ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หนึ่งในแนวทางรักษามะเร็งทางเลือกที่ได้รับการกล่าวขานในชุมชนคนป่วยมะเร็ง มากที่สุดพ.ศ.นี้ คงไม่มีใครเกิน “ปรากฎการณ์หมอแสง” โดย “นายแสงชัย แหเลิศตระกูล” หรือ “หมอแสง” ซึ่งจุดแสงแห่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็งด้วยการแจกยาสมุนไพรรักษาโรคร้ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ภาพผู้คนจากทั่วสารทิศแห่แหนมารับยาของ “นายแสงชัย” หรือ “หมอแสง” ที่บ้านพักใน จ. ปราจีนบุรี ในทุกอาทิตย์แรกของเดือนด้วยความหวังนับหมื่นรายคือประจักษ์พยานที่สะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาวะโรคร้ายอย่าง “มะเร็ง” ที่ติดอันดับโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศได้เป็นอย่างดี เพราะต้องยอมรับว่า การเดินทางมารับยาจากหมอแสงคือ “ความหวังสุดท้าย” ของผู้ป่วยมะเร็งที่การแพทย์แผนปัจจุบันหรือการแพทย์แผนตะวันตกไม่สามารถรักษาได้ แม้ความหวังริบรี่เพียงใดก็ขอสู้กับโรคร้ายตราบสิ้นลมหายใจ จนผู้ป่วยมะเร็งที่อาการดีขึ้นหลังรับยาต่างยกให้หมอแสงเป็น “หมอเทวดา”
ขณะที่หมอแสงเองก็วางกลไกในการรับยาไว้อย่างเป็นระบบ เช่น คนไข้เก่าที่มารับเอง, คนไข้เก่าที่ญาติมารับ, คนไข้ใหม่มารับเอง และ คนไข้ใหม่ที่ญาติมารับ ซึ่งต้องไปรอรับรอกันข้ามคืน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยาสมุนไพรรักษามะเร็งของหมอแสงซึ่งเป็นแนวทางการรักษามะเร็งทางเลือกโดยภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย ตามมาด้วย “คำถามสำคัญ” จากคนในแวดวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องความถูกต้องของการขึ้นทะเบียนยา ผลิตภัณฑ์ และผู้ผลิต ซึ่ง “หมอแสง” เองก็ดูเหมือนจะรู้ถึงข้อจำกัดในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องมีมาตรการให้ผู้ที่มารับยาต้องไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจก่อนจึงจะรับยาได้ว่า เป็นโรคมะเร็งจริง มีใบรับรองแพทย์มาแสดง หรือหากมีผลอะไรห้ามฟ้องร้องดำเนินคดี
ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคมะเร็งออกมาให้ข้อมูลย้ำเตือนสังคมว่า ยาหมอแสงไม่มีกระบวนการวิจัย ไม่มีสถิติอ้างอิงว่าอาการดีขึ้นจริงหรือไม่ ดีขึ้นหรือเสียชีวิตกี่คน แม้กระทั่ง รักษาร่วมกับแผนปัจจุบันหรือไม่
แต่ที่สำคัญ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง กลับไม่ออกมาแสดงบทบาทใดๆ แม้ผลการวิจัยเบื้องต้นเปิดเผยส่วนผสมของยาดังกล่าวไม่ได้มีอันตรายต่อมนุษย์ แต่การมีบุคคลอ้างว่า สามารถผลิตยารักษามะเร็งนำออกมาแจกจ่ายประชาชน หรือ การที่มีคนบอกว่ากินยาตัวนี้แล้วมีอาการที่ดีขึ้น เป็นความรับผิดชอบของ อย. โดยตรงต้องตรวจสอบเพื่อบอกความจริงให้ประชาชนได้รู้กันว่า ยาหมอแสงเป็นเพียงยาบำรุง หรือมีผลรักษามะเร็ง ก็จัดการจดลิขสิทธิ์ให้กับหมอแสงและนำมาผลิตในเชิงอุตสาหกรรมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป
หมอแสง เคยเปิดใจว่า ตนเองไม่ใช่หมอเป็นแค่คนที่พร้อมจะแบ่งปันยาให้ผู้คนที่หมดหนทางในการต่อสู่กับโรคมะเร็ง เกิดจากความสนใจเรื่องการใช้สมุนไพร เริ่มศึกษาและนำมาทดลองใช้ จนกระทั่งสามารถแบ่งปันให้ผู้สิ้นหวังหมดหนทางเสมือนแสงสุดท้ายของผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้ง มีต่างชาติติดต่อขอซื้อสูตรยาเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท แต่ตนไม่มีความคิดที่จะขาย เพราะต้องการรักษาสูตรยาช่วยเหลือคนยากจน แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณสุขไทย ซึ่งหมอแสงมีความพยายามเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบยาตัวดังกล่าว ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยใจจริง
ทั้งนี้ สรรพคุณยารักษามะเร็งของหมอแสงสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก เพราะหมอแสงเองก็มิได้ปิดบังตำรับยา โดยเปิดเผยเสียด้วยซ้ำไปว่าประกอบไปด้วย ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ รำข้าวนาปี เป็นต้น ซึ่งผ่านกระบวนการอบและบ่มจนแห้งก่อนนำมาผสม ให้เข้าเข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวโดยใช้เครื่องปั่น ก่อนนำไปบ่มนานกว่า 6 เดือน
นพ. ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยผลการตรวจสอบยาของหมอแสง พบว่า จากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ “ไม่พบส่วนผสมของสเตียรอยด์” สำหรับส่วนผสมของสมุนไพรดังกล่าว ประกอบด้วย ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ และน้ำมันรำข้าว จากงานวิจัยพบว่า “มีสรรพคุณแอนตี้ออกซิแดนต์มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง” มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า “มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ” เพียงแต่ยังไม่มีการวิจัยในคนจึงไม่สามารถระบุได้ว่าสามารถรักษาโรคได้หรือไม่
ทว่า เรื่องการขึ้นทะเบียนขึ้นทะเบียนเป็นยา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันกฎหมายมีเพียงอาหารและยา ซึ่งอาหารหรืออาหารเสริมไม่สามารถบอกสรรพคุณ แต่ยาต้องมีสรรพคุณ มีสารสำคัญ การออกฤทธิ์ ผ่านการวิจัยทดลองทั้งในหนู ในคน จนกว่าจะเป็นยา แต่สมุนไพรเป็นสารกึ่งยา ไม่ใช่ทั้งอาหารและยา จึงต้องมีกฎหมายเฉพาะในการขึ้นทะเบียน ขณะนี้กรมฯ ได้ผลักดัน พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ... ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องของการผลิตขึ้นทะเบียน ซึ่งคงไม่ต้องมีการทดลองถึงขั้นยา แต่สามารถบอกสรรพคุณได้มากกว่าอาหาร ส่วนการโฆษณาก็ต้องมีการคุ้มครองผู้บริโภค โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
อีกหนึ่งประเด็นปลุกกระแสสังคม กรณีการรับรองหมอแสงเป็น “หมอพื้นบ้าน” ที่ติดขัดปัญหายืดเยื้ออยู่นาน กระทั่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกแรงกดดันจากกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง หลังหมอแสงประกาศยุติการผลิตแจกยารักษามะเร็ง เป็นเหตุให้ผู้มีอำนาจรีบจรดปากการับรอง “หมอแสง” เป็น “หมอพื้นบ้าน” อย่างรวดเร็ว
หลังจาก ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผอ.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นำหนังสือที่ สธ.0504/596 ลงวันที่ 29 ม.ค. 2561 เรื่องการรับรองหมอพื้นบ้านและเอกสารเพิ่มเติมมอบให้กับหมอแสงชัย ความว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พิจารณาแล้วเห็นควรให้การรับรองเป็นหมอพื้นบ้านเรียบร้อยแล้ว
