ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การทุจริตการสอบ ทั้งการสอบเข้าเรียนและการสอบเข้ารับราชการ ถือเป็นปัญหาคาราคาซังไร้ทางออก ฝังรากลึกเป็นวัฒนธรรมการโกงที่รับต่อกันมาเป็นทอด ไม่เพียงกรณีล่าสุด “ทุจริตสอบนายสิบ” การจัดสอบตำรวจระดับต่างๆ ยังมีขบวนการโกงสอบเข้าอีหรอบเดียวกัน ซ้ำร้ายวิถีการโกงยังแตกแขนงไปในหลากหลายวิชาชีพดังปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
กล่าวสำหรับพฤติการณ์การโกงปราการด่านแรกของการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่แวดวงสีกากีครั้งล่าสุดนั้น พบว่า คนกลุ่มหนึ่งยินดีควักเงิน 300,000 - 500,000 บาท เป็นค่าทุจริตสอบนายสิบเพื่อแลกกับการเข้ามาเป็นตำรวจ
แน่นอน เรื่องนี้ย่อมทำกันเป็นขบวนการ และเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ไม่ได้ทำกันตามลำพัง หากแต่มีข้าราชการตำรวจรู้เห็นเป็นใจด้วย เพียงแต่ว่า จะสาวไปถึงต้นตอของขบวนการหรือไม่ ที่สำคัญคือขบวนการโกงสอบเข้าตำรวจก็ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่มีความคิดและพฤติกรรมแบบนี้ สุดท้ายเมื่อเข้ามารับราชการก็หนีไม่พ้นต้องแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ใช่หรือไม่
อย่างไรก็ดี แม้มีเป็นเพียงส่วนน้อยที่กระทำผิด แต่ในส่วนของประชาชนคงตีค่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แบบเหมารวมไปแล้วทำนองว่า ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง โดยที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อผลกระทบวงกว้างในสังคมไทยเป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของคุณธรรมจริยธรรม ยิ่งกรณีตกเป็นข่าวฉาวยิ่งสาวเบื้องลึกยิ่งพบคนวงในคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
เหตุการณ์ทุจริตสอบตำรวจครั้งมโหฬารเกิดขึ้นหลังจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เปิดรับสมัครบุคคลภายนอกอายุตั้งแต่ 18 - 27 ปี มีวุฒิการศึกษาจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับ ปวช. หรือเทียบเท่า สอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ จำนวน 1,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครทางอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 4 - 23 พ.ย. 2559 มีผู้สมัครสอบ 13,285 คน และจัดสอบเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2559
กระทั่งในเวลาต่อมาพบการทุจริตสอบในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 โดยเบื้องต้น พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน ผกก.ศฝร.บช.น. ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ทุจริตการสอบนายสิบตำรวจ สังกัด บช.น. ที่ สน.พหลโยธิน ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐาน การตรวจสอบตรวจกระดาษคำตอบและกระดาษทดในการสอบนายสิบพบความผิดปกติในกระดาษคำตอบ
กล่าวคือตรวจสอบพบว่า ผู้ที่ได้คะแนนน้อยสุดกลุ่ม 50 คนสุดท้าย ได้เพียง 13 คะแนน จากคะแนนเต็ม 150 คะแนน ย้อนแย้งกับประวัติการศึกษาของคนกลุ่มดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อตรวจสอบกระดาษข้อสอบมีร่องรอยการทดเลข และเขียนคำตอบเฉลยไว้ถูกหมดทุกข้อซึ่งต่างจากคะแนนที่ได้ และคำตอบก็มีขนาดใหญ่ผิดปกติ สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล เชื่อว่าผู้เข้าสอบจงใจเขียนเฉลยคำตอบตัวโตเพื่อส่งเฉลยคำตอบให้กับผู้เข้าสอบที่ได้ว่าจ้าง
จากนั้นได้สืบสาวราวเรื่องจนพบตัวการใหญ่ชื่อ นายจิระพจน์ พลายด้วง อายุ 45 ปี เป็นเจ้าหน้าที่สำนักเทศกิจ เขตปทุมวัน ซึ่งถูกตั้งข้อหาประกอบด้วย ข้อหาอั้งยี่ที่มีการรวมตัวกันกระทำผิดทางอาญา แจ้งความเท็จต่อเจ้าหน้าที่พนักงาน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) กรอกข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าไปในคอมพิวเตอร์
เบื้องต้นพบผู้กระทำผิดแบ่งเป็น ผู้ลอกข้อสอบ จำนวนกว่า 295 คน จ่ายรายละ 300,000-500,000 บาท และ มือปืนรับจ้าง ผู้สมัครเข้าร่วมสอบโดยว่าจ้างกลุ่มนักศึกษาระดับหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ จำนวนกว่า 51 คน มาทำหน้าที่เฉลี่ยคำตอบให้ผู้เข้าสอบตัวจริงลอกข้อสอบ โดยมีค่าตอบแทนรายละ 5,000- 20,000 บาท
ล่าสุด ตรวจพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเป็น 524 คน แยกดำเนินคดีเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มตัวการหลัก คนวางแผน 2. กลุ่มมือปืนรับจ้างเฉลยข้อสอบ และ 3. ผู้ให้การสนับสนุน ผู้สอบที่ร่วมทุจริต
สำหรับกรณีทุจริตสอบนายสิบ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนรายว่า นายจิระพจน์ ตัวการใหญ่อ้างว่าเป็นคนทำผิดเพียงคนเดียว โดยทำการติดต่อกับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีตามสถาบันกวดวิชาและมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้มาติวให้กับผู้ที่จะสอบบรรจุเข้ารับราชการ กระทั่งท้ายที่สุดให้เข้ามาเป็นมือปืนรับจ้าง ทำหน้าที่เฉลยคำตอบโดยให้ค่าตอบแทนหลักหมื่นตามที่ระบุข้างต้น ขณะที่ตัวนายจิระพจน์เรียกเก็บค่าใช้จ่ายหลักแสนกับผู้เข้าสอบนายสิบ
นายจิระพจน์สารภาพว่าทำมาแล้วกว่า 1 ปี ขณะเดียวกันจากการสืบสวนยังพบว่ากระบวนการดังกล่าวตระเวนทำมาหากินตามสนามสอบต่างๆ ของหน่วยงานรัฐอีกด้วย อาทิ จ่าอากาศ, เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ฯลฯ
ทั้งนี้ กองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ทุกหน่วยการสอบทำการตรวจสอบในลักษณะเดียวกันกับที่ บช.น. ดำเนินการโดยการตรวจสอบย้อนกลับไปเปิดลังข้อสอบทั่วประเทศ 80,000 กว่าชุดดูกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบว่ามีการกระทำผิดลักษณะเดียวกับที่มีเหตุเกิดขึ้นหรือไม่
แน่นอนว่า การทุจริตสอบนั้นเกิดขึ้นในวงการ ไม่เฉพาะเพียงการสอบตำรวจเพียงอย่างเดียว แม้จะพยายามป้องกันแต่อย่างไรก็เกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเป็นข่าวอยู่ บ่อยครั้ง ขั้นตอนก่อนเข้าสอบผู้เข้าสอบต้องผ่านการตรวจค้นหาด้วยเครื่องมือไฮเทค มีการตรวจคลื่นวิทยุแปลกปลอมรอบๆ สนามสอบ เป็นเหตุให้ขบวนการทุจริตสอบจะไม่เน้นเทคโนโลยี แต่หันกลับมาใช้วิธีเดิมๆ แบบโบราณ คือการลอกข้อสอบจากโต๊ะข้างๆ ทำการว่าจ้างนักศึกษาเก่งๆ จากสถาบันต่างๆ มานั่งสอบใกล้ๆ
ข้อมูลจากแหล่งข่าววงใน เปิดเผยว่าการสอบคัดเลือกของหน่วยข้าราชการมีอัตราการทุจริตสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ไล่ลำดับวิวัฒนาการโกงข้อสอบในในสมัยก่อนนั้น เริ่มต้นด้วยการว่าจ้างคนเก่งเข้ามาทำการเฉลยส่งคำตอบให้โต๊ะข้างๆ ต่อมาเข้าสู่ยุคแสวงหาข้อสอบมาทำการเฉลย แล้วส่งส่งคำตอบให้ผู้เข้าสอบ เข้าสู่ยุคเทคโนโลยี มีการใช้โทรศัพท์มือถิอเป็นอุปกรณ์ส่งข้อความเฉลย ต่อมาพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กต่างๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามยุคสมัย กระทั่งกลับมาใช้รูปแบบเดิมเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบที่ทันสมัย
อย่างไรก็ตาม กรณีทุจริตการสอบนายสิบครั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเป็นโมฆะ การสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจเปิดรับจำนวน 1,000 อัตรา โดยมีผู้สอบผ่านรอบแรกทั้งหมด 1,800 คน ขั้นตอนถัดมาจะสอบสัมภาษณ์และทดสอบสมรรถภาพร่างกาย กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติ
กล่าวคือการคัดเลือกนักเรียนนายสิบตำรวจมีอยู่ 5 ขั้นตอน ด่านแรกการสอบข้อเขียน คนที่สอบข้อเขียนผ่านหรือได้คะแนนสูงสุดไม่ได้การันตีว่าจะได้เป็นตำรวจ ยังต้องฝ่าเข้าทบสอบร่างกาย วิ่ง ว่ายน้ำ ตรวจโรค และสัมภาษณ์ต่อไป
ส่วนกระบวนการตรวจสอบย้อนหลังพวกเหลือบไรที่หลุดเข้ามาในแวดวงสีกากี บิ๊กป้อม - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ฝากไว้สั้นๆ ว่า กรณีดังกล่าวคงไม่มีการตรวจสอบย้อนหลัง เพราะถ้าย้อนหลังคงต้องย้อนกันถึง 20 ปี เอาเป็นว่าจัดการผู้กระทำผิดในครั้งนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน รวมทั้ง แสดงความเป็นห่วงผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีที่เกิดขึ้น ต้องให้ความเป็นธรรมและได้รับการเยียวยาตามสมควร
ส่วนประชาชนตาดำๆ คงได้แต่เฝ้ารอดูการปฏิรูปตำรวจต่อไป การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเมื่อใด เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ หรือท้ายที่สุดปฏิรูปตำรวจสุดเพียงฝันหวานที่เอามาเร่ขายประชาชน..


