดยรับปากป้าจะดำเนินการตามที่ป้าขอให้นำตลาดออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด

จากการลงพื้นที่คราวนี้ ผู้ว่าฯอัศวิน ได้ตรวจสอบตลาดทั้ง 5 แห่ง รอบบ้านของป้า และมอบหมายให้ผู้อำนวยการเขตประเวศ ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของตลาดทั้ง 5 แห่ง พร้อมกับตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะเชิญเจ้าของตลาด กลุ่มผู้ค้าประชาชนในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบมาหารือช่วงวันที่ 22- 28 ก.พ. เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน

สำหรับ ตลาดรุ่งวาณิชย์ และตลาดร่มเหลือง นั้น ไม่ได้มีการขออนุญาตก่อสร้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถทำได้ และต้องยุติการดำเนินการ ส่วน ตลาดเปิ้ลมาร์เก็ต และตลาดยิ่งนรา อนุญาตก่อสร้างสำหรับทำการค้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งทางกทม.จะเป็นผู้พิจารณาข้อกฎหมาย ว่าสามารถค้าขายสินค้าลักษณะที่ดำเนินการอยู่ได้หรือไม่ คาดว่าจะได้ผลสรุปภายใน 7 วัน

ขณะที่ตลาดสวนหลวง 1 ขออนุญาตก่อสร้างอาคารแต่ไม่ได้ขออนุญาตประกอบกิจการตลาด ซึ่งสามารถสั่งปิดได้ แต่ กทม. จะให้เจ้าของตลาดชี้แจงเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ขออนุญาตประกอบกิจการก่อนจะดำเนินการหากเจ้าของตลาดไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนด เจ้าหน้าที่จะแจ้งความดำเนินคดีและยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเปรียบเทียบปรับในอัตราสูงสุดต่อวัน วันละ 5,000 บาท

การดำเนินการตรวจสอบ ผู้ว่าฯ อัศวิน รับปากว่า จะพิจารณาเรื่องทั้งหมดภายใน 7 วัน ทั้งเรื่องของตลาด รวมทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยปละให้มีการกระทำผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อาศัยในหมู่บ้านเสรีวิลล่า

“ทั้งหมดจะให้ ผอ.เขตประเวศ ทำหนังสือแจ้งเจ้าของตลาดว่า ตลาดแห่งใดกระทำที่ไม่ชอบบ้าง อย่างตลาดที่ไม่ได้ขออนุญาตทำตลาดก็จะให้เวลา 7 วันในการเก็บของคงจะไปทุบทิ้งรื้อออกในวันนี้เลยคงไม่ได้ และให้เจ้าของตลาดมาชี้แจงด้วยว่าทำไมจึงไม่ได้ขออนุญาต แต่หากเกิน 7 วันไปแล้วยังคงค้าขายอยู่ ก็จะดำเนินการแจ้งความกับทาง สน.ประเวศ ทุกวัน เพื่อส่งฟ้องเปรียบเทียบปรับ.... “ พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

สำหรับเจ้าของตลาดทั้ง 5 แห่งนั้น สำนักงานเขตประเวศ ระบุว่า มีดังนี้ 1.นายสุรกิจ นามวรกานต์ เป็นเจ้าของตลาดสวนหลวง1, 2.นายสมชัย ชัยรัตนะกมล เป็นเจ้าของตลาดเปิ้ลมาร์เก็ต, 3.นายธเนตร รุจิราวาณิชย์ เป็นเจ้าของตลาดรุ่งวาณิชย์, 4.น.ส.พัชรี เจียรวนนท์ เป็นเจ้าของตลาดยิ่งนรา และ 5. นายเกียรติรัตน์ สุวรรณวัฒนาสุข เป็นเจ้าของตลาดร่มเหลือง

แต่ก่อนจะถึง 7 วัน ที่ กทม. ขีดเส้นสุดท้าย ต้องย้ำคำถามเดิมคือ เหตุใดเมื่อไม่มีการอนุญาตแต่กลับเปิดตลาดมาได้จนถึงทุกวันนี้ นี่มิใช่สะท้อนถึงความอ่อนแอหรือมีนอกมีในของทีมบริหาร กทม.นับตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะ “เขตประเวศ” ด้วยใช่หรือไม่ที่พากันหลับตาให้ผู้มีอิทธิพลทำผิดกฎหมาย จนประชาชนต้องดิ้นรนหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของตัวเองทุกทาง และหากไม่มีกรณีป้าทุบรถ ผู้ว่าฯอัศวิน จะตื่นตัวเข้ามาตรวจสอบตลาดรอบบ้านป้า และไล่ตรวจสอบตลาดทั่ว กทม.ทั้ง 45 เขต เพื่อจัดระเบียบใหม่ หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ลำดับแรกสุด ที่ผู้ว่าฯอัศวิน ได้ดำเนินการทันทีสำหรับกรณีป้าคือ เยียวยาความเดือดร้อนของป้าตามที่ศาลปกครอง มีคำสั่งมาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว ในเรื่องที่ได้รับผลกระทบจากแสง สี เสียง จอดรถเกะกะขวางทางเข้าบ้าน โดยประสานกับทางผู้กำกับ สน.ประเวศ ให้เข้ามาตรวจตราการจราจรบนถนนเส้นนี้ เพื่อให้ป้าและเพื่อนบ้านเข้าออกได้