2 วันต่อมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่ากรณีดังกล่าว “นายแสงชัย แหเลิศตระกูล” ได้ทำหนังสือถึงตนเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2560 เพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งเข้าเกณฑ์การเป็นหมอพื้นบ้าน เพียงแต่ยังขาดเอกสารหลักฐานบางอย่าง จึงทำหนังสือตอบกลับว่าเห็นควรเป็นหมอพื้นบ้าน แต่ขอให้ส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมก่อน ต้องส่งเพิ่มมีอีก 2 อย่าง คือ การรับรองของคนในชุมชนจำนวน 10 คนขึ้นไป และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้การรับรอง กลายๆ ว่าเกิดสื่อสารคลาดเคลื่อนเข้าใจผิด เพราะยังไม่มีการรองใดๆ
เป็นเหตุให้ หมอแสงออกมาประกาศว่าเบื่อกับระบบราชการไทย ประชาชนมีความหวังว่าเดือนมีนาฯ นี้จะได้รับยา แต่ถ้าระบบราชการยังมีปัญหา ขอประกาศว่าในเดือนมีนาคมอาจจะเลิกผลิตยาสมุนไพร และจะยกสูตรยาให้หากใครต้องการนำไปจดทะเบียนที่ต่างประเทศ
ทำให้นักข่าวไปถาม บิ๊กตู่ - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จนได้รับคำตอบว่า “เขากำลังทำกันอยู่ ให้เวลาเขาหน่อยสิ เดี๋ยวจะเร่งให้”
อย่างไรก็ตาม การเป็นหมอพื้นบ้านต้องได้รับ “หนังสือรับรองหมอพื้นบ้าน” เป็นผู้ที่มีบทบาทในการดูแลชาวบ้านในชุมชน อาจไม่มีใบประกอบโรคศิลปะแต่ต้องผ่านการรับรองจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยการออกใบรับรองหมอพื้นบ้านเป็นการเชิดชูเกียรติและยกระดับหมอพื้นบ้านที่มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น และหมอพื้นบ้านไม่สามารถทำเพื่อการค้า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักคือต้องช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ป่วยตามธรรมจรรยา และต้องไม่ทำเชิงพาณิชย์ โดยการรับรอง “หมอพื้นบ้าน” มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. มีผู้มารับบริการสม่ำเสมอต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี พิจารณาตามความชำนาญเฉพาะของหมอพื้นบ้าน 2. สืบทอดความรู้จากบรรพบุรุษหรือท้องถิ่น 3. มีความสามารถในการบำบัดรักษาโรค 4. ไม่หวงวิชา 5. มีการถ่ายทอดความรู้ 6. ไม่เรียกร้องค่ารักษามากเกินควร 7. เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน และ8. มีคุณธรรม
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมาปรุงยาสมุนไพรแจกและเพิ่งได้รับการรับรองเป็น “หมอพื้นบ้าน” เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2561 “นายแสงชัย แหเลิศตระกูล” หรือ “หมอแสง” มีหน้าที่การงานเป็นผู้จัดการการไฟฟ้าภูมิภาค จ.ปราจีนบุรี และมีความสนใจในเรื่องสมุนไพรมานานกว่า 30 ปีโดยศึกษาเรียนรู้มาจากหมอสมุนไพรหมอพื้นบ้านชาวเขมร
สำหรับสูตรสมุนไพรรักษามะเร็งดังกล่าว หมอแสงบอกว่า ในช่วงแรกนำตัวยาทดลองกับสุนัขที่เป็นโรคมะเร็งบริเวณอวัยวะเพศและหาย จากนั้นนำไปรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเมื่อ 10 ปีก่อน ล่าสุด ผู้ป่วยคนดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งตลอดระยะเวลาตั้งแต่แจกสมุนไพรยังไม่ทราบว่าใครได้รับผลเสีย ดังนั้น จึงมีความประสงค์ให้กระทรวงสาธารณะสุขตรวจสอบเพื่อรับรองสมุนไพรดังกล่าวเป็นยาแผนโบราณ สู่กระบวนการรักษาเพื่อนมนุษย์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม กล่าวสำหรับเส้นทางการเป็น “หมอพื้นบ้าน” นั้นถูกเล่าขานเป็นตำนานแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศไทยมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เพราะหมอพื้นบ้านแต่ละรายได้สั่งสมองค์ความรู้ศาสตร์การรักษามานานนับร้อยปีสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เห็นผลเป็นประจักษ์จนสร้างความศรัทธา โดยปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
