xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ชิตังเมโป้ง ย้าย “พงศ์พร” “มหาเถรฯ-ธรรมกาย” เริงร่า..นะจ๊ะ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - และแล้ว “พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เจ้าของฉายา “มือปราบเงินทอนวัด” ก็ถูก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เด้งจากตำแหน่งไปเข้ากรุ “ผู้ตรวจราชการ” ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ไม่ใช่การถูกลงโทษหรือการถูกเด้ง เพราะผมพอใจการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์ธร เห็นได้จากการแต่งตั้งครั้งนี้ ที่ได้เลื่อนมาดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นการพิจารณาเห็นชอบตามความเหมาะสม ตามที่ได้มีการหารือและต้นสังกัดได้ส่งเรื่องขึ้นมา เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์ธร ถือว่าได้ทำงานสำเร็จไปแล้วในบางเรื่อง และเป็นคนดีที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งหลังจากนี้เมื่อมาทำงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะได้ช่วยงานในด้านการปฏิรูป”

พล.อ.ประยุทธ์แจกแจงเหตุผลในการเด้งเข้ากรุ

อย่างไรก็ดี แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะยาหอมว่า ไม่ใช่การลงโทษ ไม่ใช่การถูกเด้ง หากแต่ “ย้าย” เพื่อเพื่อความเหมาะสม” หรือชักแม่น้ำทั้งห้าอธิบายเหตุผลใดๆ ในการย้ายครั้งนี้ ก็มิอาจปิดบังข้อเท็จจริงได้ว่า นี่คือชัยชนะของพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม(มส.) ที่ไม่พอใจการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร กระทั่งในระยะหลังๆ ไม่สามารถเข้าหน้าและไม่สามารถเข้าร่วมประชุม มส.ได้

นี่นับเป็นเรื่องที่ “น่าเสียดาย” และ “น่าหดหู่” ที่สุดครั้งหนึ่งในการตัดสินใจของคณะผู้มีอำนาจในยุคปัจจุบัน ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากกรณีการปล่อยให้ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หนีคดีไปต่างประเทศ ที่คำนึงถึงหลัก “รัฐศาสตร์” มากกว่า “นิติศาสตร์” โดยมุ่งเน้นเรื่องเสถียรภาพหรือความมั่นคงของรัฐบาลเป็นสำคัญ

ไม่อยากมีปัญหากับพระ และยึดมั่นในสุภาษิต “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” เป็นสรณะโดยแท้

อย่างไรก็ดี การย้าย พ.ต.ท.พงศ์พรเป็นเรื่องที่ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่ประการใด เพียงแต่ไม่คิดว่ารัฐบาลจะยอมจำนนง่ายๆ ขนาดนี้ เพราะแรงกดดันที่พระมีต่อ พ.ต.ท.พงศ์พรมีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ย้ายจากดีเอสไอมาเป็น ผอ.พศ.เพื่อควบคุมคดีธรรมกาย และตามต่อด้วยกรณีทุจริตเงินทอนวัด

และคนที่ทำเรื่องหรือทำหนังสือย้าย หรือ “ชง” ให้ย้าย ก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็น “นายวิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมกฎหมายของรัฐบาล ที่ทำหนังสือ “ลับที่สุด” มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 21สิงหาคม 2560 ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะลงนามในคำสั่งย้ายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา

เป็นนายวิษณุซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่า ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับพระเถรานุเถระในมหาเถรสมาคมหลายต่อหลายรูป

ก่อนจะมาเป็น ผอ.พศ. พ.ต.ท.พงศ์พรผ่านงานสำคัญๆ มาแล้วมากมายที่ดีเอสไอ อาทิ เป็นผู้นำกำลังเข้าจับกุม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหารนิตยสาร “วอยซ์ ออฟ ทักษิณ” และแกนนำกลุ่มแดงสยาม ในคดีหมิ่นสถาบัน ขณะหลบหนีไปอยู่ที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

หรือขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากรฯ พ.ต.ท.พงศ์พรคือมือทำคดีรถยนต์หรูเลี่ยงภาษี และรถยนต์โบราณ 2 คัน คดีแรกคือ คดีรถยนต์ของ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

ส่วนคดีที่สองเป็นรถยนต์เบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

จากนั้น พ.ต.ท.พงศ์พ ถูกส่งตรงมาจากดีเอสไอเลื่อนชั้นจาก ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร มาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แทนนายพนม ศรศิลป์ เพื่อมาจัดการสะสางปัญหากรณีวัดพระธรรมกาย โดย พล.อ.ประยุทธ์เซ็นคำสั่งแต่งตั้งเองกับมือ

การย้าย พ.ต.ท.พงศ์พรในครั้งนั้น หลายคนใช้คำว่า “เหลือเชื่อ” หรือ “เหาะเกินลงกา” เพราะถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ก็คงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกระโดดข้ามแบบ Fast Trackรับตำแหน่งซี 10 ระดับอธิบดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้เคยผ่านงานผู้บริหารระดับสูงตามลำดับชั้นมาก่อน

ทั้งนี้ กล่าวสำหรับบทบาทในคดีของพระธัมมชโย พ.ต.ท.พงศ์พร ได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในชุดเจรจาร่วมกับ นายสมเกียรติ ธงศรี ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ในการประสานงานให้พระธัมมชโย เข้ามอบตัวสู้ข้อกล่าวหา แต่ไม่เป็นผล จนดีเอสไอต้องขอศาลออกหมายค้นวัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่อง