ทั้งนี้ ป้าพร้อมพวก 4 คน ได้ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตประเวศ สำนักงานเขตประเวศ และกรุงเทพมหานคร ต่อศาลปกครอง ว่าร่วมกันดำเนินการโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และละเลยต่อหน้าที่ ปล่อยให้มีการดำเนินกิจการตลาดนัดข้างบ้านของตนจนสร้างเดือดร้อนรำคาญ เสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองระงับการดำเนินกิจการตลาดนัดดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษา

ต่อมาวันที่ 18 พ.ย. 2553 ศาลปกครอง โดยนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดและคณะ ได้มีคำสั่งคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตประเวศ ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ. อื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้ นางจิดาภา ลิมป์ธรรมเลิศ หรือ นางจิดาภา แซ่ลิ้ม เจ้าของตลาดนัดรุ่งอรุณ และ นายมงคล พุ่มผกา เจ้าของตลาดนัดไม่มีชื่อ ในเวลานั้น ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญที่เกิดจากการจัดตั้งตลาดไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา หรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แต่ถึงแม้จะมีคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราวแต่ปัญหายังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
  #ทีมป้า ขณะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ส่วนคดีหลักที่ป้าฟ้องว่าพื้นที่เป็นที่ดินจัดสรร สามารถสร้างอย่างอื่นได้หรือไม่นอกจากบ้านพักอาศัย ผู้ว่าฯ อัศวิน บอกว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ตรงนี้ให้ศาลตัดสินก่อนว่าสร้างได้หรือไม่ได้

คำสั่งศาลปกครองนั้นคงต้องรออีกนาน แต่ที่แน่ๆ คือ ถึงจะสร้างได้ กทม.สมควรไตร่ตรองให้หนักว่า พื้นที่ที่อยู่อาศัยจะอนุญาตให้มีตลาดผุดขึ้นถึง 4-5 แห่ง รอบบ้านที่อยู่อาศัยทุกทิศเช่นนี้หรือไม่ และเมื่อรู้ทั้งรู้ว่ามีปัญหาสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัยจนมีปัญหาบานปลายเช่นนี้ กทม.สมควรจะทำหน้าที่แก้ไขปัญหา หรือว่าจะเป็นตัวการสร้างปัญหาไม่จบสิ้น

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากคำให้สัมภาษณ์กับ “ไทยรัฐ” ของนายธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง ผู้อำนวยการเขตประเวศ ที่ว่า การจะสร้างตลาดจะต้องพิจารณา พ.ร.บ.สาธารณสุข ในเรื่องความสะอาดของตลาดด้วย ซึ่งตลาดทั้ง 4 แห่ง ยังไม่ผ่านเกณฑ์ด้านสาธารณสุข จึงยังไม่มีตลาดไหนได้รับใบอนุญาต ซึ่งมีการฟ้องร้องกันแล้ว และเรื่องราวยังอยู่ในชั้นศาล ต้องรอคำพิพากษาก่อน ทาง กทม.จึงยังไม่ได้ดำเนินการรื้อถอน แต่ยืนยันว่าหากมีคำสั่งก็พร้อมเข้าไปรื้อถอนทันที ทั้งนี้ ตลาดทั้ง 5 แห่ง มีอยู่ 4 แห่งที่อยู่ฝั่งเดียวกับบ้านป้าทุบรถยังประกอบธุรกิจเหมือนเดิม ส่วนตลาดร่มเหลือง เป็นตลาดนัดทั่วไป ได้หยุดขายไปแล้ว ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ตลาดดำเนินการอย่างผิดกฎหมายแต่เปิดขายได้เรื่อยมา และเขตก็ปล่อยให้มีการทำผิดกฎหมาย อ้างว่าคดีอยู่ในชั้นศาล สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อยู่อาศัยอย่างเช่นป้าและพวก โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว

แถมยิ่งตรวจลงลึก ข้อมูลความผิดปกติก็ยิ่งโผล่ เพราะตลาดในพื้นที่ กทม.ที่มีประมาณ 1,000 แห่ง มีเพียง 364 แห่ง ที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย...คงไม่ต้องขยายความกระมังว่า อะไรถึงทำให้ตลาดเถื่อนเหล่านั้นดำรงอยู่ได้

