xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ฟอกขาว เรือเหี่ยว-ไม้ล้างป่าช้า? ทำงานแบบนี้ดีต่อใจ “คสช.”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - อัตราเร่งในการเดินหน้าสู่ความเสื่อมแห่งชาติมาเร็วเกินคาดหมาย หลังกรณี “ป่ากระทิงแดง” ยังไม่ทันจางหาย ก็มาเจอพวกเดียวกันสอย “เรือเหี่ยว” ร่วงใส่หัว ตามติดด้วย ไม้ล้างป่าช้า จีที 200 ที่ยิ่งเหมือนวัวพันหลักเข้าไปทุกที

งานนี้ การใช้บริการของ “หน่วยงานฟอกขาว” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะไม่เช่นนั้น วิกฤติแห่งศรัทธาที่รุมเร้าอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดคิดได้

เพียงแต่ไม่แน่ใจนักว่า เที่ยวนี้จะสัมฤทธิผลหรือไม่ เพราะถ้าจะว่าไปแล้วภาพลักษณ์และผลงานของหน่วยงานดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมาๆ ได้สร้างความปริวิตกในหมู่ประชาชนไม่น้อย

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเสียงวิจารณ์กันหึ่งตามมาว่า การตรวจสอบเรื่อง “เรือเหี่ยว-เรือเหาะ” ของหน่วยงานตรวจสอบเงินของแผ่นดิน คงเป็นมวยล้มตั้งแต่ในมุ้ง พอๆ กันกับการตรวจสอบไม้ล้างป่าช้า จีที 200 ของหน่วยงานตรวจสอบทุจริตแห่งชาติ ที่ตั้งท่ามาตั้งแต่ปีมะโว้จนบัดนี้จะยังวนๆ อยู่ในอ่าง

เหตุที่น่าผิดหวังและวังเวงกลัวว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูเสียเหลือเกินกับการทำงานของเครื่องฟอกเปาเอ็มวอช ก็เพราะเมื่อไม่นานมานี้ เครื่องฟอกยี่ห้อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มี นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าฯสตง. เพิ่งมีผลงานผ่านตาประชาชนชาวไทยมาหมาดๆ ในโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนแบบโปรสุดๆ ซื้อ 2 แถม 1 ในราคา 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งอื้ออึงไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่าและเงื่อนงำมีนอกมีใน

คราครั้งนั้น ผู้ว่าฯ สตง. ก็ได้จัดการตรวจสอบโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำแบบด่วนๆ ไม่กี่สัปดาห์ถัดมาก็สรุปผลออกมาแบบไม่มีปัญหาใดๆ การจัดซื้อจัดจ้างถูกต้อง มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เหมาะสมที่กองทัพเรือจะต้องซื้อเรือดำน้ำและยังย้ำให้เชื่อมั่นการตรวจสอบของ สตง.

ไม่แตกต่างไปจากผลการตรวจสอบทุจริตโครงการอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งผู้ว่าฯ พิศิษฐ์ ขันอาสาไปตรวจสอบแล้วการันตีว่า "ไม่มีหัวคิว ไม่แพง ไม่มีทุจริต"

คราวนี้ หลังมีข่าวฉาวโฉ่ของเรือเหี่ยวออกมา ขาเก่าเจ้าประจำ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินหน้ากระทุ้งด้วยการเข้ายื่นหนังสือต่อ สตง. ให้ตรวจสอบกรณีเรือเหาะเรือเหี่ยว มูลค่า 350 ล้านบาท ที่เสนอจัดซื้อจัดหาและเข้าประจำการเมื่อปี 2552 ในยุค “บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็น ผบ.ทบ.หลังจาก พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. สั่งปลดประจำการ

“... ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาประชาชนคนไทยไม่เคยได้รับรู้ถึงความสำเร็จอันเกิดจากการทำงานของเรือเหาะดังกล่าวแต่อย่างใด พื้นที่ 3 จังหวัดก็ยังคงเกิดปัญหาความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน.... เรือเหาะดังกล่าวจึงเป็นยุทธภัณฑ์ที่ไม่มีประสิทธิผลใดๆ ดังข้ออ้างในการเสนอจัดซื้อจัดหา.... เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าเป็นยุทธภัณฑ์ที่ไม่มีประสิทธิผล ล้าสมัย และราคาแพง ไม่มีความคุ้มค่า .... ผู้ที่เสนอ/อนุมัติกลับนำเงินภาษีของปวงชนชาวไทยทั้งชาติไปละลายเอากับการจัดซื้อเรือเหาะหรือยุทธภัณฑ์ที่ไร้ประสิทธิผล...”

