ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ข่าวการจับกุม หนุ่มนิติศาสตร์ พร้อมยึดของกลางที่ใช้ผลิต คราฟต์เบียร์ (Craft Beer) สัญชาติไทย ชิงพื้นที่สื่อทุกสำนักพร้อมๆ กับปลุกกระแสสังคมได้แสดงให้เห็นถึงการต่อกรกับทุนใหญ่เพื่อเสรีภาพ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนและการต่อสู้ที่มีอาวุธเป็นศาสตร์และศิลป์ในหมักเบียร์ทำมือหรือที่เรียกว่า คราฟต์เบียร์ ของคนกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายกีดกันการค้าและผูกขาดทางตลาด เอื้อเฉพาะกลุ่มทุน
โดยกฎหมายฉบับเก่าคร่ำครึ ตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่องวิธีการ บริหารงานสุรา พ.ศ. 2543 ระบุความว่า ผู้ขออนุญาตทำโรงงานสุราต้องเป็นบริษัทจำกัด มีเงินลงทุนที่ชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาทกรณีที่เป็นโรงงงานเบียร์ขนาดใหญ่จะต้องมีปริมาณการผลิต ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี หรือถ้าผู้ใดจะทำโรงงานเบียร์ขนาดเล็กก็ต้องเป็นโรงเบียร์ประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) ต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตร แต่ไม่เกิน 1ล้านลิตรต่อปี
กรณีการจับกุมโรงงานผลิตเบียร์ทำมือ (Craftsmanship) ของ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร หนุ่มนิติศาสตร์จากรั้วแม่โดม พร้อมของกลางในการผลิตคราฟต์เบียร์มูลค่าหลายแสนบาท เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา การกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมายนี้ ส่งผลให้คราฟต์เบียร์ถูกตีตราเป็นอาชญกรรมโดยปริยาย ตามมาซึ่งเสียงวิพากษ์หนาหู เสียดายความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา หยิบยกศีลธรรมออกมากล่าวอ้าง แต่ในทางกลับกันเป็นภาพสะท้อนผลิตเบียร์รายย่อย ผู้หลงรักศิลปะของการทำเบียร์ ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์เพื่อให้มีพื้นที่ทำงานหากินกับเขาบ้าง
เท่าพิภพ โดนแจ้งข้อหา 4 ข้อหา 1. มีภาชนะสำหรับทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี 2. ทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี 3. มีไว้เพื่อขายซึ่งสุราที่รู้ว่าต้องปิดแสตมป์สุรา แต่ไม่ได้ติดสแตมป์สุรา 4. มีไว้ในความครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าต้องปิดสแตมป์สุราแต่ไม่ได้ติดแสตมป์ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับ 2 ข้อแรกเท่านั้น เพราะข้อหาที่ 3 และ 4 ไม่รับเพราะเข้าใจในกฎหมายที่ไม่เปิดช่องผู้ผลิตรายย่อย รับโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท และฐานจำหน่ายตามมาตรา 31 ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ต่อมาศาลแขวงนนทบุรีมีคำพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000บาท โดยให้รอลงอาญา 1 ปี