แต่ที่แย่เสียยิ่งกว่าก็คือการที่ “ผอ.เขตประเวศ” คนปัจจุบัน แสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกมาว่า “ถ้าเป็นตัวผมนะ ผมเปิดบ้านขายของเลย (หัวเราะ) หรือผมจะไม่ขายแล้ว เพราะที่แปลงตรงนั้นน่ะ วาละแสนกว่านะ แล้วบ้านของคุณป้าเขาน่ะไร่หรือสองไร่ นะฮะ ตีซะแสนห้า ถ้าสองไร่แปดร้อยวามันเข้าไปเท่าไหร่ล่ะ ร้อยกว่าล้าน ผมไม่อยู่หรอก (หัวเราะ)...”

นี่หรือความคิดของผู้มีอำนาจรัฐ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว สมควรที่จะต้อง “ย้าย” ออกนอกพื้นที่เสียด้วยซ้ำไป


ย้อนรอย 9 ปีที่ตลาดคุกคามชาวบ้าน
ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีก่อน เมื่อปี 2552 เจ้าของบ้านในหมู่บ้านเสรีวิลล่า ได้หอบหลักฐานเข้าร้องเรียนกับสื่อเครือผู้จัดการ โดย “ทีมข่าวคุณภาพชีวิตและชุมชนเมือง” รับฟังความทุกข์ร้อนได้ร้อยเรียงเรื่องราวนำเสนอผ่านรายงาน “ตลาดนัดสวนหลวง ร.๙ คุกคามชาวบ้าน” ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ผู้จัดการรายวัน” เมื่อวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2552

คุณป้าเจ้าของบ้าน เล่าว่า เรื่องนี้มาเกิดเอาราวปลายปี 2551 เมื่อตลาดนัดสร้างเต็นท์ขนาดใหญ่ชิดบ้านตลอดแนวรั้ว มีคนปีนขึ้นปีนลง จึงร้องเรียนต่อเขตประเวศ แต่จากนั้นต้องเจอกับอิทธิพลมืด ทั้งโทร.ขู่ ลอบวางเพลิงใกล้รั้วบ้าน แถมมีตำรวจนับสิบขอค้นบ้านแบบไม่มีหมายค้น และยังเจอยัดข้อหาค้ากามข้ามชาติ ค้ายาเสพติด ทำเอาเดือดร้อนอย่างหนัก

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสร้างเต็นท์ใหญ่ขึ้นสูงชิดรั้วบ้าน เจ้าของบ้านได้ไปร้องเรียนต่อนายสมชาย ฉัตรสกุลเพ็ญ ผอ.เขตประเวศ (ขณะนั้น) แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายกว่าเดิม ไม่เพียงแต่ไม่มีการรื้อเต็นท์ แต่ตลาดกลับต่อความสูงขึ้นไปอีกด้วย รวมทั้งปรับจากเต็นท์ชั่วคราวให้เป็นเต็นท์ถาวร และก่อสร้างในช่วงเวลากลางคืนอีกต่างหาก

“ดิฉันโทร.ไปแจ้ง 191 ตำรวจยังบอกว่าลักษณะนี้ตลาดเส้นใหญ่แน่” เจ้าของบ้านบอกเล่า และไม่เพียงแต่รั้วที่สูงชิดกำแพงบ้าน ความสกปรกที่เกิดจากตลาด สัตว์พาหะนำเชื้อโรค เช่น หนู แมลงวัน และเสียงคาราโอเกะ รวมไปถึงรถในตลาดจอดปิดหน้าบ้านจนนำรถออกไม่ได้อยู่บ่อยครั้ง เมื่อกดแตรขอให้ขยับรถก็จะถูกตะโกนด่าหยาบคาย ทางเท้าบริเวณบ้านสองฝั่งก็ถูกแผงแม่ค้าวางปิดจนเต็มต้องลงเดินไปกลางถนน

