xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

รัฐธรรมนูญพระราชทาน ก้าวแรกปฏิรูปประเทศ เพื่อปวงประชาชนไทย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ฉบับที่ 20 ของประเทศไทย นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปีพุทธศักราช 2475

ครั้งนี้ยังเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เพราะถือเป็นเพียงครั้งที่ 3 ของพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญเต็มรูปแบบในลักษณะ “มหาสมาคม” ต่อจากพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2475 และปี 2511

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดไม่ได้ในการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวันที่ 6 เมษายน หรือ “วันจักรี” ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย

ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านกระแสพระราชปรารภ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ความว่า

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศ ว่า นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลว่า นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา

“การปกครองของประเทศไทยได้ดำรงเจตนารมณ์ ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อเนื่องมาโดยตลอด แม้ได้มีการยกเลิกแก้ไขเพิ่มเติม และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสมหลายครั้ง แต่การปกครองก็มิได้มีเสถียรภาพ หรือราบรื่น เรียบร้อย เพราะยังคงประสบปัญหาและบางครั้งเป็นวิกฤตทางรัฐธรรมนูญที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากที่มีผู้ไม่นำพา หรือไม่นับถือยำเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริต ฉ้อฉล หรือบิดเบือนอำนาจ หรือขาดความตระหนักสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และประชาชน จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ซึ่งจำต้องป้องกัน และแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษา และการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรม และจริยธรรม

“แต่เหตุอีกส่วนหนึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์การเมือง การปกครองที่ยังไม่เหมาะสมแก่สภาวการณ์บ้านเมือง และกาลสมัย ให้ความสำคัญแก่รูปแบบและวิธีการยิ่งกว่าหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย หรือไม่อาจนำกฎเกณฑ์ที่มีอยู่มาใช้แก่พฤติกรรมของบุคคล และสถานการณ์ในยามวิกฤตที่มีรูปแบบและวิธีการแตกต่างไปจากเดิมให้ได้ผล 

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 พุทธศักราช 2558 จึงได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครอง และเป็นแนวทางในการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น โดยได้กำหนดกลไก เพื่อจัดระเบียบ และสร้างความเข้มแข็งแก่การปกครองประเทศขึ้นใหม่ ด้วยการจัดโครงสร้างของหน้าที่ และอำนาจขององค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ และสัมพันธภาพระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารให้เหมาะสม การให้สถาบันศาล และองค์กรอิสระอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต เที่ยงธรรม และมีส่วนในการป้องกัน หรือแก้ไขวิกฤตของประเทศตามความจำเป็น และความเหมาะสม การรับรอง ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจน และครอบคลุมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยถือว่าการมีสิทธิเสรีภาพเป็นหลัก การจำกัดตัดสิทธิเสรีภาพเป็นข้อยกเว้น แต่การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ เพื่อคุ้มครองส่วนรวม การกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชน เช่นเดียวกับการให้ประชาชนมีหน้าที่ต่อรัฐ การวางกลไกป้องกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ และการกำหนดมาตรการป้องกัน และบริหารจัดการวิกฤตการณ์ของประเทศให้มีสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนได้กำหนดกลไกอื่นตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ระบุไว้ เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผู้เข้ามาบริหารประเทศแต่ละคณะจะได้กำหนดนโยบาย และวิธีดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งยังสร้างกลไกในการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่สำคัญ และจำเป็นอย่างร่วมมือร่วมใจกัน รวมตลอดทั้งการลดเงื่อนไขความขัดแย้ง เพื่อให้ประเทศมีความสงบสุขบทพื้นฐานของความรู้รักสามัคคี ปรองดอง การจะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้ จำต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกภาคส่วน กับหน่วยงานทั้งหลายของรัฐ ตามแนวทางประชารัฐภายใต้กฎเกณฑ์ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และประเพณีการปกครองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และลักษณะสังคมไทย หลักความสุจริต หลักสิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล อันจะทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างเป็นขั้นตอนจนเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งในทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

