xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการของตรรกะและแบบแผนของพรรคการเมืองไทย (1)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

นับตั้งแต่มีการใช้ระบอบประชาธิปไตยเมื่อ ๘๕ ปี ที่แล้ว ตรรกะและแบบแผนความคิดเกี่ยวกับ “พรรคการเมือง” ของ “ชนชั้นนำไทย” ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกำหนดรูปลักษณ์ของพรรคการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจหลายประการ

เริ่มจากความรู้สึกหวาดระแวงในการจัดตั้งเป็นกลุ่มและองค์การทางการเมือง จึงไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองในสนามการเลือกตั้ง จากนั้นก็เริ่มคิดใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพของรัฐบาล จึงมีการรับรองเอาไว้รัฐธรรมนูญและให้อิสระในการดำเนินงาน และในที่สุดก็ออกกฎหมายมากำกับโดยตรง ครั้นเมื่อเห็นว่าไม่สามารถใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลในการสร้างความมั่นคงให้แก่อำนาจของตนเองได้ ก็โยนเครื่องมือนี้ทิ้งลงในถังขยะทางประวัติศาสตร์ไปเสีย

ในระยะแรกของการเปลี่ยนผ่านการปกครอง ชนชั้นนำไทยห้ามมิให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง โดยให้เหตุผลว่า จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมา ช่วง ๒๔๗๕ ถึง ๒๔๘๙ จึงเป็นการเมืองที่ปราศจากพรรคการเมือง ใครประสงค์ลงเล่นการเมืองก็ทำได้อย่างเป็นอิสระ สามารถเดินไปสมัครรับเลือกตั้ง หาเสียง และหากได้รับชัยชนะในสนามการเลือกตั้งก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้เลย เมื่อเข้าไปอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถแสดงบทบาทอย่างเป็นอิสระ ส.ส.บางคนก็แสดงบทบาทในการเป็นผู้แทนราษฎรได้อย่างโดดเด่น แต่บางคนก็เริ่มแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ของตน การยกมือสนับสนุนร่างกฎหมายใดๆกฎหมายหนึ่งก็กลายเป็นกลไกการต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันระหว่างรัฐบาลและส.ส.

ครั้นกระแสประชาธิปไตยในระดับสากลเพิ่มสูงขึ้น ด้วยชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองของฝ่ายประเทศพันธมิตรที่ส่วนใหญ่ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เหนือระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ของฝ่ายอักษะ ชนชั้นนำไทยก็รับอิทธิพลจากกระแสดังกล่าวด้วย และเริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อพรรคการเมือง โดยมองว่าสามารถใช้พรรคการเมืองเป็นกลไกในการเข้าสู่อำนาจและสร้างเสถียรภาพแก่ได้บาลได้ จึงมีการกำหนดลงไปในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๔๘๙ รับรองสิทธิของประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมือง เปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง ขณะเดียวกันก็ให้ปัจเจกบุคคลสมัครรับเลือกตั้งอย่างอิสระโดยไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองได้ สนามการเลือกตั้งจึงมีทั้งผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระ

ช่วงแรกกลุ่มคนที่จัดตั้งพรรคการเมืองก็มิได้เป็นกลุ่มนายทุนแต่อย่างใด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เคยเป็น ส.ส.มาแล้ว และบางส่วนก็เป็นชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม พรรคการเมืองที่โดดเด่นในยุคนั้น เช่น พรรคสหชีพ ซึ่งมีกลุ่มอดีต ส.ส.จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแกนนำโดยมี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค พรรคแนวรัฐธรรมนูญ มีอดีตข้าราชการเป็นแกนนำ และมี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค และ พรรคประชาธิปัตย์ มีชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นแกนนำ และมี นายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค เป็นต้น

แต่เพียงปีเศษๆ หลังจากนั้น ในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๐ กลุ่มทหารโดยการนำของ พลโท ผิน ชุณหะวัณ ก็ทำการรัฐประหารโดยอ้างเหตุผลว่า ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤติการณ์ ประชาชนเดือดร้อน ข้าวยาก หมากแพง รัฐบาลและสภาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากปล่อยเอาไว้ก็จะทำให้ประเทศหายนะได้ แต่การรัฐประหารครั้งนั้นไม่ได้ยุบพรรคการเมือง คงปล่อยให้พรรคการเมืองดำเนินการทางการเมืองต่อไป

ในช่งแรกๆทหารยุคนั้นคงมีความกระดากใจในการขึ้นมาเปิดหน้าขึ้นมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองทันที จึงให้นายควง อภัยวงศ์จัดตั้งรัฐบาล ส่วนกลุ่มของตนเองชักใยกำกับอยู่เบื้องหลัง และได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในเดือนมกราคม ๒๔๙๑ หลังการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวน ส.ส. มามากพอสมควร กลุ่มทหารจึงยอมให้พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่เป็นอยู่ได้เพียงเดือนกว่าๆเท่านั้น รัฐบาลนายควง ก็ถูกกลุ่มทหารบังคับให้ลาออก และยกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้แก่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกโยนให้เป็นฝ่ายค้าน แต่นั่นก็กลับกลายเป็นว่าทำให้บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ดูดีขึ้น ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองที่วิจารณ์ทหารและต่อสู้กับเผด็จการ

