xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คริปโตฯ มาแรง คุมยังไงก็เอาไม่อยู่ พรีเซล JFin Coin เกลี้ยง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การระดมทุนด้วยการทำ Initial Coin Offering (ICO) เสนอขาย Presale รับวาเลนไทน์ของ JFin Coin สกุลเงินดิจิทัล(Crypto Currency) หรือ คริปโต เคอเรนซี รายแรก ของไทยทำยอดจองในวันแรกพุ่งทะยานเกือบเกลี้ยงชนิดไม่สนเสียงปรามจากแบงก์ชาติและคลังที่ห้ามทำธุรกรรมซื้อขายและแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล สะท้อนปรากฏการณ์ที่หน่วยงานควบคุมกฎเกณฑ์ตามไม่ทันโลกการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

นั่นจึงทำให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องเร่งมือเข้ามาดูแลเรื่องนี้ให้เร็วขึ้นจากที่มัวแต่ wait and see แบบใจเย็นทั้งที่เห็นแล้วว่าเทรนด์มาแน่และมาแรงโดยดูตัวอย่างจากราคาพุ่งทะยานและผันผวนอย่างหนักของบิตคอยน์ หากยังมัวชักช้าอยู่ก็เท่ากับปล่อยให้เกิดความเสี่ยงต่อนักลงทุนโดยเฉพาะบรรดาแมลงเม่าปีกบางและระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ของไทย ซึ่งเห็นช่องทำเงินก็ไม่รีรอที่จะให้บริการลูกค้าเพราะเมื่อไม่มีกฎระเบียบใดๆ มาควบคุมหรือกำกับให้ชัดเจนก็ถือว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

หลังตื่นตะลึงกับกระแสแห่จอง JFin Coin ที่ล้นหลามเกินคาด นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาระบุว่าในสัปดาห์หน้ารัฐบาลจะตั้งคณะทำงานจัดทำกฎหมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการทำธุรกรรมดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับระบบการเงินดิจิทัลซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต โดยคณะทำงานจะต้องหารือกันถึงความจำเป็นและกรอบของกฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมด้านดิจิทัล ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไปจากขอบเขตกฎหมายเดิม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น เรื่องดิจิทัลอีเพย์เมนท์ บล็อกเชน ส่วนเรื่องสกุลเงินดิจิทัล จะต้องหารือกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ครอบคลุมในทุกเรื่อง โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เป็นที่ปรึกษา คาดว่าจะใช้เวลาทำงานประมาณ 3-4 เดือน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธปท., ก.ล.ต. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างการหารือเพื่อร่างกฎเกณฑ์ควบคุมดูแลเงินดิจิทัลที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปเดือนก.พ.นี้ จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงินให้ปฏิบัติตามหนังสือเวียนของ ธปท.คือ หยุดทำธุรกรรมซื้อขายเงินดิจิทัลหรือแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีมาเป็นสกุลเงินบาท เพื่อรอหลักเกณฑ์ที่แน่นอนที่จะประกาศออกมาเสียก่อน โดยทางกระทรวงคลังเห็นว่า ก.ล.ต.เป็นหน่วยงานเหมาะสมที่จะควบคุมเรื่องนี้ โดยเฉพาะการระดมทุนด้วยเงินดิจิทัล หรือ ICO เพราะเห็นว่ามีลักษณะคล้ายการระดมทุนด้วยหลักทรัพย์

แต่ไม่ว่าจะมีการส่งเสียงปรามอย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ก็ได้ก้าวล้ำไปก่อนแล้ว โดยนายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการ สศค. เปิดเผยว่า การประชุม ก.ล.ต. ได้มีการรายงานว่า ขณะนี้มีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) 3 แห่ง ทำการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ให้กับลูกค้า ซึ่งทั้ง 3 บริษัท ได้รายงานการซื้อขายดังกล่าวให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และยังเรียกร้องให้ ก.ล.ต., ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบออกกฎระเบียบการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้ชัดเจนเพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

“บล.ทั้ง 3 แห่ง ซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้กลับลูกค้า เพราะได้ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขาย บล. ดังกล่าวคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้เพราะไม่ได้ผิดกฎหมาย ....” นายสุวิชญ กล่าวและยังกล่าวย้ำอีกครั้งว่า กระทรวงการคลังได้ออกหนังสือเตือนนักลงทุนมาตลอดว่าสกุลเงินดิจิทัล ไม่ใช่สกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย การลงทุนมีความเสี่ยง

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ JFin Coin จะเปิดพรีเซล แบงก์ชาติ ได้ออกมาคุมเข้มการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซีอย่างเป็นทางการ ทั้งห้ามการให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล(Crypto Currency) หรือ คริปโต เคอเรนซี ผ่านแบงก์และห้ามให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อคริปโต โดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือเวียนไปยังสถาบันการเงินทุกแห่ง เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2561 โดยขอความร่วมมือสถาบันการเงินทุกแห่งไม่ให้ทำธุรกรรม หรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี ในกรณีดังต่อไปนี้ 1.การเข้าไปลงทุนหรือซื้อขายในคริปโตเคอเรนซี เพื่อผลประโยชน์ของสถาบันการเงินเอง หรือผลประโยชน์ของลูกค้า 2.การให้บริการรับแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีผ่านช่องทางให้บริการของสถาบันการเงิน 3.การสร้างแพลตฟอร์ม (platform) เพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีระหว่างกัน 4.การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อคริปโตเคอเรนซี 5.การสนับสนุนหรือให้คำปรึกษากับลูกค้าเกี่ยวกับการลงทุนหรือการแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี

นอกจากนี้ ธปท. ขอให้สถาบันการเงินทุกแห่งเพิ่มความระมัดระวังการให้บริการด้านเงินฝากและด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชี หรือการใช้บัญชีที่อาจนำไปสู่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี โดยขอให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติในเรื่องการรู้จักตัวตนของลูกค้า และดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวปฏิบัติที่ทางการอาจกำหนดเพิ่มเติมต่อไป รวมทั้งร่วมกันดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้การทำธุรกรรมดังกล่าวถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย

หลังแบงก์ชาติ ออกหนังสือถึงสถาบันการเงินนายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ได้ออกมาขานรับมาตรการจากแบงก์ชาติ โดยสมาคมธนาคารก็มีจุดยืนร่วมกันที่จะไม่สนับสนุนการลงทุนใน Crypto Currency เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับผู้ที่ไม่รู้ เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนจึงไม่สามารถหามูลค่าที่เหมาะสมสำหรับเงินสกุลนั้นๆ ได้

ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้หากธนาคารพาณิชย์ พบว่า จะมีการเปิดบัญชีหรือใช้บัตรเครดิตเพื่อการทำธุรกรรมเกี่ยวกับ crypto currency ก็จะบล็อกไม่ให้ทำธุรกรรมดังกล่าว โดยในเบื้องต้นก็คงต้องเริ่มจากฝั่งผู้รับที่มีการจดทะเบียนในชื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลก่อน เนื่องจากในด้านของผู้จ่ายส่วนใหญ่เป็นบัญชีบุคคลที่ธนาคารไม่สามารถระบุวัตถุประสงค์ได้ และบัตรเครดิตก็เช่นกัน รวมถึงกรณีการออก ICO สกุล JFinของบริษัท เจ เวนเจอร์ส บริษัทในเครือเจมาร์ทก็ถือว่าเข้าข่ายเช่นกัน แต่ในอนาคตหาก ก.ล.ต.มีหลักเกณฑ์หรือกฎหมายออกมาชัดเจนสามารถซื้อขายได้ธนาคารก็พร้อมที่จะผ่อนคลาย

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. เตรียมเสนอผลการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลไอซีโอ ที่เป็นหลักทรัพย์ต่อคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแลภายในเดือนมี.ค. นี้ และ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและความเป็นไปได้ต่างๆ สำหรับการวางแนวทางดูแลคริปโตเคอเรนซี่ เพื่อเสนอต่อคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ ก.ล.ต.

ทั้งนี้ ไอซีโอเป็นวิธีการระดมทุนโดยการออกดิจิทัลโทเคน ซึ่งผู้สนใจลงทุนจะต้องมีคริปโตเคอเรนซี่เพื่อซื้อดิจิทัลโทเคนดังกล่าว ดังนั้น แม้ไอซีโอและคริปโตเคอเรนซี่จะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ก็มีความเกี่ยวโยงกัน แนวทางการกำกับดูแลไอซีโอและคริปโตเคอเรนซี่จึงจำเป็นต้องสอดรับกันด้วย โดยขณะนี้มีทั้งผู้สนใจระดมทุนและลงทุนในไอซีโอมากขึ้น ก.ล.ต. จึงเห็นความจำเป็นของการสร้างความชัดเจนในการกำกับดูแลไอซีโอโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่สุจริตอาศัย ICO เป็นช่องทางหลอกลวงเงินจากประชาชนและสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ระดมทุนที่สุจริตและผู้ลงทุน ก.ล.ต. ขอย้ำว่า เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการกำกับดูแลไอซีโอ ผู้ลงทุนในไอซีโอจึงมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองและการเยียวยาตามกฎหมาย

ขณะที่หน่วยงานกำกับควบคุมดูแลด้านการเงินยังสาละวนออกระเบียบกฎเกณฑ์มาควบคุมคริปโต และไอซีโอ นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (JMART) ได้อวดถึงความสำเร็จของบริษัทย่อย บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC) ซึ่งระดมทุนด้วยการทำ Initial Coin Offering (ICO) เสนอขาย Presale วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นวันแรก จำนวน 100 ล้านโทเคน ราคาขาย 6.60 บาทต่อโทเคน ได้ถูกจองซื้อไปแล้วมากกว่า 81% (ในยอดครึ่งวันแรกของการเปิดขาย) จากจำนวน JFin Coin ที่จะออกมาทั้งหมด 300 ล้านเหรียญ

ถือเป็นการตอบรับอย่างท่วมท้น สะท้านวงการ Fintech จนหน่วยงานรัฐต้องรีบออกกฎคุมและลับดาบฟันพวกจ้องใช้เป็นช่องทางฟอกเงินแบบด่วนๆ

นายเจสซี พาวเวล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทคราเคน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล กล่าวว่า มูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดจะแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ และเชื่อว่า ตลาดสกุลเงินดิจิทัลจะยังคงมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าได้ทรุดตัวลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับมูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดของโลกในเวลานี้อยู่ที่ระดับ 4.17 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากพุ่งเหนือระดับ 8 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนม.ค. ก่อนที่จะดิ่งลงอย่างหนัก จากการที่นักลงทุนแห่เทขายในตลาด ขณะที่มีความกังวลเกี่ยวกับการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ อาจออกกฎระเบียบที่คุมเข้มการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล



กำลังโหลดความคิดเห็น...