xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คลี่ตาข่ายกำราบ “ม็อบแดง” เด็ดปีกก่อนถึงวันชี้ชะตา “ปู”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ดรามาน้ำตารินเรียกคะแนนสงสารและความเห็นใจตลอดการไต่สวนคดีทุจริตจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินมาถึงฉากสุดท้ายแล้ว โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 25 ส.ค. 2560 เวลา 09.30 น.

ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอคอยผลการตัดสินด้วยใจระทึก เพราะคดีนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญในอนาคตทางการเมืองของรัฐบาลทหารและพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าผลแห่งคดีจะออกมาในทิศทางใดล้วนแต่สร้างผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงทั้งสิ้น

เกมการต่อสู้ในคดีนี้จึงไม่ได้จบลงเพียงแต่ในชั้นศาลเท่านั้น แต่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวด้วย ดังจะเห็นจากกระแสเตรียมระดมพล “คนรักยิ่งลักษณ์” และการส่งเสียงปรามจากรัฐบาลทหาร

หากประเมินจากแรงเชียร์ในวันที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงปิดคดีด้วยวาจา เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 ก็เห็นแล้วว่ายังมีมวลชนคนเสื้อแดงที่เป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ไม่ใช่น้อย

อีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่าตลอดเวลาในการสู้คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ใช้การเดินเกมสอดประสานกันไปทั้งการต่อสู้ในชั้นศาลและการเข้าหามวลชนในพื้นที่ โดยเฉพาะฐานเสียงที่เป็น “ชาวนา” ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนที่เธอเชื่อว่าได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวโดยตรง

งานนี้ จึงได้เห็นบทบาทของ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ออกมาเปิดเกมเบรกการเคลื่อนไหวของมวลชนคนรักยิ่งลักษณ์ โดย สตง.เข้าตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งบประมาณจัดกิจกรรมในลักษณะที่หลอกลวงประชาชนว่าจะไปดูงาน แต่กลับถูกพาไปที่หน้าศาลเพื่อรวมพลังให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขึ้นศาลในคดีจำนำข้าว โดยมีข้าราชการบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าวได้ให้ข้อมูลมาแล้ว

"กำลังตรวจสอบอยู่ หากยังไม่มีการเบิกงบประมาณ ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ถ้ามีการเบิกงบประมาณไปแล้ว ก็จะถือว่ามีความผิด จะดำเนินการเอาผิดและเรียกเงินคืนแผ่นดินต่อไป"

การตรวจสอบการใช้งบประมาณในลักษณะดังกล่าวของ อปท. ทาง สตง. เห็นว่า มีเจตนาแอบแฝงเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดความเสียหายต่อการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน

ซ้ำยังแถมอีกดอกว่า สตง. กำลังอยู่ระหว่างการเสนอรายชื่อข้าราชการที่เข้าข่ายทุจริต เพื่อให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) พิจารณาก่อนที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ารายชื่อข้าราชการที่เข้าข่ายทุจริตนั้น สตง.ย่อมหมายหัวผู้บริหาร อปท. เป็นอันดับต้นๆ อย่างที่เห็นในรายชื่อที่สตง.ชงเรื่องส่ง ศอตช.ยื่นเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้อำนาจตามมาตรา 44 ลงดาบมาแล้วหลายรอบ

จุดยืนของผู้ว่าฯสตง.ในเวลานี้ จึงชัดเจนอย่างยิ่งว่ายืนอยู่ข้างรัฐบาลทหารเต็มตัว เพราะนอกจากจะช่วยปราม อปท. ที่เตรียมแผนขนม็อบมาเชียร์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แล้ว ผู้ว่ฯ พิศิษฐ์ ยังเตะลูกออกกรณีที่พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ สตง.เข้าไปตรวจสอบการระบายข้าวของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และการตรวจสอบโกดังเก็บข้าวว่าเป็นไปตามขั้นตอนไม่มีอะไรผิดปกติ

เมื่อ สตง.เปิดเกมเขี่ยลูก และทำหนังสือถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ แจ้งให้อปท.ทราบและกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท. ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 104/2557 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2557 อย่างเคร่งครัด

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เด้งรับรีบทำหนังสือเวียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท.อย่างใกล้ชิดทันที โดย 1.กำชับให้อปท.ที่จัดฝึกอบรมและเดินทางไปศึกษาดูงานให้พิจารณาอนุมัติเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องต่อ อปท. เท่านั้น 2. ให้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอ กำกับดูแลมิให้ อปท.จัดทำโครงการศึกษาดูงานในลักษณะมีเจตนาแอบแฝงเพื่อนำประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง หาก อปท.ใดจงใจหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 104/2557 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2557

“.... ขณะนี้ทางกระทรวงมหาดไทย ยังตรวจสอบไม่พบ และยังไม่มีรายงานเข้ามาว่ามีการทำผิดในพื้นที่ใดบ้าง หาก สตง.มีข้อมูลก็สามารถส่งเรื่องมาได้ เพราะเรื่องนี้มีความผิดทางวินัย หากพบก็จะลงโทษโดยเด็ดขาด ทั้งผู้บริหาร และสภาองค์กรท้องถิ่น” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็รับลูกจาก สตง. ทันควัน

นอกจากนั้น สตง.ยังทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้พิจารณากำชับหน่วยงานในความรับผิดชอบสอดส่องดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ให้เป็นไปตามแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อยที่กำหนดไว้ หากพบเหตุพฤติการณ์การดำเนินการโดยมิชอบ ขอให้ประสานงานกับ สตง.จังหวัด เพื่อดำเนินการป้องปรามเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากบุคคลไม่ประสงค์ดี

ถัดจากนั้น ก็เป็นบทของนายกฯ “บิ๊กตู่” ที่ออกมาเล่นตามเกมด้วยท่าทีกร้าวแบบว่าเจอดีแน่ โดยสำทับว่าเวลานี้ มหาดไทยกำลังตรวจสอบอยู่ หาก อปท.นำงบไปใช้ในลักษณะดังกล่าวถือว่ามีความผิด

“ผมเคยเตือนไปแล้วว่า ผมไม่ได้ขู่ด้วยกฎหมาย เพราะทุกคน ไม่ว่าจะไปที่ศาล ที่ทำเนียบฯ ถ้ากีดขวางการจราจร กฎหมายจราจรก็มีทุกคนจะต้องลงโทษทั้งหมด ผมบอกแล้วว่าผมจะไม่ปล่อยให้กฎหมายถูกละเมิด .... การให้กำลังใจเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่ว่าอะไร แต่ขอให้พอสมควร ไม่ใช่จะระดมขนคนมาให้หมด แล้วมาด่าว่ารัฐบาลปิดกั้น ผมถามว่าปิดกั้นตรงไหน ถ้าปิดกั้นจริง ผมคนคงประกาศห้ามเข้ามาทั้งสิ้น แต่วันนี้ผมยังไม่ได้ประกาศอะไรเลย.... ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ประเมินกำลังม็อบเชียร์ยิ่งลักษณ์วันตัดสินคดีทำนองว่าเพียงหลักพันเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ไม่ห่วงอาจเป็นเพราะมีการล็อกเป้าไว้แล้ว อย่างที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผบ.ทบ. และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ให้สัมภาษณ์หลังประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อประเมินสถานการณ์รับวันตัดสินคดี

โดยประชุมประเมินว่าจะมีมวลชนมาให้กำลังใจประมาณ 1 - 2 พันคน ส่วนใหญ่จะมาจากจังหวัดปริมณฑล เช่น จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และพระนครศรีอยุธยา ส่วนพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน หน่วยงานด้านความมั่นคง จับตากลุ่มแกนนำในพื้นที่ที่อาจเคลื่อนไหวชักชวนคนมาให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งในรูปแบบการเดินทางที่อาจอาศัยรถตู้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณเกือบแสนต่อคัน ส่วนอีกช่องทางคือ รถไฟฟรี ที่จะเดินทางมาก่อนวันตัดสินอย่างน้อย 2-3 วัน โดยจะนัดหมายกันบริเวณดอนเมือง และหลักสี่

ส่วนการดูแลพื้นที่บริเวณหน้าศาลฎีกาจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับผิดชอบหลักโดยใช้กำลังกว่า 2,000 นาย พร้อมให้ส่งกำลังไปดูแลอารักขาบ้านพักของคณะตุลาการฎีกาทั้ง 9 คน ทั้งก่อนที่จะมีคำตัดสิน และหลังคำตัดสินไปแล้ว โดยเบื้องต้นจะยังคงใช้แผนกรกฎ 52

สแกนพื้นที่ ล็อกเป้าแกนนำพร้อมปรามกำลังหนุนทุกทิศทาง ทำเอานางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาโวยวายว่าแกนนำ นปช. ต่างจังหวัด ถูกเจ้าหน้าที่สกัดทุกช่องทางเพื่อไม่ให้เดินทางมาให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันตัดสินคดี แต่ก็เป็นเพียงเสียงโวยที่ไม่มีใครใส่ใจ

และแน่นอนรัฐบาลทหารย่อมไม่ฟังและไม่ให้ราคาอยู่แล้ว ดูจากก่อนนี้มีเรื่องราวการหายตัวแบบปริศนาของแกนนำเสื้อแดงฮาร์ดคอร์อย่าง “โกตี๋” นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ อดีตแกนนำวิทยุเสื้อแดงปทุมธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีอาญา มาตรา 112 และคดีก่อการร้าย สะท้อนให้เห็นการ “จัดการ” กับ “ตัวปัญหา” แม้ว่าถึงวันนี้จะยังไม่กระจ่างชัดว่า “โกตี๋” เล่นละครแหกตาตั้งใจหายตัวไปเองหรือมีใครทำให้หายไปก็ตาม

กล่าวสำหรับคดีทุจริตจำนำข้าว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องเป็นคดีที่ อม.22/2558 เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2558 หลังจากอัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว สร้างความเสียหายแก่รัฐกว่า 5 แสนล้านบาท โดยศาลได้ใช้เวลา 2 ปี 4 เดือน ไต่สวนพยานโจทก์และจำเลยรวมทั้งสิ้น 45 ปาก ก่อนนัดตัดสินในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เป็นกำหนดนัดหมายพิพากษาชี้ชะตาพร้อมๆ กันทั้งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และอีก 2 อดีตรัฐมนตรี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 2 สำนวน พบว่า มี 5 จาก 9 คนที่ร่วมพิจารณาทั้ง 2 คดี

หลังการตัดสินคดีในวันที่ 25 ส.ค.นี้แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังมีลุ้นคดีที่ไปยื่นศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองครั้งที่ 2 หลังจากกระทรวงการคลัง ให้กรมบังคับคดี เริ่มดำเนินมาตรการยึดอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินฝาก โดยนายสมชาย งามวงศ์ชน โฆษกศาลปกครอง กล่าวว่า ตุลาการเจ้าของสำนวน กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารข้อเท็จจริง เพื่อส่งให้ตุลาการผู้แถลงคดีร่วมตรวจดูและทำความเห็นส่วนตน โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์

จากนั้น เมื่อตุลาการผู้แถลงคดีได้ทำความเห็นส่วนตนเสนอองค์คณะแล้ว องค์คณะจะมีคำสั่งออกมา ถ้ามีคำสั่งยกคำร้องการขอทุเลาของผู้ฟ้อง คำสั่งของศาลปกครองกลางนี้ถือเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้ แต่สามารถยื่นคำร้องได้ใหม่หากเกิดเหตุใหม่ แต่ถ้าศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาอย่างหนึ่งอย่างใด คู่ความที่ไม่เห็นด้วยสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...