xs
xsm
sm
md
lg

อายุ 92-สู้เพื่อชาติปราบคนโกง ยังไม่แก่ไปสำหรับดร.เอ็ม

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


ในที่สุด ดร.เอ็ม หรือคุณหมอมหาเธร์ โมฮัมหมัด ก็ได้รับเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์จากพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านของมาเลเซีย (เมื่อ 2-3 วันนี้เอง) ให้เป็นตัวแทนพรรคแนวร่วมที่จะเข้าแข่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

การเลือกตั้งของมาเลเซียก็เหมือนกับของไทยคือ พรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภา จะได้ตำแหน่งนายกฯ โดยขณะนี้แนวร่วมพรรคฝ่ายค้านกำลังตีตื้นคะแนนขึ้นมาสูสีกับพรรคใหญ่เก่าแก่อัมโน (UMNO-ย่อมาจาก United Malays National Organisation) ที่มีนายกฯ นาจิบ ราซัค เป็นผู้นำอยู่

ดร.เอ็ม ในวัย 92 ปีเคยเป็นนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งถึง 22 ปีกับการชนะเลือกตั้งติดต่อกันถึง 5 สมัย และได้นำพามาเลเซียสู่ความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจจนสามารถลืมตาอ้าปากเข้ากลุ่มประเทศพัฒนาได้อย่างไม่อายใคร

ดร.เอ็ม จะนำทีมฝ่ายค้าน โดยมีแพทย์หญิงวัน อาซีซะห์ ภรรยาของนายอันวาร์ อิบราฮิม (อดีตรองนายกฯ และรมต.หลายสมัยของนายกฯ มหาเธร์) เข้าผนึกเป็นผู้สมัครในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (เพราะนายอันวาร์ ยังอยู่ในคุกด้วยความผิดมีเพศสัมพันธ์กับไม้ป่าเดียวกัน-ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงในมาเลเซีย)

การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหานี้ โดยนายกฯ นาจิบ ราซัค น่าจะประกาศยุบสภาเพื่อเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งที่จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากที่สุด อย่างไรเสีย ก็จะเป็นภายในปีนี้ที่นายราจิบจะหมดวาระ

สำหรับดร.เอ็มนั้น อายุ 92 แล้ว แต่สุขภาพเขายังดีมาก เพราะตัวเองก็เป็นแพทย์อยู่เอง และภรรยาก็เป็นแพทย์เช่นเดียวกัน จึงรักษาสุขภาพอย่างดี แตกต่างจากนายทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ที่อายุแค่ 72 แต่เกิดอาการหลงลืม อย่างที่หลายๆ คนในหนังสือล่าสุด Fire and Fury : Inside the Trump White House ได้บอกกับนายไมเคิล วูลฟ์ และนายวูลฟ์ก็ประสบกับตนเองว่า นายทรัมป์เกิดอาการเบลอ พูดซ้ำด้วยประโยคเดิมคำต่อคำ ในเวลาประมาณ 30 นาที-หลังจากได้พูดไปแล้วครั้งหนึ่ง และขณะนี้ การพูดซ้ำของนายทรัมป์กำลังลดเวลาลงมาเป็น 15 นาที...ล่าสุด...ในเวลาเหลือเพียง 10 นาทีก็จะเริ่มพูดซ้ำ โดยตัวเองไม่รู้ตัว...ซึ่งเป็นอาการของการหลงลืม (Dimentia) หรืออาการน้องๆ ของอัลไซเมอร์ที่นายโรนัลด์ เรแกน เคยเป็นมากขึ้นๆ...จนจำอะไรไม่ได้เลยก่อนเสียชีวิต

เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า ศัตรูของศัตรู-จะกลายเป็นมิตรของเราได้ เพราะมีศัตรูร่วม หรือหัวอกเดียวกัน; สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นระหว่างดร.มหาเธร์กับนายอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งนายอันวาร์ต้องเข้าไปอยู่ในคุกขณะนี้ ก็เพราะดร.เอ็มเป็นผู้ปลดนายอันวาร์ออกจากตำแหน่งรองนายกฯ และรมต.คลัง ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรง-การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ช่วยชายของตนเอง
<b>นายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกฯ</b>
ความจริง นายอันวาร์เคยถูกจัดว่า จะเป็นทายาทของดร.เอ็ม ในตำแหน่งนายกฯ ของมาเลเซีย เพราะนายอันวาร์เคยเป็นผู้นำยุวชนของพรรคอัมโนที่เป็นผู้นำนักศึกษาที่เฉลียวฉลาดและมีความเป็นผู้นำสูงมาก

เขาเคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลของดร.เอ็ม ในหลายๆ กระทรวง ทั้งมหาดไทย, ศึกษาฯ, คลัง และรองนายกฯ เรียกว่า เดินตามเส้นทางของดร.เอ็มทีเดียว

แต่เหตุการณ์วิกฤตการเงินต้มยำกุ้ง ที่กระหน่ำประเทศไทย, อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เมื่อ 1997 ทำให้ดร.เอ็มเริ่มแตกคอหนักกับอันวาร์ เพราะนายอันวาร์นิยมแนวทางแก้ไขปัญหาแบบไอเอ็มเอฟ คือยังดำรงการเปิดเสรีทางการเงิน (ตอนนั้นเขาเป็นรมต.คลังอยู่ด้วย) ขณะที่ดร.เอ็มเริ่มเห็นค่าเงินริงกิตของมาเลเซียเริ่มตกฮวบลง

นายกฯ มหาเธร์สั่งปิดประเทศด้านการเงิน ห้ามนำเงินออกนอกประเทศ (Capitial Control หรือควบคุมการนำเงินตราเข้า-ออกจากประเทศ) ท่ามกลางการสาปแช่งของเหล่าธนาคารและนักการเงินต่างประเทศ ที่เงินของตนไปติดอยู่ในมาเลเซีย-เอาออกมาไม่ได้

แต่วิธีของดร.เอ็ม ทำให้มาเลเซียไม่ล้มละลายทางการเงิน (แบบไทย, อินโดฯ, เกาหลีใต้)...จนขนาด ศ.พอล ครุกแมน ตอนหลังได้ออกปากชม และถึงกับเขียนจดหมายชื่นชมดร.มหาเธร์ ที่ตัดสินใจถูกต้อง ที่ไม่ทำตามคำแนะนำของไอเอ็มเอฟ...และสูตรของดร.เอ็มนี้เป็นเรื่องน่าศึกษาอย่างยิ่งในการเกิดวิกฤตการเงินในที่อื่นๆ

เป็นวีรกรรมของดร.เอ็มที่ช่วยชีวิตประเทศมาเลเซียอย่างที่มหัศจรรย์ยิ่ง และมาเลเซียไม่ต้องเป็นทาสไอเอ็มเอฟแบบที่ไทยเราต้องก้มหน้าก้มตาชดใช้กรรม

ผลงานของดร.เอ็ม ยังมีอีกมากมาย ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเฟื่องฟูมาก และมีการชี้นำด้วยเอกสาร (เมื่อปี 1991) Way Forward : Vision 2020 ที่วางแผนให้ประเทศที่เป็นเกษตรกรรมจะแปลงโฉมเป็นประเทศที่มาแล้วภายใน ค.ศ. 2020 (อีก 2 ปีนี้) ซึ่งจะต้องทำหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจบางแห่ง (เช่น สายการบิน), การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะไอที

ซูเปอร์ไฮเวย์ใหญ่จากเหนือสุดเป็นแกนสำคัญเชื่อมถึงใต้สุด ก็เป็นผลงานของดร.เอ็ม รวมทั้งการผลิตรถยนต์เองยี่ห้อโปรตอนก็มาจากฝีมือของดร.เอ็ม

แม้ตะวันตกจะวิพากษ์ว่า ดร.เอ็มไม่ให้เสรีภาพสื่อและการประท้วงต่างๆ แต่เขาก็สามารถผลักดันจนมาเลเซียไปล้ำหน้ากว่าไทยหลายขุม และไม่มีการโกงกินอย่างโจ๋งครึ่มแบบบ้านเรา

อีกข้อวิพากษ์ก็คือ ดร.เอ็มผลักดันให้เพื่อนร่วมชาติส่วนใหญ่ที่เป็นชาวมาเลย์ ได้มีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงแหล่งของเงิน (ผ่านการกู้ยืมจากธนาคารต่างๆ) เพื่อเอาเงินไปเป็นผู้ประกอบธุรกิจ แทนการงอมืองอเท้าและเป็นแต่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการถ่วงดุลกับบรรดาชาวจีนที่คุมเศรษฐกิจของประเทศ โดยนโยบายนี้คือ การอุ้มเหล่าชาวมาเลย์ที่เรียกว่า “ภูมิบุตรา” เพื่อให้ชาวมาเลย์ได้ลืมตาอ้าปาก

ก็ด้วยนโยบาย “ภูมิบุตรา” นี้แหละ ที่เขาถูกเพ่งเล็งจากท่านนายกฯ อับดุล ราห์มาน รัฐบุรุษผู้ปลดแอกมาเลเซียจากอังกฤษ (เพราะท่านนายกฯ ราห์มาน เกรงว่านโยบายนี้จะเกิดการแตกแยก, หลังเพิ่งประกาศเอกราช) จนดร.เอ็ม (สมัยหนุ่มๆ ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา) ก็ถูกขับออกมาจากพรรคอัมโน...จนเมื่ออับดุล ราซัค (พ่อของนายกฯ นาจิบ ราซัค) เข้ามาเป็นนายกฯ คนที่ 2 ของมาเลเซีย ก็ได้ตามดร.เอ็มมาเป็นรมต. และต่อมาได้เป็นรองนายกฯ และนายกฯ ในที่สุด

และดร.เอ็มก็เป็นผู้สนับสนุนลูกชายของนายกฯ อับดุล ราซัค ให้มาเป็นรมต.ของตน

แต่วันนี้ ด้วยหลักฐานที่เด่นชัดว่า นายกฯ นาจิบ ราซัค ได้มีการแอบไซฟ่อนเงินจากกองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติ (1 MDB) ไปใช้เป็นการส่วนตัว จึงทำให้ดร.เอ็มซึ่งแม้เกษียณอายุไปนานแล้ว ก็ต้องออกมานำขบวนประท้วงและกดดันให้นาจิบ ราซัคลาออก จนดร.เอ็มก็ถูกสอบจากรัฐบาลของนาจิบ

ดร.เอ็มห่วงใยบ้านเมือง และต้องการปราบคนโกง แม้คนนั้นจะเป็นผู้ที่เขาสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ก็ตาม เพราะภารกิจปราบคนโกง เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพื่อแผ่นดิน


กำลังโหลดความคิดเห็น...