ช่วงที่จอมพลแปลก เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่หลังวันที่ ๘ เมษายน ๒๔๙๑ เป็นต้นมา จวบจนสิ้นอำนาจในเดือนกันยายน ๒๕๐๐ ได้เกิดปรากฎการณ์อันเป็นแบบแผนบางอย่างของการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาในบริบทการเมืองไทย แบบแผนที่ว่าคือ ในบรรดาผู้เป็นส.ส. จะมีแกนนำทำหน้าที่รวบรวม ส.ส. เข้ามาเป็นกลุ่มก้อน เพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง หลักคิดของบรรดา ส.ส.ที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งพรรคการเมืองคือ พวกเขาจะไม่เข้าไปอยู่ในพรรคใหญ่ เพราะโอกาสต่อรองเพื่อให้ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมีความยากลำบาก ดังนั้นหนทางที่ทำให้มีโอกาสได้ตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การจัดตั้งพรรคของตนเองโดยมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีปริมาณ ส.ส.มากเพียงพอสำหรับการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี

ตรรกะของการจัดตั้งพรรคการเมืองจึงประกอบด้วย ความปรารถนาในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนักการเมืองที่เป็น ส.ส. หนทางที่จะทำให้ได้ตำแหน่งนั้นมาคือ การมีสมาชิกพรรคที่เป็นส.ส.จำนวนหนึ่ง ที่มีปริมาณเพียงพอที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองตำแหน่งมาได้ จึงนำไปสู่การรวบรวม ส.ส.ที่มีอยู่แล้วในสภาจำนวนหนึ่งและจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาชนของนายเลียง ไชยกาล และพรรคกสิกรรมของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันนานนท์)

เงื่อนไขที่บรรดา ส.ส.ยอมไปสังกัดพรรคเหล่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า ผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่พวกเขาได้รับมีมากน้อยเพียงใด เมื่อใดก็ตามที่พรรคการเมืองอื่นเสนอผลประโยชน์ให้มากกว่า พวกเขาก็พร้อมที่จะย้ายพรรคได้ทุกเมื่อ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลในยุคนั้นไม่มั่นคง จนนำไปสู่การรัฐประหารตนเองของจอมพลแปลก ในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๔ สำหรับข้ออ้างการรัฐประหารตนเองในครั้งนั้นค่อนข้างจะพิสดารอยู่นิดหนึ่งคือ อ้างว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๙๒ ทำให้ไม่สะดวกในการบริหารประเทศ บางทีข้ออ้างนี้อาจจะถูกนำมาใช้อีกครั้งในยุคปัจจุบันก็ได้ เพราะเริ่มมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งมีนัยว่าเหตุการณ์คล้ายคลึงกับอดีตอาจจะกลับมาอีก เช่น การที่ผู้อยากจะเป็นนักการเมืองและอดีตนักการเมืองเสนอให้ใช้มาตรา ๔๔ แก้กฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งประกาศใช้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติถูกตรึงเอาไว้ ด้วยประกาศ คสช.

การเสนอให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองทั้งๆที่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง ย่อมเป็นเค้าลางที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ใหญ่กว่าในอนาคตได้ นั่นคือ หากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการบริหารประเทศ ก็อาจนำไปสู่การรัฐประหารได้

ย้อนกลับมาดูพรรคการเมืองในอดีตต่อ ใน พ.ศ. ๒๔๙๘ หลักคิดเกี่ยวกับพรรคการเมืองได้วิวัฒนาการมาสู่การใช้กฎหมายรองรับ ในครั้งนั้นได้เกิดพรรคทหารขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ชื่อ พรรคเสรีมนังคศิลา ซึ่งมีจอมพลแปลก เป็นหัวหน้าพรรค สรรพกำลังของบรรดาผู้นำทหารทั้งที่ยังประจำการและเกษียณไปแล้วถูกระดมเข้ามาอยู่ร่วมในพรรคนี้อย่างพร้อมเพรียง ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่บอยคอต ไม่ยอมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งใน พ.ศ. ๒๔๙๕ เพราะรับไม่ได้กับการที่จอมพลแปลกรัฐประหารตนเอง ในกรณีประชาธิปัตย์จะเห็นว่า การใช้แนวทางการบอยคอตการเลือกตั้ง เป็นวิธีการที่พรรคใช้เพื่อประท้วงการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของฝ่ายที่ครองอำนาจทางการเมืองมานานแล้ว และถูกหยิบมาใช้ซ้ำอีกครั้งในการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๙

ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๐ เมื่อฝ่ายรัฐบาลทหารจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเองและส่งสมาชิกพรรคสมัครรับเลือกตั้ง ผลที่ตามมาคือ การใช้อำนาจรัฐทุจริตเลือกตั้งอย่างมโหฬาร และพรรคเสรีมนังคศิลาได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด นับเป็นครั้งแรกของการเมืองไทยที่มีพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งจากเสียงข้างมาก แต่ก็เกิดขึ้นท่ามกลางการประท้วงของนักศึกษาและประชาชนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการรัฐประหารของจอมพลสฤดิ์ ธนะรัชต์ ในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน แต่กระนั้นก็ไม่มีการยุบเลิกพรรคการเมืองแต่อย่างใด การเลือกตั้งทั่วไปถูกจัดขึ้นมาอีกครั้งในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน พรรคที่สนับสนุนทหารก็ได้มีการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ชื่อ พรรคสหภูมิ ซึ่งรวบรวมอดีตส.ส.ที่ไม่สังกัดพรรค และอดีต ส.ส.ที่เคยสังกัดพรรคเสรีมนังคศิลาเข้ามาอยู่ร่วมกัน ส่วนพรรคเสรีมนังศิลานั้นก็สลายหายไปตามการจากไปของผู้นำ ที่ต้องลี้ภัยในต่างประเทศหลังการรัฐประหาร

แม้ว่าจะมีพรรคสหภูมิสนับสนุน แต่กลุ่มอำนาจนำฝ่ายทหารก็ยังไม่อุ่นใจดีนัก ดังนั้นหลังการเลือกตั้งไม่นาน จอมพลสฤดิ์ จึงตั้งพรรคการเมืองของตนเองขึ้นมา ชื่อ พรรคชาติสังคม ซึ่งได้ทำการควบรวมเอาสมาชิกพรรคสหภูมิและพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ เข้ามาอยู่รวมกัน และมอบให้พลโทถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพชั่วคราว ส่วนตนเองนั้นไปเตรียมการยกเครื่องการเมืองไทย และกลับมารัฐประหารยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในเดือนตุลาคม ๒๕๐๑ และในการรัฐประหารครั้งนั้นจอมพลสฤดิ์ ได้สั่งยุบพรรคการเมืองทุกพรรค อันเป็นการปิดฉากบทบาทของพรรคการเมืองลงไปอย่างยาวนาน

ในระยะยี่สิบห้าแรกของการเมืองแบบเลือกตั้งของไทยนั้น พรรคการเมืองมีโอกาสโลดแล่นในสนามเลือกตั้งและเกมอำนาจทางการเมืองประมาณสิบสองปีเท่านั้น ตรรกะที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองในระยะนี้มีอยู่สามชุดหลักคือ ตรรกะชุดแรก เป็นตรรกะหลักของชนชั้นนำทางอำนาจไทยที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านการปกครอง ซึ่งมองว่าพรรคการเมืองเป็นองค์การที่จะสร้างความวุ่นวายและขัดแย้งในสังคม ทำให้เกิดความหวาดระแวงและไม่ยอมให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง

ตรรกะชุดที่สอง เป็นตรรกะที่วิวัฒนาการขึ้นมาอีกระดับของชนชั้นนำทางอำนาจที่เริ่มจะคุ้นเคยกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ชนชั้นนำทางอำนาจคิดว่า การทำให้อำนาจของตนเองมีเสถียรภาพ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. ในปริมาณที่เพียงพอ ดังนั้นพรรคการเมืองจึงกลายมาเป็นเครื่องมือในการรวบรวม ส.ส. ให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อสนับสนุนรัฐบาล และทำให้เกิดเสถียรภาพขึ้นมา แต่ครั้นพบว่าพรรคการเมืองไม่สามารถเป็นกลไกที่ทำให้เกิดประสิทธิผล จึงตัดสินใจทำลายเครื่องมือนั้นเสีย และสร้างกลไกใหม่ขึ้นมาแทนนั่นคือระบบรัฐราชการ

ตรรกะชุดที่สาม เป็นตรรกะของนักการเมืองผู้มีความปรารถนาในตำแหน่งรัฐมนตรี พวกเขามองว่าพรรคการเมืองคือกลไกการรวบรวมส.ส.ให้เป็นกลุ่มก้อนในปริมาณที่เพียงพอ โดยไม่น้อยหรือมากจนเกินไปเพื่อสร้างอำนาจต่อรองตำแหน่งและผลประโยชน์ นักการเมืองเหล่านี้ตระหนักว่าพวกเขามิใช่และไม่สามารถทำให้ตนเองเป็นกลุ่มอำนาจหลักทางการเมืองได้ ดังนั้นจึงพยายามสร้างพรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กและกลาง ซึ่งมีจำนวนส.ส. เพียงพอที่จะทำให้ได้รับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีจากกลุ่มอำนาจหลักในการจัดตั้งรัฐบาล

หลังจากวิวัฒนาการมาเพียงสิบกว่าปี ตรรกะและแบบแผนบางอย่างของพรรคคการเมืองก็เกิดขึ้น แต่ดำรงอยู่ได้ไม่นาน เส้นทางวิวัฒนาการก็หยุดชะงักลงไป เพราะพรรคการเมืองก็ถูกยุบเลิก สำหรับวิวัฒนาการในช่วงสองจะเป็นอย่างไรบ้าง ตรรกะและแบบแผนเดิมมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ในเรื่องใดบ้าง และมีตรรกะชุดใหม่เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ สัปดาห์หน้าพบกันอีกทีครับ

(ติดตามอ่านตอนที่ 2 สัปดาห์หน้า)