กรณีดังกล่าว ขยายภาพให้เห็นว่าการผลิตเบียร์ ต้องดำเนินในลักษณะอุตสาหกรรมของธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น ไม่ใช่ธุรกิจขนาดเล็กอย่างย่อมๆ จำพวก SMEs ทุนขนาดเล็ก เบียร์ในตลาดเมืองไทยที่มีจำหน่ายทั่วไปจึงมีเห็นอยู่เพียงไม่กี่แบรนด์ และกรณีนี้ไม่ใช่คราฟต์เบียร์ไทยเจ้าแรกที่โดนจับโดนปรับ ที่สำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้เบียร์เหล่านี้ไม่ใช่เบียร์ไร้คุณภาพ เพียงแต่กฎหมายไม่เปิดช่องเท่านั้น
เส้นทางของคราฟต์เบียร์ไทยจึงเคลื่อนอยู่ใต้ดิน กลุ่มคนทำคราฟต์เบียร์ไม่เคยหยุดพัฒนาเบียร์ แน่นอนว่า พวกเขาพยายามทำให้มันถูกต้อง เมื่อผลิตที่เมืองไทยไม่ได้เพราะติดขัดข้อกฎหมาย จึงเนรเทศตัวเองไปผลิตยังต่างประเทศแล้วนำเข้าประเทศแทน ในส่วนนี้ต่างจากในหลายประเทศที่เปิดเสรีเบียร์และส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม
คราฟต์เบียร์สัญชาติไทยถูกกฎหมาย อย่างเช่น ‘เชียงใหม่เบียร์’ ผลิตขึ้นในลาวริมฝั่งแม่น้ำโขง ‘ภูเก็ตเบียร์’ ผลิตที่โรงเบียร์ซานมิเกลในไทยและอีกแห่งที่โรงเบียร์ในกัมพูชา ‘Stone Head’ ผลิตที่เกาะกง กัมพูชา ’Chalawan’ ผลิตที่ออสเตรเลีย เช่นเดียวกับ ‘ลำซิ่งเบียร์’ ‘Happy New Beer’ ผลิตที่ออสเตรเลีย หรือ ’Golden Coin’ ผลิตที่ฮ่องกง ฯลฯ และยังมีอีกหลายแบรนด์ที่ยังต้องหลบๆ ซ่อนๆ
ขณะเดียวกัน เกิดแคมเปญเรื่อง ‘อยากให้คราฟต์เบียร์ไทยถูกกฎหมาย’ ขับเคลื่อนโดยขบวนการเสรีเบียร์ ผ่านเว็บไซต์ www.change.org ขอ 10,000 รายชื่อ เพื่อร่วมสนับสนุน ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2560 มีผู้สนับสนุนจำนวน 8,605 คน ความว่า
สำหรับตลาดเบียร์ไทยในปี 2559 มีมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท โดยมี 2 ค่ายใหญ่ผูกขาดตลาด อันดับ 1 ลีโอ (ค่ายเบียร์สิงห์) ครองส่วนแบ่ง 53 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา ช้าง ครองส่วนแบ่ง 38 - 39 เปอร์เซ็นต์ และ สิงห์ ครองส่วนแบ่ง 5 - 6 เปอร์เซ็นต์
และกลุ่มผู้บริโภคของเบียร์ที่กล่าวมานั้นเรียกว่าคนละกลุ่มกับคราฟต์เบียร์ และหากผลักดันคราฟต์เบียร์เข้าสู่ตลาดอย่างถูกกฎหมาย ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย Startup Thailand 4.0 จะไม่มีผลกระทบกับกลุ่มทุนใหญ่แม้แต่น้อย ยกตัวอย่าง คราฟต์เบียร์ของสหรัฐฯ มีมา 30 กว่าปี มีแบรนด์ 4,000 แบรนด์ แต่มียอดบริโภครวมกันแค่ 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
โปรดอย่าลืมว่า ขณะนี้รัฐบาล คสช.กำลังเดินเครื่องโครงการ Startup Thailand 4.0 เพื่อสร้างนักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรมทันสมัย มิใช่หรือ แล้วทำไมถึงไม่คิดหาหนทางแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับคนตัวเล็กตัวน้อยบ้าง
“ผู้จัดการสุดสัปดาห์” ติดต่อไปยัง วิชิต ซ้ายเกล้า อาจารย์และตำนานคราฟต์เบียร์ไทย เจ้าของ ‘ชิตเบียร์’ คราฟต์เบียร์แบรนด์ดัง ตั้งอยู่ เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี ที่เจ้าตัวยืดอกยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน Home brew เถื่อนที่เคยโดนจับโดนปรับ นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของคราฟต์เบียร์ถูกกฎหมาย ‘Stone Head’ ที่ไปตั้งโรงผลิตตะเข็บชายแดน บริเวณ เกาะกง ประเทศกัมพูชา แล้วนำกลับเข้ามาในประเทศไทย