       “ในการดำเนินการดังกล่าวคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้สร้างความรับรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในหลักการ และเหตุผลของบทบัญญัติต่างๆ เป็นระยะๆ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญ และความหมาย โดยผ่านทางสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสารัตถะของร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเสนอแนะข้อควรแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก็ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุป ในลักษณะที่ประชาชนสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวก และเป็นกลางทั่วไป และจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 

“ในการนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติเสนอประเด็นเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่ง เพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในคราวเดียวกันด้วย การออกเสียงประชามติปรากฏผลว่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ โดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติ เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นเพิ่มเติมดังกล่าว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จึงดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม และได้ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า เป็นการชอบด้วยผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมข้อความบางส่วน และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดำเนินการแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย 

“ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมาแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะบางประเด็นได้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ นายกรัฐมนตรีจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป 

“ทรงพระราชดำริว่า สมควรพระราชทานพระราชานุมัติ จึงมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ขึ้นไว้ ให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ซึ่งได้ตราไว้ ณ วันที่ 22 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557ตั้งแต่วันประกาศนี้เป็นต้นไป ขอปวงชนชาวไทยจงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ในอันที่จะปฏิบัติตาม และพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ เพื่อธำรงคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย และอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และนำมาซึ่งความผาสุกสิริสวัสดิ์ พิพัฒนชัยมงคล อเนกศุภผลสกลเกียรติยศสถาพรแก่อาณาประชาราษฎรทั่วสยามรัฐสีมา สมดั่งพระราชปณิธานปรารถนาทุกประการเทอญ พระพุทธเจ้าค่ะ ขอรับด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม”

….นับแต่นี้ไปก็จะมีความชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองมากขึ้น โดยมีหลักหมุดสำคัญอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ที่สำคัญยังเสมือนเป็นการเริ่มต้น “โรดแมป” อย่างเป็นทางการ ทั้งในเรื่องการปฏิรูปและการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่ตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมายังไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรม ทั้งที่รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเป็นมั่นเหมาะว่าจะขับเคลื่อนการด้านปฏิรูปประเทศหลายสิบด้านในช่วง “โรดแมป คสช.” แต่จนแล้วจนรอดก็มีเพียงความแห้งแล้ง ไร้ซึ่งความหวัง

เพราะตั้งแต่ คสช. เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็ได้ประกาศจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศตาม “โรดแมป คสช.” เริ่มจากการแต่งตั้ง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน ทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแนวทางเพื่อการปฏิรูปในด้านต่างๆ จนมีข้อเสนอออกมาหลายร้อยข้อ แต่ก็ไม่ได้มีการนำออกไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อ สปช.ต้องยุติการทำหน้าที่ไปพร้อมการกับคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ 2558 คสช.ก็ได้ตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีสมาชิก 200 คนขึ้นมาสานงานต่อ แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีผลงานอะไรเด่นชัด พร้อมกับกระแสข่าวที่หลายคนเตรียมลาออกภายใน 90 วัน หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพียงแต่งตัวรอเข้ารับตำแหน่งตามคุณสมบัติที่กติกาใหม่ได้กำหนดไว้

ไม่เพียงแต่องคาพยพจะไร้ผลงานแล้ว กระทั่ง คสช.เองที่มี “ดาบอาญาสิทธิ์” หรือ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ 2557 ที่มีอำนาจครอบจักรวาลอยู่ในมือแท้ๆ ก็ยังไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหา หรือการปฏิรูปประเทศที่จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน คำสั่งมาตรา 44 นับร้อยฉบับ ส่วนใหญ่เน้นไปเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ เป็นที่หวาดหวั่นของเหล่าบรรดาข้าราชการ ขณะที่เรื่องใหญ่ๆกลับกลายเป็น “ดาบทู่ๆ” ที่ไร้แสนยานุภาพ อย่างเรื่องปัญหาวัดพระธรรมกาย หรือกระทั่งมาตรการจราจรเกี่ยวกับรถกระบะล่าสุด ที่เจอ “กระแสโซเชียล” ตีจนถอยร่นแทบไม่ทัน

