xs
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ซื้อขายเงินดิจิตัล “Bitcoin” ถ้าไม่มีภูมิ...ถ้าไม่พร้อมเจ๊ง...อย่าเข้าไปยุ่ง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - บิทคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเป็น “สกุลเงินในโลกดิจิตัล” ตกเป็นหัวข้อใหญ่ในแวดวงการเงินการธนาคารไทยอีกครั้ง หลังมีบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งชักชวนนักลงทุนไปซื้อขาย “บิตคอยน์ฟิวเจอร์ส (Bitcoin Futures)” ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในต่างประเทศ และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ บริษัทหลักทรัพย์แห่งนั้นคือ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

เหตุผลที่ ก.ล.ต.ให้ไว้ก็คือ เป็นสัญญาฟิวเจอร์สที่ซื้อขายในตลาด The Chicago Mercantile Exchange และ The CBOE Futures Exchange ซึ่งเป็นตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในสหรัฐอเมริกา ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Commodity Futures Trading Commission ของสหรัฐอเมริกา (US CFTC)

และบริษัทหลักทรัพย์ไทยสามารถบริการลูกค้าที่ประสงค์จะลงทุนผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในต่างประเทศดังกล่าวได้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นตลาดที่อยู่ใต้กำกับขององค์กรสมาชิก International Organization of Securities Commissions (IOSCO) ซึ่งมีข้อตกลงความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน

ขณะเดียวกันถึงแม้ ก.ล.ต.ไม่ได้ห้าม เพราะมีความเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องฉ้อโกงหรือฟอกเงิน แต่ก็ได้ออกโรงเตือนถึง “ความเสี่ยงที่สูงมาก” ทั้งความผันผวนของสกุลเงินดิจิทัลที่เป็นสินค้าอ้างอิง รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด (leverage) ในตัว ทำให้อัตราของผลกำไรขาดทุนสูงกว่าสินค้าอ้างอิง และการต้องเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการถูกเรียกหลักประกันเพิ่มรายวัน ซึ่งผู้ลงทุนต้องคำนึงถึงความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนด้วย หากไม่เข้าใจ หรือไม่พร้อม ก็ควรหลีกเลี่ยง พร้อมกำชับบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการในลักษณะดังกล่าว ต้องประเมินความเหมาะสมในการแนะนำลูกค้า โดยคำนึงถึงความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ฐานะทางการเงิน และความสามารถในการรับความเสี่ยงของลูกค้าด้วย

“การที่เราเปิดบริการให้ลูกค้าซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์ส ท่ามกลางกระแสความกังวลว่า การซื้อขายบิทคอยท์ที่ร้อนแรงมาตั้งแต่ต้นปี 60 จนถึงขณะนี้ กำลังจะเป็นฟองสบู่ในไม่ช้านั้น เราเล็งเห็นว่า มีนักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยที่สนใจและสามารถรับความเสี่ยงได้ เมื่อตลาดล่วงหน้าระดับโลกอย่าง CME และ CBOE นำบิทคอยน์เข้ามาเป็นสินค้าอ้างอิงให้มีการซื้อขายอย่างเป็นทางการ และมีระบบการชำระราคาที่เชื่อถือได้ ย่อมทำให้เกิดการยอมรับบิทคอยน์ฟิวเจอร์สมากขึ้นเนื่องจากมีการกำกับดูแลจาก กลต. ของสหรัฐฯ และมีกฎหมายควบคุมชัดเจน นอกจากนี้ ข้อดีของการซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์สคือ มีโอกาสทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ทำให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์และเลือกวิธีการลงทุนในสภาวะที่ราคาบิทคอยน์ฟิวเจอร์สมีความผันผวนได้ โดยนักลงทุนสามารถเลือกส่งคำสั่งซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์สได้เองแบบเรียลไทม์ผ่านระบบออนไลน์ของ บล. ฟิลลิป หรือส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง”

นั่นคือคำชี้แจงจาก นายซี คิ-ออง เลาว์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ฟิลลิป (ประเทศไทย) และต้องถือว่า บล.ฟิลลิปเป็นโบรกเกอร์รายเดียวในประเทศไทย ที่เปิดให้บริการซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์สอย่างเป็นทางการ ทั้งตลาด CBOE (Chicago Board Options Exchange) และ CME (The Chicago Mercantile Exchange) ซึ่งเป็นตลาดล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดและมีปริมาณซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สสูงที่สุดในโลกและเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์สอย่างเป็นทางการแล้ว

บล.ฟิลลิปฯ เป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ก่อกำเนิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2518 โดยมีสำนักงาน 30 แห่งใน 16 ประเทศ และถือเป็นบริษัทหลักทรัพย์แรกที่เปิดให้บริการบนดิน หลังที่ผ่านมาซื้อขายกันอย่างหลบๆ ซ่อนๆ