“การดำเนินการดังกล่าวต้องมีผู้รับผิดชอบ ... สมาคมฯ จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อไต่สวน ตรวจสอบ เสนอ ป.ป.ช. ลงโทษ ... พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. ในช่วงขณะที่เสนอจัดซื้อจัดหาเรือเหาะดังกล่าว....ว่าใช้อำนาจเป็นไปตามกฎหมายการเงินการคลังและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร....”

เมื่อนายศรีสุวรรณ ส่งลูกเข้าเท้า สตง. จึงเด้งรับทันควัน เป็นการทำงานตามภารกิจหน้าที่อันสอดคล้องต้องตามความต้องการเคลียร์ข้อกังขาจากทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาล คสช. ที่พึงพอใจในผลงานของ สตง.ยุคนี้เป็นพิเศษ กระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตาม ม. 44 ต่ออายุเก้าอี้ให้ท่านผู้ว่าฯ สตง. หลังจากหมดวาระไปแล้ว

งานตรวจสอบเรือเหี่ยวเรือเหาะเมื่อเทียบกับของใหญ่อย่างเรือดำน้ำหรือว่าโครงการอุทยานราชภักดิ์ถือว่าเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว ท่านผู้ว่าฯพิศิษฐ์ จึงบอกว่า สตง.จะมีการพิจารณาเอกสารหลักฐานการใช้งานเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และตรวจสอบถึงการใช้งานที่ผ่านมาว่ามากน้อยเพียงใด โดยใช้เวลา 30 วัน ก็รู้ผลแล้ว

“ยืนยันไม่มีความกังวลใดๆ ในการตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะได้ติดตามและรวบรวมข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลของ สตง.โดยตลอด เพราะเป็นประเด็นที่สังคมอยากรู้คำตอบ สตง.จะนำข้อมูลที่มีอยู่มาประเมินร่วมกับพยานหลักฐานที่ส่งมา ซึ่งไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน” ผู้ว่าฯ สตง. รับประกันความผิดหวัง และคล้ายจะบอกใบ้ว่าคำตอบจะออกมาเช่นใด

งานนี้เชื่อขนมกินล่วงหน้าได้เลยว่าไร้ปัญหา??
หรือหากพบข้อสังเกตหรือความผิดปกติเพิ่มเติม สตง.ก็พร้อมเตะลูกส่งต่อให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามระเบียบปฏิบัติ และนั่นก็คงรู้ผลแห่งคดีว่าจะออกมาแบบไม่มีอะไรผิดปกติ

สตง.นั้นว่ากันว่าเป็นว่าเป็นเครื่องฟอกชั้นดีแล้ว แต่ยังไม่เทียบเท่ากับป.ป.ช.ในยุค “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ที่ได้ชื่อว่าเป็น “สายตรงวงษ์สุวรรณ” ที่ถูกส่งมานั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเวลานี้ออกตัวแรงล่วงหน้าเลยว่า คงสอบเรือเหาะใหม่ไม่ได้ หากไม่มีหลักฐานใหม่ เพราะ ป.ป.ช. เคยมีมติไปแล้ว เมื่อปี 2558 ว่า “ไม่มีมูลความผิด” เป็นอาการคล้ายปิดประตูรีบปัดสวะให้พ้นตัวเห็นๆ

กรรมการป.ป.ช. อีกคนอย่างนางสุวณา สุวรรณจูฑะ ก็ออกตัวในท่วงทำนองเดียวกันกับประธาน ป.ป.ช. ว่าเป็นเรื่องยากที่ ป.ป.ช.จะหยิบยกเอาเรื่องนี้มาตรวจสอบเอง เพราะไม่มีหลักฐานหรือมูลเหตุเพียงพอ

แต่ยังดีที่นางสุวณา ยังยอมรับว่า แม้ ป.ป.ช.จะเคยสอบและยืนยันความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างเรือเหาะลำนี้ไปแล้วเมื่อปี 2558 แต่ยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ เช่น การใช้งาน การรักษาซ่อมบำรุงปีละ 50 ล้านบาท และโรงจอดที่กองพลทหารราบที่ 15 จังหวัดปัตตานี ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.อาจนำกรณีนี้มาหารือในการประชุมครั้งต่อไป

ย้อนทวนความจำ เมื่อคราวที่มีมติ ป.ป.ช. กรณีการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ของกองทัพบก เมื่อเดือนธ.ค. 2558 นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ ยกคำร้อง ขอให้ถอดถอน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ย้อนหลังในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้กองทัพบกสั่งซื้อเรือเหาะในราคาสูงกว่าความเป็นจริง ผลไต่สวน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าว อนุมัติก่อน นายสุเทพ เข้ารับตำแหน่ง

ส่วนเรือเหาะที่จัดซื้อเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนจึงดำเนินการโดยวิธีพิเศษ และเรือเหาะผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยจากสหรัฐฯ แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และอากาศมีฝนตกชุกจึงต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้เหมาะสมซึ่งไม่พบความผิดปกติตามคำร้อง

ว่ากันตามเนื้อผ้า เนื้อหาที่ขอให้ตรวจสอบการผลาญงบซื้อเรือเหี่ยวนั้นค่อนข้างจะผิดฝาผิดตัวอยู่ เพราะครั้งนั้นเป็นเรื่องขอถอดถอนนายสุเทพ แต่ครั้งนี้ปลายหอกพุ่งเป้าไปยัง “บิ๊กป๊อก” ที่มีข้อมูลชัดว่า อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ตั้งเรื่องจัดซื้อแล้วใช้งานไม่ได้จริงเป็นเรือเหี่ยวเรือห่วยจอดโรงซ่อมตลอดกาล สะท้อนการใช้งบประมาณอย่างไร้ประสิทธิภาพของกองทัพบกในยุคบิ๊กป๊อกเป็นอย่างดี

และไม่ได้มีแค่กรณีเรือเหี่ยวเท่านั้น แต่ยังมีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดGT200-ALPHA 6 ที่ศาลเมืองนอกตัดสินจำคุก-ยึดทรัพย์ “คนขาย”ไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว แต่ “ป.ป.ช.ไทยแลนด์” ยังอ้างไปเรื่อยว่า ขอเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ ยังแปลเอกสารไม่เสร็จ ทั้งที่เคยโม้ว่าจะสรุปสำนวนตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2559 โน่นแล้ว นี่ผ่านมาขวบปีสำนวนยังปิดไม่ลง แถมยังลากถ่วงไปเรื่อยๆ อีกต่างหาก

ก็อีกนั่นแหละ ไม้ล้างป่าช้า GT200 เคยผ่านมือ สตง.ยุคที่ท่านผู้ว่าฯ พิศิษฐ์ ยังขึงขังจะรื้อเรื่องนี้ขึ้นมาตรวจสอบหลังศาลอังกฤษพิพากษายึดทรัพย์ผู้ผลิตเครื่องตรวจจับระเบิดปลอมรุ่นจีที 200 และเคยมีการรายงานผลไปยังพล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2559 พร้อมกับส่งเรื่องให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) และส่งให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราปปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกด้วย

เรียกว่าการเข้ามาตรวจสอบเครื่องจีที 200 และอัลฟ่า โดยเฉพาะหลังศาลอังกฤษมีคำพิพากษา ต่างมะรุมมะตุ้มกันทุกหน่วยงานทั้ง สตง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), ป.ป.ช., ปปง., ศอตช. เพราะงามหน้ากันหนักเนื่องจาก 16 หน่วยงานรัฐถูกหลอกฟันไปกว่าพันล้าน

แต่ไปๆ มาๆ ไม้ล้างป่าช้าก็เงียบเป็นเป่าสาก หลัง “บิ๊กตู่” เสียงเขียวจะไม่มีการตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อจีที 200 ในไทยซ้ำอีก เพราะทุกประเทศก็จัดซื้อเครื่องมือนี้มาใช้ แต่เมื่อพบว่าใช้ไม่ได้ก็ยุติการใช้ ส่วนการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ผลิตหากทำได้ก็จะดำเนินการ

"ทุกคนเขาก็ซื้อทั้งโลก แล้วจะตรวจสอบอะไรอีก เลิกใช้ไปตั้งนานแล้ว ทิ้งลงถังไปแล้วมั้ง ก็มันใช้ไม่ได้ก็คือใช้ไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์สื่ออย่างมีอารมณ์ เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2559 หลังจากที่ สตง.ตั้งท่าจะรื้อตรวจสอบซ้ำ

เรื่องก็เป็นเช่นนั้นแหละพี่น้องประชาชนชาวไทย อย่าได้แปลกใจที่ประธาน ป.ป.ช. สายตรง “วงษ์สุวรรณ” จะเทกรณีเรือเหาะเรือเหี่ยวกับไม้ล้างป่าช้าทิ้งไว้ในลิ้นชัก และท่าทีของ สตง. จะเปลี๋ยนไปอย่างที่เห็นและเป็นอยู่


กำลังโหลดความคิดเห็น...