จากนั้น การข่มขู่คุกคามก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทั้งจากสีกากี สีเขียว และทนายความ แต่ที่เจ้าของบ้านรับไม่ได้ที่สุดก็คือ มีจดหมายร้องเรียนส่งมายัง กทม.ระบุว่าผู้ส่งเป็นครูที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เบาะแสว่าบ้านของพวกเธอที่เขตประเวศ มีการกักขังหน่วงเหนี่ยงผู้หญิงเพื่อค้าประเวณี ส่งผู้หญิงค้าประเวณีข้ามชาติ และเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดองค์กรใหญ่
  รายชื่อเจ้าของตลาดทั้ง 5 แห่ง
“นี่คือผลลัพธ์จากการที่เราต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเพื่อสิทธิของตนเอง จากแค่แจ้งให้รื้อรั้ว ตอนนี้กลายเป็นพวกเราผู้หญิงแก่ๆ 3 คน เจอข้อหาค้าผู้หญิงข้ามชาติ ค้ายาเสพติด กักขังหน่วงเหนี่ยวไปแล้ว แต่เราก็ยังจะสู้ต่อไป ไปร้องหน่วยงานไหนก็ไม่มีอะไรดีขึ้น สงสัยเราเจออิทธิพลใหญ่จริงๆ ใหญ่ขนาดที่ทำให้ข้าราชการมารังแกประชาชนได้แบบนี้ ตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อยากให้สังคมรับรู้ เราก็เลยต้องขอร้องสื่อให้ช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง” เจ้าของบ้าน ซึ่งเวลานั้นเธอยังไม่อยากให้เปิดเผยชื่อ ฝากความหวังไว้กับสื่อ แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรดีขึ้นจนกระทั่งเปิดปฏิบัติการล่าสุดทุบรถนั่นแหละ จึงสร้างแรงกระเพื่อมได้

นามสกุลดัง อิทธิพลใหญ่จริง
ขุดค้นกันต่อไปว่า ตลาดเส้นใหญ่ อิทธิพลใหญ่จริง แห่งนี้มีใครเป็นเจ้าของ มีคดีฟ้องร้องกันมากมายแค่ไหน โฟกัสไปที่ชื่อของนางพัชรี เจียรวนนท์ เจ้าของตลาดยิ่งนรา ซึ่งมีชื่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทที่เกี่ยวโยงไปถึงลูกสาวบิ๊กตำรวจไซด์ไลน์ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกิจของ น.ส.พัชรี เจียรวนนท์ เจ้าของตลาดยิ่งนรา พบว่า ปรากฏชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทเอกชนหลายแห่ง หนึ่งในนั้น คือ บริษัท ยิ่งนรา จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2553 ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 40 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 41/41 ซอยหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.

แจ้งประกอบธุรกิจซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่เพื่อเป็นที่พักอาศัย ปรากฏชื่อ น.ส.พัชรี เจียรวนนท์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ นายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ และ นายรังสรรค์ จรรยาวัฒน์กุล ร่วมเป็นกรรมการ โดย น.ส.พัชรี ถือหุ้นใหญ่สุด 99.9995% นายชัชวาลย์ และนายรังสรรค์ คนละ 0.0003% ผลประกอบการ ณ 31 ธ.ค. 2559 มีรายได้รวม 18.05 บาท รายจ่ายรวม 8,000 บาท ขาดทุนสุทธิ 7,981.95 บาท

น.ส.พัชรี เจียรวนนท์ เป็นผู้จัดตั้งตลาดยิ่งนรา หรือที่เรียกว่า ตลาด 3 ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ตลาดของสวนหลวง ร.๙ ปากทางประตู 5 ในซอยศรีนครินทร์ 55 ถัดจากตลาดเปิ้ลมาร์เก็ต ที่ติดกับบ้าน “ป้าทุบรถ” จัดตั้งเมื่อปี 2554 ขออนุญาตก่อสร้างอาคารเชิงพาณิชย์ แต่ไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งตลาด ทั้งนี้ น.ส.พัชรี ถูกศาลจังหวัดพระโขนง พิพากษาลงโทษเมื่อปี 2555 ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 ฐานจัดตั้งตลาดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

สำหรับนายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ จากการสืบค้นประวัติ พบว่า ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), ประธานบริษัท อัลตร้าเวลท์กรุ๊ป จำกัด เจ้าของหลักสูตรอบรมการลงทุน “อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป” เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เจ้าของก๊าซแอลพีจียี่ห้อ “เวิลด์แก๊ส” ที่มี น.ส.ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง บุตรสาว พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. เป็นกรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ดูเครือข่ายของตลาดยิ่งนรา และรายงานผลประกอบการของตลาดแล้วก็คงถึงบางอ้อ!

เห็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เห็นคนนามสกุลดังท้าทายอำนาจของกฎหมาย หญิงแกร่งอย่างป้า จึงได้ใจสังคมยิ่งนักความที่ป้ากล้ายืนหยัดท้าชนกับอิทธิพลมืดในยามที่สังคมไทยกำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศทุกองคาพยพ และโหยหาความเสมอภาคเท่าเทียม การปล่อยปละให้เกิดชนชั้นอภิสิทธิชน สร้างความเดือดร้อนเอาเปรียบคนอื่นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก หันกลับไปถามคนยืมนาฬิกาเพื่อน กับคนรุกป่าล่าเสือดำ กันดูว่าอยู่สุขสบายดีไหม?




กำลังโหลดความคิดเห็น...