กล่าวสำหรับ บิทคอยน์ (Bitcoin) อธิบายความสั้นๆ ได้ว่า เป็นสกุลเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ต้องใช้วิธีการเข้ารหัส หรือCryptocurrencyซึ่งถูกสร้างและเก็บมูลค่าไว้ในโลกออนไลน์ เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยไม่ขึ้นกับสกุลเงินใดๆ โดยมีอยู่หลายร้อยสกุล ในชื่อต่างๆ กัน เช่น Litecoin, Ethereum และ Zcash แต่บิทคอยน์ (BTC)ได้รับความสนใจมากที่สุด

มีข้อมูลบันทึกเอาไว้ว่า สกุลเงินบิทคอยน์ ถูกคิดค้นขึ้นในปี 2552 โดย “เครก สตีเวน ไรท์” ชายวัย 45 ปี ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเขาเปิดเผยเรื่องนี้กับสำนักข่าวบีบีซี, นิตยสารดิอีโคโนมิสต์ และนิตยสารจีคิว พร้อมนำหลักฐานการสร้างมายืนยัน

ทั้งนี้ แม้สกุลเงินบิทคอยน์จะถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2552 แต่ก็เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนสังคมออนไลน์บางกลุ่มเท่านั้น กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ได้ปิดเว็บไซต์ “ซิลค์โรด” ซึ่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดและรับทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม พร้อมกับยึดเงินบิทคอยน์ได้ถึง 26,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 3.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 115 ล้านบาท ชื่อของ “บิทคอยน์” จึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเป็นครั้งแรก

สำหรับการหาเงินบิทคอยน์นั้น สามารถทำได้โดยใช้วิธีที่เรียกว่า “ทำเหมือง” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “การขุดบิทคอยน์” โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายแก้โจทย์คณิตศาสตร์ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนไม่น้อย เป็นค่าเครื่อง ค่าซออฟต์แวร์ และค่าไฟ จากนั้นจึงจะได้รับบิทคอยน์ จำนวน 10 บิทคอยน์ ทุกๆ 25 นาทีที่เข้าร่วมแก้โจทย์ดังกล่าว ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีนักขุดบิทคอยน์อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

ในหลายประเทศ เช่น จีน และ รัสเซีย มีการลงทุนสร้างเครื่องขุดที่ประกอบด้วยเครื่องประมวลผลจำนวนหลักพัน หรือที่เรียกว่า “ฟาร์มขุดบิทคอยน์” ซึ่งมีการดูอย่างเป็นระบบในโกดังขนาดใหญ่ แต่ในประเทศไทยการขุดส่วนมากยังเป็นการทำเองในที่พักอาศัยมากกว่า ทว่า ก็มีการดำเนินงานในลักษณะฟาร์มหรือเหมืองอยู่เช่นกัน เช่นมีการโฆษณาว่ามีการเปิดฟาร์มขุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่จังหวัดอุดรธานีด้วยเงินลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เป็นต้น




วิธีการขุด bitcoin มี 3 วิธีด้วยกันคือ

1.ใช้การ์ดจอขุด เป็นวิธีการที่ใช้กันเป็นจำนวนมาก นั่นคือการใช้ฮาร์ดแวร์ขุด bitcoin ซึ่งปกติแล้วจะใช้การ์ดจอ ในการขุด เช่น GTX970 หรือ R9 280 เป็นต้น โดยในช่วงที่บิทคอยน์ฟีเวอร์นั้น ถึงกับทำให้การ์ดจอคอมพิวเตอร์ขาดตลาดทั่วโลก และลามถึงประเทศไทย เพราะการ์ดจอเป็นอุปกรณ์ตัวหลักและต้องใช้มากถึง 6 ชิ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งที่มีการจัดงาน “COMMART JOY 2017” มีการให้ข้อมูลว่า มากกว่าครึ่งของผู้รอคิวเข้างานมีเป้าหมายที่การซื้อการ์ดจอเพื่อนำไปขุดบิทคอยน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การ์ดจอที่ใช้ขุดบิตคอยน์ ส่วนใหญ่จะใช้รุ่น RX570, GTX1080Ti เป็นต้น ราคาอยู่ที่ 6,000-30,000 บาทขึ้นไป หรือซื้อเป็นเครื่องขั้นต่ำที่ 60,000 บาทขึ้นไป

2.ใช้เครื่องASIC Miner หรือการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบขึ้นมาเพื่อขุด bitcoin โดยเฉพาะ เครื่องเหล่านี้มีชื่อเรียกว่าเครื่อง Asic Miner ซึ่งมีหลายบริษัทที่ผลิตเครื่องเหล่านี้มาจำหน่าย