ที่ตลกเสียยิ่งกว่าก็คือ หลังโยก พ.ต.ท.พงศ์พรจากดีเอสไอมาเป็น ผอ.พศ.ก็มิได้มีการส่ง “มือไม้” มาช่วยทำงานประการใด องคาพยพทุกอย่างใน พศ.ก็ยังเป็นคนหน้าเดิมๆ ดังนั้น หลังยุติการไล่ล่าตัวพระธมฺมชโยและกลับเข้าสู่โหมดปกติ การทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พรในฐานะ ผอ.พศ.จึงเต็มไปด้วยอุปสรรค ถ้าจะกล่าวว่า พ.ต.ท.พงศ์พรต้องทำงานแบบข้ามาคนเดียวก็คงไม่ผิดอะไรนัก

ขณะเดียวกัน ในการดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ.พ.ต.ท.พงศ์พรไม่ได้มาเป็น เพียงแค่ “แจ๋วพระ” เหมือนที่เคยๆ เป็นมาในอดีต หากแต่เข้ามากวาดล้างความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์อันนำมาซึ่งวิกฤตศรัทธาอย่างต่อเนื่อง

แต่ที่สำคัญที่สุดและถือเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจเซ็นคำสั่งย้ายก็คือ การที่ พ.ต.ท.พงศ์พรเข้าไปมีบทบาทอย่างมากในการสอบสวนคดีทุจริตเงินทอนวัดอันอื้อฉาว รวมทั้งการตรวจสอบงบอุดหนุน โรงเรียนพระปริยัติธรรมของวัดบางแห่ง จนเกิดปัญหากระทบกระทั่งกับพระชั้นผู้ใหญ่และมีการเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างต่อเนื่องถึงขั้นคว่ำบาตรประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับ พ.ต.ท.พงศ์พรมาแล้ว

และแกนนำคนสำคัญที่ออกโรงท้ารบกับ พ.ต..ท.พงศ์พรตามที่ปรากฏเป็นข่าวก็คือ เจ้าคุณนักเทศน์คนดัง ซึ่งก็เป็นที่รับรู้กันดีกว่ามีจุดยืนอย่างข้างวัดพระธรรมกายและเติบโตได้ดีมาได้ด้วยเส้นสายของพระเถรานุเถระรูปใด

เพราะยิ่งตรวจก็ยิ่งพบ และไม่ได้พบแค่วัดบ้านนอกคอกนาเท่านั้น หากแต่พบในวัดสำคัญ ไล่มาตั้งแต่วัดพนัญเชิงฯ ลามเข้ามาถึงวัดใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานครอีกหลายวัด จนเกิดความระส่ำสายไปทั่ว ไม่นับรวมถึงการแตะ “เด็กในคาถา” ที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดพระชั้นผู้ใหญ่ใน มส.ให้พ้นจากตำแหน่ง กระทั่งมีการต่อสายถึงผู้มีอำนาจให้มีการโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พรออกจากตำแหน่ง ผอ.พศ.ไปเข้ากรุนั่งตบยุงเป็นผู้ตรวจราชการในที่สุด

พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วจึงกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “น่าเสียดาย” เพราะเคยปริวิตกเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ พ.ต.ท.พงศ์พรในการเข้ามาตรวจสอบเงินทอนวัดดังๆ มาแล้ว พร้อมกับประกาศออกสื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ยื่นมือเข้ามาดูแล พ.ต.ท.พงศ์พรเป็นพิเศษมาก่อนหน้านี้

ดังนั้น คำอธิบายของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ผู้ซึ่งเป็นคนทำหนังสือขอย้ายเองกับมือที่บอกว่า “เป็นการโยกย้ายตามวาระ เนื่องจากพ.ต.ท.พงศ์พรถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวย พศ. เพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่าง ซึ่งขณะนี้ได้ทำสำเร็จแล้ว จึงเห็นควรให้ย้ายไปดำรงแหน่งอื่นที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งตำแหน่งผู้ตรวจฯจะดูนโยบายในภาพรวม และสามารถเติบโตไปเป็นรองปลัดและปลัดกระทรวงได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การโยกย้ายในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะพ.ต.ท.พงศ์พร เกิดความขัดแย้งกับมหาเถรสมาคม(มส.)อย่างแน่นอน” จึงเป็นสิ่งที่สังคมไม่สามารถรับฟังได้

นายวิษณุบอกว่า ทำงานดี มีประสิทธิภาพ แล้วทำไมถึงถูกย้าย พร้อมโปรยยาหอมแบบไม่อายฟ้าดินด้วยว่า พ.ต.ท.พงศ์พรสามารถเติบโตเป็นรองปลัดและปลัดกระทรวงได้

เป็นตรรกะที่ออกทะเลจนคนฟังแทบจะไปหา “หญ้า” มารับประทานเป็นอาหารหลักกันเลยทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้วคือการเด้ง พ.ต.ท.พงศ์พรเป็นการสยบยอมต่ออำนาจของกรรมการ มส.บางรูป และเป็นกรรมการ มส.บางรูปที่มีสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับระบอบทักษิณ

นับจากนี้เป็นต้นไป คดีเงินทอนวันก็คงค่อยๆ หายไปกับสายลม และกลับสู่ภาวะมืดมนอนธการอีกครั้ง โดยเฉพาะภาวะ “แดนสนธยา” ใน มส.ที่ยังคงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลมืดของ “พระเดชพระคุณหลวงพ่อธมฺมชโย” และ “วัดพระธรรมกาย” เหมือนที่ผ่านมา พร้อมแสดงให้เห็นถึง “ดีลลับปรองดอง” กับระบอบทักษิณที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้คนของระบอบทักษิณคงพอใจรัฐบาลในการเด้ง พ.ต.ท.พงศ์พรพ้นจากเก้าอี้ ผอ.พศ. เฉกเช่นเดียวกับพอใจที่ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ปล่อย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หนีออกนอกประเทศไปได้