xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

จับ “ฟลุ๊คศรี มณีเด้ง” สะเทือนตลาดมืด “บุหรี่ไฟฟ้า” สิงห์อมควันผวาโทษหนัก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ  และน้ำยาที่ใช้กับบุหรี่ไฟฟ้า
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ปลุกกระแส บุหรี่ไฟฟ้า (E-cigarette) ขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากกรณี “จับบุหรี่ไฟฟ้า-ยึดรถ” การจับกุมเน็ตไอดอลหนึ่งในข้อหามีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง

สัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว “ฟลุ๊คศรี มณีเด้ง” เน็ตไอดอลผู้เคยตกเป็นประเด็นฉาวเรียกเสียงฮือฮากรณีไลฟ์โชว์เต้ารีวิวสินค้า ในข้อหามีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง โดยจับกุมคาด่านตรวจค้น สภ.เมืองพัทยา หลังตรวจพบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขว้าง โดยเฉพาะในประเด็นการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่และวิธีปฏิบัติต่อผู้ต้องหา

ถึงขั้นเปรียบเทียบการปฎิบัติอต่อผู้ต้องหา “ฟลุ๊คศรี มณีเด้ง” ผู้ต้องหามีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง กับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม “เปรี้ยว ฆ่าหั่นศพ” เมื่อครั้งถูกจับกุมซึ่งได้รับการปฏิบัติเคารพสิทธิเป็นอย่างดี จนเกิดคำถามในสังคมว่าการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า โทษรุนแรงกว่าคดีฆาตกรรมหรือยาแสพติดหรืออย่างไร

ร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเเละหัวหน้าคณะรักษาความสงบเเห่งชาติ (คสช.) ต้องออกมาปราม โดยให้สัมภาษณ์ถึงการจับกุมหญิงสาวผู้นี้ในข้อหาครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ความว่า

“บอกว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วต้องผ่อนผันไป ไม่ต้องทำอะไรหรือไง ทุกอย่างมันจะเกิดจากกฎหมายเล็กๆ ถ้าละเมิดกัน ก็จะปานปลายไปใช้กฎหมายแรงๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นมา ดังนั้นต้องหยุดตั้งแต่แรก เน็ตไอดอลที่ว่าทำผิดหรือเปล่า ยอมรับความผิดไม่ใช่หรือ เขาก็เอาไปควบคุมตัวก็ดิ้นรนเกลือกกลิ้งอยู่อย่างนั้น แล้วก็มาพาลให้คนรู้สึกว่ารุนแรงเกินไป แล้วทำไงจะให้ปล่อยไป เเล้วอุ้มหรือ แล้วก็บอกว่าเอาทหารเจ้าหน้าที่ไปอุ้มประชาชนอีก ปัดโธ่!” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ขณะเดียวกันก็ปลุกกระแส “บุหรี่ไฟฟ้า หรือ E-cigarette” ขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคมอีกครั้ง ในแง่กฎหมายประเทศไทย บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในสถานะ “สินค้าต้องห้าม” ห้ามนำเข้าราชอาณาจักรไทย ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ลงวันที่12 ธันวาคม 2557

โทษสำหรับผู้ผลิตนำเข้าและส่งออก จำคุกไม่เกิน10 ปี มีค่าปรับกว่า 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษสำหรับผู้ครอบครอง จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับเงิน 4 เท่าของราคาสินค้าหรือทั้งจำทั้งปรับ

ทนายเกิดผล แก้วเกิด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบายสร้างความเข้าใจประเด็นกฎหมายต่อประชาชนในเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ความว่า

“บุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศ ของ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กฎหมายจึงหมายถึงว่า คนไทยทุกคน ตั้งแต่คลอด แล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย ต้องรู้ว่า กฎหมายห้ามนำเข้า เมื่อกฎหมายห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร จึงต้อง เกี่ยวเนื่องกับกฎหมายศุลกากร ที่บัญญัติว่า

“มาตรา ๒๔๔ ผู้ใดนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร หรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือการถ่ายลำโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือ #ข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ผู้ใดพยายามกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

“ส่วนคนที่ สูบ หรือ มีไว้ครอบครองเพื่อสูบ แม้มิใช่คนนำเข้า กฎหมาย ก็บังคับว่า ท่านต้องรู้ว่า ห้ามนำเข้า และการนำเข้าผิดกฎหมาย (แม้ความจริง ท่านจะไม่รู้อะไรเลยก็ตาม)

“เมื่อสิ่งผิดกฎหมายอยู่ในการครอบครองของท่าน กฎหมายจึงบัญญัติว่า ...ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๔๒

“แปลว่า #รับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๔๒ ก็เป็นความผิด ส่วนจะแก้ตัวว่าไม่รู้ ก็คงฟังไม่ขึ้น เพราะกฎหมายปิดปาก เนื่องจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

“พรบ.ศุลการกร จึงบัญญัติว่า มาตรา ๒๔๖ ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๔๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับเป็นเงิน ๔ เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือทั้งจำทั้งปรับ

“การกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการกระทำโดยรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๔๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ

“การกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการกระทำโดยรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๔๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ #แชร์วนไป”

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลเผยว่าหลายประเทศทั่วโลกสนับสนุน “บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย” อาทิ สหรัฐฯ รัสเซีย ฯลฯ หรือ สิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันอนุญาติให้ครอบครองไม่ผิดกฎหมาย แต่ยังไม่อนุญาตให้จำหน่าย ก็มีแนวทางดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นนวัตกรรมช่วยชีวิตนักสูบ

อ้างอิงบทความเรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้า : เมื่อรัฐไทยวิ่งไม่ทันนวัตกรรม” โดย GMlive เผยรายงานของ Public Health England ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุขประเทศอังกฤษตีพิมพ์รายงาน E-cigarettes : an evidence update อธิบายว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน ซึ่งงานวิจัยเรื่อง Nicotine without smoke : Tobacco harm reduction จาก Royal College of physicians ประเทศอังกฤษ ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2016 ให้ข้อมูลสนับสนุนว่า อัตราส่วนสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายโดยวัดจากผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นระยะเวลานานนั้นได้มีการอธิบายว่าไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของบุหรี่มวน

“เมื่อเปรียบเทียบแล้วสารประกอบในน้ำยาของบุหรี่ไฟฟ้ามีเพียงนิโคตินประกอบกับสารอื่นๆ ที่เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ Propylene Glycol (PG) และ Vegetable Glycerin (VG) และ/หรือ สารให้ความเย็นจำพวกเมนทอล และสารให้ความหวานเท่านั้น ต่างจากบุหรี่มวนที่มีสารพิษอื่นๆ ที่เกิดจากการเผาไหม้ เช่น ทาร์ ไซยาไนด์ คาร์บอนมอนนอคไซด์ เป็นต้น”

ขณะองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าว่า ปริมาณสารพิษที่ตรวจสอบได้จากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าน้อยกว่าบุหรี่มวนทั่วไป แต่ปริมาณของสารพิษอาจแตกต่างกันไปตามแบรนด์ตามส่วนผสม แต่การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะยาวเพิ่มแนวโน้มที่ทำให้เกิดโรคอย่างมะเร็งปอด และโรคอื่นๆ เช่นเดียวกัน

เช่นเดียวกับ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการแข่งขันทางการค้า (ACCC) ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยผลการทดสอบบุหรี่ไฟฟ้า ลักษณะท่อโลหะที่ให้ความร้อนกับของเหลวซึ่งมักถูกแต่งกลิ่นด้วยนิโคตินและปล่อยไอน้ำออกมาเมื่อถูกสูบเข้าไป พบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีทั้งสารก่อมะเร็งและสารพิษ ฟอร์มาดีไฮด์ แอซีทัลดีไฮด์ และอะโครลีน

สำหรับทิศทางบุหรี่ไฟฟ้าการนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายยังคงมีข้อถกเถียงกันอยู่ในหลายประเด็น เป็นต้นว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นช่องทางที่นำสารเสพเสพติดอย่างสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งทางการแพทย์การเสพติดสารนิโคตินจัดเป็นโรคชนิด บุหรี่ไฟฟ้ากระตุ้นให้คนพยายามเลิกสูบบุหรี่ธรรมดาหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน และการที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายนั่นหมายความว่าสังคมยอมรับการสูบบุหรี่มากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือกลุ่มเยาวชนเริ่มการเสพติดบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นสิ่งของต้องห้ามในประเทศไทย แต่ในความเป็นจริงหาซื้อง่ายตามแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะในโซเซียลมีเดีย นอกจากความเหตุผลที่ฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านยกมากล่าวอ้าง ประเด็นหนึ่งที่กำลังถูกจับมองคือเรื่องการกีดกันทางการค้า เพราะการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมาย อาจเป็นการ “ซ้ำเติมยาสูบไทย” ซึ่งยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกอยู่ในขณะนี้

เนื่องจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ตั้งแต่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบให้ยอดการจำหน่ายบุหรี่ของโรงงานยาสูบลดลง 41 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจาก พ.ร.บ. ดังกล่าวเปิดช่องให้บุหรี่ต่างชาติลดราคาจำหน่ายบุหรี่ลงจากเดิมเพื่อแย่งชิงตลาดบุหรี่ไทย พร้อมเพิ่มแนวโน้มการสูบบุหรี่ในประเทศให้สูงขึ้น เพราะคนสามารถซื้อบุหรี่ต่างชาติในราคาที่ถูกลง

และข้อเท็จจริงประการหนึ่ง หากมีการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้ามาขายเสรีหรือผลักดันให้ถูกตามกฎหมายจะทำให้โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง สูญเสียรายได้มหาศาล ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายสำคัญ ความว่า

"การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย หากมีการแข่งขันโดยลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้ามาขายอย่างเสรีจะทำให้โรงงานยาสูบเสียรายได้ โดยกำหนดแนวทางในการควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งการออกกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องต่างๆ ..."




กำลังโหลดความคิดเห็น...