3.ขุดแบบ Cloud Mining หรือการเช่ากำลังขุด จากเหมืองขุดทั่วโลกที่มีการเปิดให้บริการอยู่

ขณะที่การนำมาใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ผู้ใช้งานจะต้องลงซอฟต์แวร์เพื่อสร้างบัญชี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนในการใช้บริการ ขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก สามารถซื้อขายกับเงินจริงๆ ได้ในหลายๆ สกุล อีกทั้งยังถ่ายโอนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ทำให้การทำธุรกรรมระหว่างประเทศเป็นเรื่องง่าย

อย่างไรก็ดี นอกจากการขุดแล้ว การหาเงินบิทคอยน์ยังสามารถทำได้ด้วยการ “ซื้อ” แต่ไม่ต้องการลงทุนทำเหมืองขุดบิทคอย์เอง ต่อมา และนั่นได้ส่งผลทำให้เกิดธุรกิจ หรือ “ตลาด” ซื้อขายบิทคอยน์ขึ้น โดยราคาที่ถูกปั่นขึ้นไปสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ตลาดซื้อขายตราสารล่วงหน้าใหญ่ที่สุดของอเมริกา คือ Chicago Board Options Exchange หรือ CBOE และ The Chicago Mercantile Exchange หรือCME ที่ชิคาโก เปิดการซื้อขายตราสารบิทคอยน์ ล่วงหน้า หรือ Bitcoin Futures เพราะทำให้เกิดภาพว่า บิทคอยน์ เป็นสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับ เช่น ตลาด CME ที่ใช้ราคาสินทรัพย์อ้างอิงโดยนำราคาบิทคอยน์จากหลายแหล่งซื้อขายที่สำคัญมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อลดความผันผวนของราคาบิทคอยน์ฟิวเจอร์ส หรือหยุดพักการซื้อขายของตลาดชั่วคราว หากราคามีความผันผวนถึงระดับที่กำหนดไว้

บิทคอยน์ ซึ่งเปิดตัวทำการซื้อขายครั้งแรกในตลาดฟิวเจอร์สครั้งแรกในวันที่ 10 ธันวาคม 2560ที่ ตลาดซื้อขายทางเลือกชิคาโก CBOE (Chicago Board Options Exchange) และเพียงแค่ในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการทำการซื้อขาย สามารถไต่ระดับขึ้นจากการเปิดตัวที่ราคา 15,460 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 16,000 ดอลลาร์ ก่อนทำสถิติไต่ไปที่ระดับสูงสุดที่ 18,700ดอลลาร์ของวัน หรือเพิ่มมากกว่า 21% ก่อนที่ราคาปิดสุดท้ายอยู่ที่ 18,100 ดอลลาร์ มากกว่า 1,700 ดอลลาร์ของราคาซื้อขายบนตลาดซื้อขายเจมินี (Gemini Exchange) ที่มีเจ้าของและผู้บริหาร คือ คาเมรอน (Cameron) และไทเลอร์ วิงเคิลวอสส์ (Tyler Winklevoss) นักลงทุนด้านสกุลเงินดิจิตอล

กล่าวสำหรับจุดเด่นของบิทคอยน์ที่เหนือกว่าสกุลเงินแบบดั้งเดิมก็เช่น การโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางคอยยืนยันการทำธุรกรรม ส่งผลให้การโอนเงินเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาราว 10 นาที ซึ่งรวดเร็วกว่ารูปแบบเดิมที่ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วัน

ปัจจุบัน ประเทศที่มองว่า cryptocurrency เป็นสกุลเงินทางเลือกและยอมให้ใช้อย่างเป็นทางการมีจำนวนไม่มากนัก อาทิ ญี่ปุ่นซึ่งอนุญาตให้ใช้ Bitcoin เป็นหนึ่งในรูปแบบการชำระเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงมีการออกใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจแก่ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล

อย่างไรก็ดี ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่มีการออกกฎระเบียบที่ชัดเจนเนื่องจากมองว่า cryptocurrency เป็นเพียงสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น บางประเทศกลับมีความเคลื่อนไหวและการส่งสัญญาณในเชิงลบอีกด้วย เช่น ภาครัฐของจีนที่สั่งห้ามกิจกรรมการระดมทุนผ่านสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering: ICO) และสั่งปิดบริษัทที่ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล เพราะเห็นว่า มันคือการหลอกลวง