วิชิตคือบุคคลสำคัญของวงการคราฟต์เบียร์ไทย เป็นผู้ขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ต่างๆ ต่อสู้เพื่อเสรีภาพด้วยอุดมการณ์ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการคราฟต์เบียร์ ณ วันนี้วันที่ฟ้ายังไม่เปิด
ถามว่าคราฟต์เบียร์ไทยสามารถทำอะไรได้บ้าง วิชิต กล่าวโดยภาพรวมว่ายังไม่พร้อมหากจะเปิดเสรีในระยะเวลาอันใกล้ เพราะต้องเตรียมการหลายส่วน
“ของไทยตอนนี้ที่มีแบรนด์แล้วอยู่ 60-70 แบรนด์ทั่วประเทศ ที่ถูกกฎหมายมีประมาณ 8 แบรนด์โดยไปต้มต่างประเทศแล้วนำกลับเข้ามา ถือว่าทำในสิ่งที่ทำได้ก่อน ทุกคนทำสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งผมกำลังจะเปิดโรงเบียร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี สร้างอินฟราสตรัคเจอร์และแบ่งปันอินฟราสตรัคเจอร์ให้ผู้ผลิตรายย่อยอื่นๆ มาปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์สร้างแบรนด์ของตัวเอง ไม่ว่าแบรนด์ไหนก็ได้เข้ามาผลิตได้ เช่นเดียวกับที่การตั้งโรงเบียร์ของ Stone Head กาะกง ประเทศกัมพูชา จะผลักดันเรื่องใต้ดินให้ถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย
“ผมไม่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงกฎหมาย สิ่งที่ผมคิดคือเราทำบางสิ่งบางอย่างได้แค่ไหน ต้องยอมรับว่าเรื่องพวกนี้มักถูกมองว่า มอมเมา ซึ่งกลุ่มคนทำคราฟต์เบียร์ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเราไม่ทำเพื่อมอมเมา ต้องคิดให้ครบทุกมิติ ต้องประเมินในแง่ของมันส่งผลกระทบต่างๆ ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ผลกระทบด้านธุรกิจ ด้านการสร้างงาน หมายความว่าเราต้องทำงานพวกนี้ศึกษาอย่างต่อเนื่องสัก 2 - 3 ปีถึงจะมีเคสรีพอร์ทวิเคราะห์เข้ามาเหล่านี้จะมีน้ำหนักในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคต การ เปลี่ยนกฎหมายต้องวิเคราะห์ให้ครอบคลุมมีหลักฐานมายืนยันกัน
“ผมไม่เร่งรัดผลักดันการแก้กฎหมาย เพราะการเปลี่ยนแปลงทุกการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไหนที่เกิดขึ้นปุ๊บปั๊บ การต่อสู้มันต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่อง มันต้องบาลานซ์ไปเรื่อยๆ เพื่อวิ่งเข้าสู่เป้าหมายโดยใช้ทามไลน์เป็นตัวกำหนดทิศทาง สิ่งที่ผมทำมาตั้งแต่ปี 2012 เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงของผมคือปี 2020 ตอนนี้เดินมาได้ 5 ปี มันก็มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิธีการเปลี่ยนแปลงก็คือสอนให้คนมีความรู้ สอนให้คนทำเป็น มีคราฟต์เบียร์ออกมา 60 - 70 แบรนด์ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นลูกศิษย์ทั้งหมดที่สอนให้เขาออกไปเผยแพร่ให้ทุกคนได้สัมผัสว่าคราฟต์เบียร์คืออะไร แน่นอนว่า มีแบรนด์ออฟไซด์บ้าง ชิตเบียร์ เคยโดนจับ 3 ครั้ง เป็นบทเรียนว่าเมื่อไหร่ที่คิดใหญ่จะโดนทันที ทิศทางของคราฟต์เบียร์จึงต้องคิดให้เล็กคิดให้ช้าจะปลอดภัย เราจะอยู่กันให้ถึงวันท้องฟ้าเปิดต้องใช้เวลา ถึงแม้ว่าเสี่ยงแต่เราก็ไม่หยุดที่จะเสี่ยง แต่เสี่ยงแบบกองโจรไปเรื่อยๆ เป็นวิธีการ การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยคนหมู่มากในการรับรู้เข้าใจผลักดัน ต้องมองระยะยาว Keep Is Slow Keep Is Small ทำเล็กๆ ไปช้าๆ”
คนทำคราฟต์เบียร์เป็นกลุ่มปัญญาชน คราฟต์เบียร์ ไม่ใช่ยาดอง ไม่เหล้าแช่ มีศิลปะมีความเป็นสุนทรียศาสตร์ วิชิต กล่าวว่า การที่มองจากด้านนอกเบียร์ก็คือของมึนเมาที่ถูกเหมารวมว่าไม่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ เช่นเดียวกับ เหล้า ไวน์ แต่การที่สิ่งเหล่านี้อยู่คู่อารยธรรมของโลกมามากแสดงว่ามีคุณค่าบางอย่างที่สังคมรักษาเอาไว้
การผลิตคราฟต์เบียร์ไม่ใช่เรื่องการมอมเมาประชาชน ไม่ใช่เรื่องค้าขายเอากำไร หัวใจสำคัญคือ การพึงพาตัวเอง ทุกคนสามารถจะเอ็กซ์เพลสสร้างซิกเนเจอร์ให้กับตัวเองเหมือนปลุกพลังในตัวเอง เพราะบางทีเราถูกบังคับให้เป็นคอนซูเมอร์ตลอดมาโดยทุนใหญ่ๆ เมื่อย้ายมาเป็นฝั่งเมคเกอร์ ทำบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่นแล้วรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา
วิชิต กล่าวต่อไปว่าประเด็นเรื่องกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อ Home brew การผลิตเบียร์ของผู้ประกอบการรายย่อย เรื่องของกฎหมายมีเหตุมีผลมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายตามความศิวิไลซ์ไม่ทันอยู่แล้ว กฎหมายทุกประเทศไม่เฉพาะประเทศไทยล้าหลังเหมือนกันหมด สิ่งที่สำคัญกว่าคือแนวทางที่ชัดเจนที่จะทำให้คราฟต์เบียร์เกิดขึ้นมาได้ในแนวทางที่จำกัด
อย่างที่กล่าวข้างต้น การสร้างโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี จะเป็นสถานที่ที่ทุกแบรนด์ที่ผ่านมาตรฐานแล้วสามารถมาใช้โรงเบียร์ตรงนี้ทำเบียร์ยี่ห้อของตัวเองขายได้ กฎหมายระบุขั้นต่ำ 100,000 ลิตร การที่เรารวมตัวกันสิ่งคราฟต์เบียร์ไทยจะดำเนินไปอย่างถูกกฎหมายได้ เรามีโรงเบียร์มีมาตรฐานและจ่ายภาษีถูกต้องตามกฎหมาย เราสร้างโรงเบียร์เปิดอยู่ภายใต้เดียวกับกฎหมายเดียวกับโรงเบียร์ตะวันแดง
ด้าน “เท่าพิภพ” แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมรู้ว่าวันหนึ่ง สิ่งที่ผมทำอาจโดนจับได้ แต่ไม่คิดว่ามันจะมาถึงจุดนี้ ผมยอมรับความผิด ผมไม่ได้โกรธเจ้าหน้าที่นะ เพราะพวกเขาทำไปตามหน้าที่ แต่สิ่งที่ต้องกลับมาดู และถกเถียงกันก็คือตัวกฎหมายว่าเก่าไปหรือไม่ ยุติธรรมหรือไม่ ทำเบียร์ให้อร่อย มันยากพอๆ กับทำให้ถูกกฎหมาย แต่สุดท้ายก็ต้องทำให้ถูกกฎหมายนั่นแหละครับ”
“ตอนนี้ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ครับ ผมยังมีโปรเจกต์คราฟต์เบียร์บาร์ด้วยการขายคูปองเพื่อระดมทุนทำคราฟต์เบียร์บาร์ที่แถวๆ แคราย ซึ่งเป็นที่ที่โดนจับนั่นแหละครับ จริงๆ ผมตั้งใจทำนานแล้ว และมีความคิดจะเลิกต้มเบียร์ เพราะจะเก็บเงินไปต้มเมืองนอก แต่พอถูกจับก็ต้องมาเริ่มกันใหม่ ทำให้มันถูกกฎหมาย อีกอย่างผมอยากทำพื้นที่ให้เป็นเบียร์ สกูค หรือแหล่งเรียนรู้ด้านเบียร์ ส่วนตัวผมไม่ได้มีความตั้งใจมอมเมาประชาชน แต่สิ่งที่ผมทำ มันมีคุณค่ามากกว่านั้น มันคือสุนทรียะ มันคือเสน่ห์ และในอนาคตพื้นที่ตรงนี้อาจจะต่อยอดเป็นแหล่งผลิตบุคลากรในวงการเบียร์ โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ที่ผมมองว่ามันคือทางเลือก คนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือก ใช่มั้ยครับ”
ปมประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ขณะที่รัฐบาลหนุนเรื่อง Startup Thailand 4.0 แต่กฎหมายกลับไม่เอื้อธุรกิจขนาดเล็ก ไม่เอื้อต่อธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ
ธวัชชัย วิบูลย์จันทร์ นักวิชาการด้านเบียร์ กล่าวถึงข้อจำกัดเรื่องข้อกฎหมายที่มีปัญหาทับซ้อนกันอยู่ ตามกฎหมายบอกว่าต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตรต่อปี เทียบเป็นแก้วเป็นขวดเล็กประมาณ 300,000 แก้ว เท่ากับว่า หนึ่งเดือนต้องขาย 25,000 แก้ว ซึ่งเป็นปริมาณที่เยอะมากเสียจนแทบไม่สามารถมีรายเล็กรายไหนเกิดขึ้นมาได้
“ถ้ารัฐต้องการส่งเสริม SMEs เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เกิดไม่ได้แล้วครับ หรือถ้าเกิดได้เขาจะต้องพยามขายให้ได้เดือนละ 25,000 แก้ว ซึ่งต้องขายเยอะมาก และมันจะเป็นปัญหาย้อนกลับสรรพสามิต ที่บอกว่าไม่อยากส่งเสริมให้มีนักดื่มเยอะ กฎหมายฉบับนี้เหมือนเป็นการผลักดันให้คนดื่มเยอะๆ ปัญหาต่อมาเมื่อเขาไม่สามารถผลิตในเมืองไทยได้ ก็ต้องผลิตยังต่างประเทศแล้วนำเข้ามาใหม่ แทนที่จะเกิดการจ้างงานในประเทศไทยพอผลิตที่ต่างประเทศก็ไม่มีตรงนี้”
ขณะที่หลายประเทศรณรงค์ให้คราฟต์เบียร์ถูกกฎหมาย บางประเทศเปิดเสรีให้ต้มดื่มกันในครัวเรือนได้ คล้ายๆ กับทำปาร์ตี้บาร์บีคิว ส่วนประเทศไทยยังไม่ ปลดแอก ระหว่างนี้จะทำอะไรก็ยังต้องหลบๆ ซ่อนๆ กัน
อ.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า คราฟต์เบียร์สัญชาติไทยทุกเจ้าอยากจ่ายภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทุกคนอยากจะทำให้ถูกกฎหมาย ทำการค้าเสรีทำภายใต้เงื่อนไขข้อกฎหมายต่างๆ ที่ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาครัฐไม่ต้องสนับสนุนหรือผลักดันแค่ปล่อยให้ผลิตได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะท้ายที่สุด ธรรมชาติจะคัดเลือกเองว่าคราฟต์เบียร์แบรนด์ไหนบ้างจะคงอยู่
ขึ้นอยู่กับรัฐบาลแล้วว่าจะตัดสินอย่างไร จะไล่ล่าตามจับตามปรับผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ Home brew เถื่อน ต่อไปเรื่อยๆ หรือกลับมาทบทวนปรับข้อกฎหมายที่กีดกั้นทางการค้า เดินหน้าผลักดัน Startup Thailand 4.0 สร้างผู้ประกอบการรายย่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
..............
ภาพประกอบ : www.craftnroll.net, Turtle Bar