ในห้วงที่ผ่านมา หมอพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงมีอยู่หลายคนด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น “หมอสอย เพชรฤทธิ์” ชาว จ.นครพนม ที่รู้จักกันดีในนาม “หมอตีนเปล่า” ที่ได้รับ “รางวัลหมอไทยดีเด่น” โดยการคัดเลือกจากกรมพัฒนาการแพทย์ฯ ในปี 2558ซึ่งหมอสอยผู้นี้ได้สืบทอดองค์ความรู้ในการใช้ยาสมุนไพรไทยการรักษาอาการและโรคต่างๆ มาตั้งแต่รุ่นปู่ เรียนรู้เรื่องการใช้สมุนไพรจีน ที่มณฑลยูนนานในสมัยหนุ่มๆ นำความรู้ทั้งแบบไทยและจีนมาประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วยนานกว่า 31 ปี อาทิ รักษาอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ กระดูกหัก กระดูกแตก มะเร็ง งูสวัด ลมพิษ เป็นต้น และที่เห็นผลได้ดี คือ ตำรับยาสมุนไพรรักษามะเร็งลำไส้ ซึ่งใช้สมุนไพร 10 ชนิด มีตัวยาหลัก 3 ชนิด
หรืออย่างในรายของ “หมอพรมมา แสงชมพู” ชาว จ.กาฬสินธุ์ ผู้ได้สืบทอดการใช้ตำรับยาสมุนไพรในการรักษาโรคมาจากตำราใบลานที่เขียนด้วยอักษรธรรมและอักษรลาว จากหลวงปู่เสนตั้งแต่ช่วงบวชเรียนเป็นสามเณร และใช้เพื่อการรักษาผู้ป่วยมาเป็นเวลาถึง 63 ปี ชำนาญการรักษาโรคสตรี อาทิ ประจำเดือนผิดปกติ ตกขาว ยาบำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอด รวมถึงโรคกระเพาะอาหาร โรคนิ่วในไต โรคหอบหืด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคตับ โรคริดสีดวงทวาร และอาการไข้ต่างๆ เป็นต้น
“หมอชอย สุขพินิจ” ชาว จ.สุรินทร์ รางวัลหมอไทยดีเด่น ปี 2559 ผู้มีความรู้ความชำนาญด้านการรักษากระดูกหัก อาการผิดสำแดง อาการพิษ มะเร็ง ริดสีดวง แมลงสัตว์กัดต่อย และถอนคุณไสย หรือท่านที่ได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่น ปี 2560
“หมอทองสา เจริญตา” ชาว จ.ร้อยเอ็ด ผู้สืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นพ่อซึ่งหมอพื้นบ้าน มีตำรายาประจำครอบครัวเป็นอักษรธรรมบันทึกไว้ในใบลาน มีมากกว่า 300 ตำรับยา ชำนาญรักษาโรคไข้หมากไม้ รักษาโรคได้จำนวนมาก ริดสีดวง นิ่วในไต โรคเลือด
สำหรับ กรณีของ “หมอแสง” นั้น แม้มีการรับรองเป็น “หมอพื้นบ้าน” แต่ไม่ได้หมายความว่ายาของหมอแสงได้ขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งตามไปด้วย ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องเร่งเข้ามาตรวจสอบ ทดสอบ เพื่อหาคำตอบว่า สรรพคุณของตำรับยาของหมอแสงนั้นเป็นเช่นไร เป็นเพียงยาบำรุง หรือรักษาโรคร้ายได้จริงหรือไม่ เพราะไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านร้านตลาดจะทำได้ เนื่องจากต้องอาศัยเครื่องมือเครื่องไม้ บุคลากรและงบประมาณในการวิเคราะห์จำนวนไม่น้อย
กระนั้นก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นจาก “ปรากฏการณ์หมอแสง” ในวันนี้ ทุกคนต้องยอมรับร่วมกันว่า มะเร็งนั้นเป็นปัญหาใหญ่ของระบบสาธารณสุขไทย และมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากจริงๆ ซึ่งผู้ป่วย ตลอดรวมถึงญาติพี่น้องของผู้ป่วยก็พร้อมที่จะทดลองกินยาที่ร่ำลือกันว่าทำให้อาการดีขึ้นเพราะหมดหวังที่จะรักษาด้วยวิทยาการการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว


