xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เรื่องเล่า “สรยุทธ์” เช้านี้ ติดคุกอีกยาว นั่นละฮะท่านผู้ชม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จะมีแฟนรายการท่านผู้ชมคนไหนนึกฝันมาก่อนว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของนักเล่าข่าวคนดังอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา เจ้าของบริษัทไร่ส้มฯ อดีตพิธีกรรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” จะลงเอยด้วยการเข้าไปนอนในคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นั่นละฮะ เพราะนักเล่าข่าวคนนี้ถือว่ารอบจัดประสบการณ์สูง ไม่น่าจะมาตกอยู่ในสภาพกิ้งกือหกคะเมนเยี่ยงนี้

แต่ก็อย่างว่า เรื่องที่คิดเองเออเองว่าใครๆ เขาก็ทำกันไม่เห็นมีปัญหาอะไร จะมาโป๊ะแตกเอากับตัวเองเข้าสักวัน

ที่ผ่านๆ มานักเล่าข่าวคนดังผู้ทรงอิทธิพลในวงการสื่อ ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ นาๆ ล้วงเบื้องลึกเบื้องหลัง อะไรต่อมิอะไรมามากมาย อะไรทำได้ ไม่ได้ จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นตามมา ล้วนแต่รู้ซึ้งถึงกระแสเลือด อย่างการโฆษณาเกินเวลาในรายการก็รู้ทั้งรู้ว่า มีปัญหาตามมาแน่ๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องเยี่ยงนี้จะไม่เคยเกิดขึ้นเสียที่ไหน

ปัญหาอยู่ที่ว่านายสรยุทธ แบ่งสันปันส่วนคืนสถานีตามสัญญาแบบตรงไปตรงมา หรือสะกดคำว่า “กินแบ่ง” เป็นหรือไม่ ก็เท่านั้น

ความที่นักเล่าข่าวคนดัง นั่งธรรมมาสน์เทศนาเรื่องความผิดชอบชั่วดีถูกผิดมาตลอด พอมาถึงวันที่ตัวเองทำผิดเสียเอง ศาลท่านจึงไม่รับฟังการยกคุณงามความดีสารพัดที่เคยกระทำมากลบเกลื่อนความผิดที่เกิดขึ้น
ใครที่เป็นพุทธศาสนิกต่างก็รู้แก่ใจดีว่า บุญและคุณงามความดีก็อยู่ส่วนบุญ บาปหรือการกระทำผิดก็อยู่ส่วนบาป ไม่ใช่จะมาหักกลบลบหนี้กันได้แบบเรียนเลขคณิตเสียทีไหน

กรณีนายสรยุทธ นี้เรียกว่ายังเจอรายการจัดหนัก ศาลท่านไม่ให้ประกันตัวด้วยอีกต่างหาก ก็ต้องนอนคุกละฮะท่านผู้ชม ความผิดที่ทำมาตั้งนมนานซุกไว้กว่าสิบปีมาแล้ว นึกว่าจะรอด แต่เจ้า “กรรมชั่ว” นั้นยังดันตามมาทันอีก
เมื่อเป็นคนเด่นดัง ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นนักข่าวรวยระดับพันล้านคนเดียวของสยามประเทศ ถึงบทเจ็บก็เลยเจ็บหนักหน่อย เพราะความดัง และความรวย นั้นมันมีเบื้องหลัง ราคาที่ต้องจ่ายก็ต้องแพงเป็นธรรมดา

สำหรับเรื่องราวคดีของนักเล่าข่าวที่ต้องหอบร่างเข้านอนคุกแล้วละฮะ ต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิต และเส้นทางคดีของกรรมกรข่าวคนดัง ซึ่งเริ่มต้นจากนักข่าวสายการเมือง นสพ.เดอะเนชั่น เมื่อปี 2531 จากนั้นผันมายืนบนเวทีสถานีไอทีวีในฐานะนักวิเคราะห์ข่าวหลายรายการ ทั้งฟังความรอบข้าง ไอทีวีทอล์ก ควบกับสถานีทีวี เนชั่น แชนเนล ทางยูบีซี 8 จัดรายการเก็บตกจากเนชั่น คมชัดลึก ก๊วนกวนข่าว

รวมทั้งมีรายการข่าวคุยคุ้ยข่าว ถึงลูกถึงคน ที่ร่วมกับช่อง 9 ก่อนย้ายมาประจำการที่ช่อง 3 จัดรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ เรื่องเด่นเย็นนี้ และเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ มีแฟนานุแฟนติดตามทั้งประเทศ เมื่อโด่งดังเป็นพลุแตก สรยุทธ จึงแยกวงจากค่ายเนชั่น ตั้งบริษัทไร่ส้ม จำกัด ขึ้นมาผลิตรายการทีวี และตั้งบริษัทชัดถ้อยชัดคำ มารับงานและจัดกิจกรรม ในปี 2546 และ 2547 ตามลำดับ

ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา นับจากตั้งบริษัทจนถึงปี 2559 ทั้งสองบริษัททำรายได้อย่างงดงาม โดยบริษัทชัดถ้อยชัดคำ ทำรายได้รวม 880.9 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 427.4 ล้านบาท บริษัทไร่ส้ม มีรายได้รวม 4,438.92 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,047.5 ล้านบาท รวมๆ แล้วทั้งสองบริษัททำกำไรสุทธิให้กับนักเล่าข่าวในช่วงที่ผ่านมาถึง 2,474.9 ล้านบาทเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจก็คือภายหลังจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดียักยอกทรัพย์เงินค่าโฆษณาของบริษัท อสมท.ที่ออกมาในช่วงปลายเดือน กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2559 ก่อนนำมาซึ่งการยุติบทบาททางด้านหน้าจอในรายการ เรื่องเล่าเช้านี้,เจาะข่าวเด่น รวมถึงเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ทางช่อง 3 นั้น ปรากฏว่ารายได้ในปี 2559 ของบริษัทไร่ส้มได้ลดลงชนิดแบบฮวบฮาบจากปี 2557 และ 2558 ที่มีกำไรที่ 304 และ 320 ล้านบาท เหลือเพียง 36 ล้านบาทเท่านั้น

มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ชื่อเสียงและเงินทองอาจทำให้นักเล่าข่าวย่ามใจ ไม่งั้นคงไม่เกิดเรื่องฉ้อฉลขึ้น โดยเรื่องแดงขึ้นมาเมื่อปี 2549 สหภาพแรงงาน บมจ.อสมท พบว่าบริษัทไร่ส้ม ค้างค่าโฆษณาเป็นเงินเกือบ 100 ล้าน ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ บมจ.อสมท สังเกตพบว่ารายการข่าวเที่ยงคืนออกอากาศช้ากว่ากำหนด นำไปสู่การตั้งกรรมการสอบกันยกใหญ่

หลังการตรวจสอบเสร็จพบมูลความผิด อสมท.จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดการต่อ เพราะ อสทม.มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ กระทั่งมีการชี้มูลความผิด เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2555 ซึ่งในเวลานั้นนายสรยุทธ ยังก๋ากั่นยืนยันพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์

จากนั้น ป.ป.ช.ก็ส่งไม้ต่อมาให้อัยการ ยื่นฟ้องคดีต่อศาลเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2558 โดยระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2548 - 28 เม.ย. 2549 นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จาก บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บมจ.อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

แต่ถึงจะปฏิเสธอย่างไร เมื่อปรากฏหลักฐานโทนโท่ว่ามีการทำผิดสัญญา มีโฆษณาเกินและไม่มีการรายงาน เป็นเหตุให้ อสมท ได้รับความเสียหาย นางพิชชาภา ยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากใบคิวโฆษณารวม แสดงถึงการปกปิดข้อเท็จจริง นางพิชชาภา จึงมีความผิด

ส่วนนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาโดยตลอด ดังนั้นจำเลยที่ 3 น่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การใช้เงินแม้จะให้โดยเสน่หา แต่ไม่รายงานให้ทราบก็เป็นการสนับสนุน

ในการสืบคดี ศาล ยังเห็นด้วยกับ ป.ป.ช.ว่าจำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใด ทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2-4 นำเช็คไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเพราะการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 บริษัทไร่ส้มได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน จำนวน 138,790,000 บาท แก่ อสมท แล้ว จึงลงโทษสถานเบา

คดีดังกล่าว ศาลชั้นต้น พิพากษาแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.595-596/2559 โดยพิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ มาตรา 6, 8, 11 จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯ มาตรา 6, 8, 11 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสุด รวม 6 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ

ศาล พิพากษา จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 หมื่นบาท รวมปรับ 1.2 แสนบาท จำคุกจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 คือ น.ส.มณฑา ธีรเดช พนักงาน บจ.ไร่ส้ม กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 20 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1, 3 และ 4

ต่อมา จำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์สู้คดี กระทั่งเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น “ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท”

ศาลท่านยังว่า “... ส่วนคุณงามความดีที่นายสรยุทธ กล่าวอ้างนั้นเป็นเรื่องของประวัติและความดีคนละส่วนกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด ศาลต้องพิเคราะห์จากพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน”

หลังฟังคำพิพากษา นักเล่าข่าวคนดังถึงกับเครียด และทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องหลักทรัพย์คนละ 4 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัวสู้คดีในชั้นฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกา ได้พิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์ในการประกันตัวของจำเลยแล้ว “เห็นว่า คดีต้องห้ามฎีกา ในชั้นนี้จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวพวกจำเลย ยกคำร้อง”

เมื่อศาลไม่ให้ประกันตัว จากนั้น ก็นอนคุกละฮะ ส่วนจะยื่นขอประกันตัวใหม่นั้น ก็ว่ากันใหม่ เพียงแต่การยื่นคำร้องใหม่นั้นจำเลยจะต้องระบุเหตุและข้อเท็จจริงใหม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของศาลฎีกา

สำหรับเหตุผลที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในชั้นนี้ เนื่องจากคดีต้องห้ามฏีกาในข้อเท็จจริง ตามหลักของประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี โทษปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ ห้ามมิให้คู่ความฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

การยื่นประกันตัวออกไปเพื่อสู้คดีในชั้นฎีกา ก็ว่ากันไป ส่วนการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูงสุดนั้น นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความนายสรยุทธกล่าวว่า คดีนี้ใช้สิทธิ์ยื่นฏีกาได้แต่ต้องให้ผู้พิพากษาหรืออัยการเซ็นรับรอง

กรรมติดจรวดยังตามมาอีกหลายลูก โดยยังมีคดีที่ บมจ.อสมท ยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลแขวงพระนครเหนือ อีกสำนวน ในคดีหมายเลขดำที่ อ.8134/2558 โดยยื่นฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด, บจก.ไร่ส้ม, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา, น.ส.อังคณา วัฒนมงคลศิลป์, น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม และ น.ส.มณฑา ธีระเดช ทั้งสามเป็นพนักงาน บ.ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 1-6 ฐานร่วมฉ้อโกง เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 58 โดยคดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือ นัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 17 ต.ค.นี้

กรรมไล่หลังยังกะลูกระนาดเลยนะฮะท่านผู้ชม แฟนนานุแฟนคงต้องอดใจรออีกยาวกว่านักเล่าข่าวจะพ้นบ่วง “กรรมชั่ว”