เกือบ 3 ปีที่ผ่าน จึงเหมือนเสียเวลาไปเปล่าๆ กับในภาพที่ คสช.สร้างขึ้นมาอย่างสวยหรู ดังนั้น 6 เมษายนที่ผ่านมา จึงน่าจะเรียกว่าเป็น “ก้าวแรกของการปฏิรูปประเทศ” ได้อย่างไม่ผิดนัก

ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ได้ให้ความสำคัญและกำหนดไว้เป็นวาระสำคัญ โดยบรรจุกลไกการปฏิรูปประเทศอยู่ในหมวดที่ 16 มาตรา 257-261 ซึ่งเป็นหมวดเกี่ยวกับการปฏิรูปโดยเฉพาะ มีเงื่อนเวลาตามมาตรา 259 กำหนดให้จัดทำกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปภายใน 120 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ และให้เริ่มดำเนินการตามแผนภายใน 1 ปีหลังจากนั้น

เช่นเดียวกับวาระการวางยุทธศาสตร์ชาติ ที่มาตรา 65 กำหนดให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นเพื่อเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศ และมีเงื่อนเวลาตามมาตรา 275 กำหนดให้ จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ ภายใน 120 วัน และจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้เสร็จภายใน 1 ปี

เท่ากับว่า “รัฐบาล คสช.” จะต้องอยู่เพื่อวางโครงสร้างเนื้อหาการปฏิรูปประเทศ-วางยุทธศาสตร์ชาติ อีกอย่างน้อยๆ 16 เดือนเต็ม หรือราวเดือนสิงหาคม 2561 ถึงกันยายน 2561

เป็นไทม์ไลน์ที่ใกล้เคียงกับโรดแมปอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่จะต้องมีการตรากฎหมายลูก หรือยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และการเข้าสู่อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ได้กำหนดให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องร่างให้เสร็จภายใน 240 วัน หรือราว 8 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดเวลาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการประชามติแล้ว กรธ.ก็ได้เริ่มยกร่างกฎหมายทั้ง 10 ฉบับไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของ 4 ฉบับ “หัวใจของการเลือกตั้ง” อันประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนไปพอสมควรแล้ว

และเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ กรธ.ก็เตรียมจะส่งไม้ต่อไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ทันที อย่างน้อยๆ 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อนที่จะทยอยนำร่างที่เหลือเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ครบถ้วนต่อไป

ขณะเดียวกับ สนช.เองก็มีกำหนดเวลาต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆทั้ง 10 ฉบับภายใน 60 วัน หลังจากที่ได้รับร่างจาก กรธ.แล้ว หากนับจากเดือนพฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นเดดไลน์ของทาง กรธ. ก็เท่ากับว่ากระบวนการของ สนช.จะเสร็จสิ้นได้ไม่เกินเดือนมกราคม 2561 เพื่อส่งให้นายกรัฐมนตรีทำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 90 วัน หรือ 3 เดือน คาดว่าจะถึงกระบวนการนั้นราวๆเดือนเมษายน 2561

หากไม่มีประเด็นขัดแย้งที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญก็จะประกาศใช้หลังจากโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงมาแล้ว จากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญประกาศใช้

เท่ากับว่าจะมีการการเลือกตั้งราวเดือนสิงหาคม 2561 ถึงกันยายน 2561 เป็นอย่างช้า

ถึงว่าระยะทางไปสู่การเลือกตั้งยังยาวไกลพอสมควร อีกทั้งงานปฏิรูป-ยุทธศาสตร์ชาติก็ยังเป็น “โจทย์หิน” ของรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะเรื่องเงื่อนเวลาที่ต้องทำให้เป็นรูปเป็นร่างในเวลาเพียงปีเศษ สั้นกว่าเกือบ 3 ปีที่ คสช.บริหารประเทศมาเสียอีก เทียบตรรกกะง่ายๆ หากทุกอย่างสามารถทำได้ในช่วงเวลาปีเศษจริง คสช.คงทำสำเร็จเสร็จสิ้นไปนานแล้วด้วยอำนาจที่มีล้นมือ ไม่จำเป็นต้องมาเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรด้วยซ้ำ

แต่ “แรงกระเพื่อม” ที่จะเกิดขึ้นทันทีทันใดนั้น อยู่ที่ “แผงอำนาจ คสช.” ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากรัฐธรรมนูญได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ทั้งในส่วนองคาพยพแม่น้ำ 5 สาย โดยเฉพาะสมาชิก สนช.-สปท.ที่เตรียมลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วันเพื่อตระเตรียมตัวเขา “สนามการเมือง” ทั้งในฐานะ ส.ส. หรือ ส.ว.ในอนาคต โดยมีข่าวว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 30 รายที่ทยอยลาออกในช่วง 3 เดือนนี้

ในส่วนของ “คนออก” ไปก็น่าสนใจ เพราะเชื่อว่าจำนวนนี้ต้องมีประเภท “หัวหอก-ตัวกลั่น” ที่ฝ่าย “ขุนทหาร” เตรียมใช้งานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะเป็นลักษณะพรรคทหาร หรือเป็น “ดีลเมกเกอร์” ประสานกบฝ่ายการเมือง ขณะที่ “คนเข้า” ก็ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่ง และต้องตรวจดูปูมหลังพื้นเพว่า เป็นใครมาจากไหน อาจจะเป็น “ตัวชี้วัด” ให้เห็นว่าบ้านเมืองจะเดินไปในทิศทางใดเลยทีเดียว

สะเทือนเลื่อนลั่นที่สุดน่าจะเป็น “องค์กรอิสระ” ที่กรรมการในหลายองค์กรต้องลงจากตำแหน่ง เนื่องจากคุณสมบัติไม่ตรงตามสเปกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ เน้นๆไปที่ 3 องค์กรสำคัญอย่าง ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ไล่ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ บุคคลที่เข้าข่ายอาจมีปัญหาคุณสมบัติ ประกอบด้วย ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ จากสายผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ จากสายผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ เนื่องจาก ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น “ศาสตราจารย์” ไม่ถึง 5 ปีขณะเข้ารับการสรรหา จึงเข้าลักษณะขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรา 200 (3) และ (4) ตามรัฐธรรมนูญใหม่

ส่วน ปัญญา อุดชาชน จากสายผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ ไม่เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนได้รับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือที่ปรึกษาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คุณสมบัติจึงขัดมาตรา มาตรา 200 (4) ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ขณะที่ จรัญ ภักดีธนากุล สายผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น “ศาสตราจารย์พิเศษ” ซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้มีการระบุชัดว่า ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการองค์กรอิสระอื่น จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหา

แต่มาตรา 200 วรรคท้ายได้บัญญัติการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรับธรรมนูญนั้นให้นับถึงวันที่ได้รับคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา และในกรณีที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คณะกรรมการสรรหาจะประกาศลดระยะเวลาการเคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวลงก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่า 2 ปีไม่ได้ ซึ่งถ้าคณะกรรมการสรรหาประกาศลดระยะเวลาการเคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวลงจริง นายนครินทร์ ซึ่งได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ เมื่อ 17 ก.พ. 2554 และนายทวีเกียรติได้รับโปรดเกล้าในปี 54 เช่นกันก็อาจจะดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไปได้

ซึ่งเชื่อว่าที่สุดแล้วจะต้องมาถึงศาลรัฐธรรมนูญเองที่ต้องทำหน้าที่วินิจฉัยกันเอง

ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปอย่างไม่มีปัญหาคือ วรวิทย์ กังศศิเทียม ซึ่งมาจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด นายวรวิทย์ได้รับการโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 2551 จึงมีคุณสมบัติตรงตามมาตรา 200 (2) ของรัฐธรรมนูญใหม่ โดยนายวรวิทย์ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญในศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2557 ให้มาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้รับโปรดเกล้าดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 9 ก.ย. 2557 จึงเหลือวาระดำรงตำแหน่งไปจนถึง 28 ก.พ. 2565 ซึ่งจะมีอายุครบ 70 ปี เนื่องจากนายวรวิทย์ เกิดวันที่ 1 มี.ค. 2495 รวมจะได้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 8 ปี

ด้าน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ที่อยู่ในข่ายมีปัญหาเบื้องต้นก็คือ ประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2554 - 24 ก.ย. 2556 ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามเคยดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระตามมาตรา 216 (3) ประกอบมาตรา 202 (1) ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ขณะเดียวกันเคยดำรงตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์ปี 2548-2549 เมื่อนับถึงวันเข้ารับการสรรหาเป็น กกต.เมื่อเดือน ก.ย. 2556 ถือว่าพ้นจากเป็นข้าราชการการเมืองมาเพียง 7 ปี เข้าลักษณะต้องห้ามการดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระตามมาตรา 216 (3) ประกอบมาตรา 202 (4) ตามรัฐธรรมนูญใหม่

อีกหนึ่งเป็นรายของ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง ซึ่งติดปัญหาทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ตามมาตรา 222 วรรคท้ายของรัฐธรรมนูญใหม่ แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าก่อนหน้าดำรงตำแหน่ง กกต.เคยทำงานในองค์กรเอกชนตรวจสอบการเลือกตั้งอย่าง “องค์กรกลาง” มารวมระยะเวลากว่า 24 ปี จึงมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ต้องรอดูท่าทีของคณะกรรมการสรรหาว่าจะกำหนดครอบข่ายงานภาคประชาสังคมไว้แค่ไหน หากไม่ได้ข้อยุติก็คงต้องยืมมือศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเช่นกัน

สุดท้ายที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีกันอยู่ 9 คน เข้าข่ายขาดคุณสมบัติอย่างน้อย 4 คน ตั้งแต่ วิทยา อาคมพิทักษ์ ที่เคยดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินในปี 2557 เข้าลักษณะต้องห้ามเคยดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระตามมาตรา 216 (3) ประกอบมาตรา 202 (1) ของรัฐธรรมนูญใหม่

ขณะที่ ณรงค์ รัฐอมฤต เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาฯ ป.ป.ช. ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการระดับ 10 ในปี 2552 แต่ไม่ถือเป็นหัวหน้าหน่วยงานจึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงอธิบดีได้ และได้เป็นเลขาฯ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 11 เทียบเท่าอธิบดีและหัวหน้าส่วนราชการในปี 2555 แต่เมื่อนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนเข้าสรรหาเป็น ป.ป.ช. ในปี 2556 ยังไม่ถึง 5 ปี นายณรงค์จึงขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่งตามมาตรา 232 (2) คล้ายกับ ปรีชา เลิศกมลมาศ ที่เป็นรองเลขาฯ ป.ป.ช.ตั้งแต่ปี 2547-2552 และเป็นเลขาฯ ป.ป.ช.ปี 2552 ซึ่งเทียบเท่าอธิบดีและหัวหน้าส่วนราชการ แต่เมื่อนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจนเข้าสรรหาเป็น ป.ป.ช.ปี 2553 ก็ยังไม่ถึง 5 ปี จึงขาดคุณสมบัติตามมาตรา 232 (2)

สุดท้าย “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อปี 2557 จึงเข้าลักษณะต้องห้ามเข้าลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่งกรณีเคยเป็นข้าราชการการเมืองในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการสรรหาตามมาตรา 216 (3) ประกอบมาตรา 202 (4) ตามรัฐธรรมนูญใหม่

เป็น “แผงอำนาจ คสช.” ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแบบไฟท์บังคับ ทั้ง “คนออก - คนเข้า” ถือเป็น “นัยสำคัญ” ที่อาจกำหนดทิศทางการบริหารประเทศใน “โรดแมประยะสุดท้าย” ของรัฐบาล คสช.

อีกทั้งยังอาจเป็นตัวชี้วัดว่า “ก้าวแรกของปฏิรูปประเทศ” จะฉลุยหรือไม่ด้วย.