ขณะที่ในประเทศไทย ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประกาศชัดเจนว่า ไม่ยอมรับให้ “บิทคอยน์” เป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency ) เช่น Bitcoin Ethereum Litecoin เป็นต้น มาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทั้งสำหรับการใช้จ่ายตามร้านค้าทั่วไป รวมไปถึงการชักชวนให้ร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าว จึงอาจทำให้เกิดข้อสงสัยแก่ประชาชนว่า เงินดิจิทัล และธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้น ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 กระทรวงการคลัง และหน่วยงานกำกับดูแล ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกัน ดังนี้

1.ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีของสกุลเงินดิจิทัล (Blockchain) มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการทางการเงินและสร้างนวัตกรรมอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ แต่ในประเทศไทยเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ยังไม่ยอมรับเงินสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

2. ปัจจุบัน มูลค่าของเงินสกุลดิจิทัลมีความผันผวนมาก เกิดจากความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายเป็นหลัก จนอาจไม่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และบางกรณีมีลักษณะเก็งกำไรสูง ดังนั้น ผู้ที่ถือเงินสกุลดิจิทัล จึงมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนสูงได้ด้วย ผู้ลงทุนจึงควรตระหนักว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด

3. ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูงก่อนตัดสินใจลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เนื่องจากอาจมีผู้มีเจตนาทุจริตมีพฤติกรรมหลอกลวงเงินจากประชาชน โดยอ้างถึงการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล และจูงใจด้วยผลตอบแทนสูงในระยะเวลาสั้น ๆ เช่นเดียวกับกรณีแชร์ลูกโซ่ โดยอาจสังเกตเบื้องต้นจากวิธีการชักจูงด้วยการเสนออัตราผลตอบแทนที่สูงเกินความเป็นจริง การกดดันให้ต้องรีบตัดสินใจลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนด้วย

4. ในบางกรณี การทำธุรกรรมด้วยเงินสกุลดิจิทัลอาจไม่ได้ผ่านการระบุตัวตน หรือการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินอย่างครบถ้วน จึงอาจเป็นช่องทางให้ผู้มีเจตนาทุจริตใช้ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงินประชาชน ประชาชนจึงอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวโดยไม่ได้รู้เห็นมาก่อน

5. หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการติดตามพัฒนาการของสกุลเงินดิจิทัลอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี แม้ในวันนี้ในสายตาของหลายคนบิทคอยน์จะยังไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบิทคอยน์จะไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะจากกลุ่ม “นักลงทุนทองคำ” ที่ในระยะหลังหันไปซื้อขายเงินสกุลดิจิตัลในตลาดล่วงหน้าเป็นจำนวนไม่น้อย อาทิ มหาเศรษฐี Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้ง PAYPAL และ VENTURE CAPITALIST ที่บอกว่า ผู้คนกำลังประเมินบิทคอยน์ต่ำเกินไปและเขามองว่าบิทคอยน์คล้ายคลึงกับทองคำ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการลงทุนหลายคนต่างออกมาเตือนเหล่านักลงทุนที่ลงทุนในบิทคอยน์ อาทิ Warren Buffett เรียกบิทคอยน์ว่า “real bubble” ด้านนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลอย่าง Joseph Stiglitz กล่าวว่า “บิทคอยน์ประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้และไม่มีการกำกับดูแลและควรถูกใช้ในเรื่องผิดกฎหมาย”

หรือนายเจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเจพีมอร์แกน ออกมาเตือนว่า ฟองสบู่บิตคอยน์ หรือ สกุลเงินดิจิตอลจะแตกในที่สุด และจะต้องปิดตัวลง เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่อุปโลกขึ้นเท่านั้น และกล่าวอีกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เลวร้ายกว่า “การตื่นหัวทิวลิป” ที่เคยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซี่งนับเป็นภาวะฟองสบู่แตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ส่วน Jeff Christian กรรมการผู้จัดการของกลุ่ม CPM ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะมีค่า เคยออกมาเตือนนักลงทุนว่าบิทคอยน์ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยและไม่ใช่สินทรัพย์ที่จับต้องได้ และมองว่าสกุลเงินดิจิตอล (cryptocurrency) ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเก็งกำไร กล่าวโดยสรุปก็คือ “ซื้อได้” และ “ไม่ผิดกฎหมาย” ในประเทศไทย เพียงแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่รับรองสถานะการเป็นเงินที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และ “นักลงทุน” จะต้องพร้อมรับ “ความเสี่ยง” และ “ความเสียหาย” ที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกรูปแบบ เพราะไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยและไม่ใช่สินทรัพย์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะบรรดา “แมงเม่า” ที่ไม่มีความรู้เพียงพอในการซื้อขายในตลาดล่วงหนาที่มีความผันผวนอย่างสูง


กำลังโหลดความคิดเห็น...