xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เร่เข้ามา! ข้าวลูกชาวนา 'ขายข้าวตรง’ ส่งถึงมือผู้บริโภค

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

โครงการลูกชาวนาช่วยพ่อ ลูกหลานเกษตรกรไทยเดินหน้าขายข้าวเต็มกำลัง
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ตลาดขายตรงของลูกหลานชาวนาที่นำข้าวออกมาเร่ขายในหลายมุมเมืองทั่วประเทศไทย ได้รับความสนใจจากประชาชนร่วมอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ถึงไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยประคับคองช่วยชาวนาไทยก้าวผ่านวิกฤตการณ์ราคาข้าวตกต่ำ ณ วันนี้

35 บาท/กก. ข้าวหอมมะลิใหม่ที่ลูกหลานชาวนาบางส่วน นำมาออกร้าน บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ทดลองขายข้าวด้วยตนเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2559 ตามแนวคิด 'ข้าวลูกชาวนา' ของโต้โผใหญ่ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ชวนคนรุ่นใหม่มาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างทางเลือกและทางรอดแก่ครอบครัวเกษตรกรของตน

เบื้องต้น แนวคิดข้าวลูกชาวนาในโซเชียลมีเดียกลายเป็นกระแสได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะผู้คนส่วนมากนั้นมีกระจิตกระใจอยากช่วยอุดหนุนชาวนาโดยตรงอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายหากข้าวหอมมะลิ 2.5 ตัน ที่บรรดาลูกชาวนาลำเลียงมาขายในพื้นที่ ม.เกษตรฯ จะหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว จนพ่อค้าแม่ค้ามือสมัครเล่นต้องเปิดพรีออร์เดอร์รองรับความต้องการลูกค้าที่เดินทางเข้ามาอุดหนุน

“ข้าวหอมมะลิ 2.5 ตัน ขายหมดใน 2 ชั่วโมงครับ”

ดร.เดชรัต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Decharut Sukkumnoed กล่าวถึงผลการตอบรับโครงการ ข้าวลูกชาวนา ที่ผลักดันขึ้นเพื่อเป็นทางออกของวิกฤตข้าวไทย กับระยะสั้นหวังดึงข้าวออกมาให้มากที่สุดและหยุดราคาไม่ให้ตกต่ำ ตัดทอนใจสำคัญความว่า

“ขอขอบพระคุณพี่น้องชาวเกษตรที่มาอุดหนุน ขอขอบพระคุณพี่น้องชาวนาที่ปลูกข้าวดี ๆ มาให้เราทานครับ การชิมข้าวก็เป็นไปด้วยความคึกคัก แถมยังมีการเจรจาธุรกิจส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ แบบที่ไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้า ระหว่างผู้ส่งออกและสหกรณ์ด้วย.... ไม่มีชาวนา ไม่มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ”
น้องดีม - สุนิสา สัญญารักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลูกชาวนา จ.บุรีรัมย์ ที่เข้าร่วมนำข้าวหอมมะลิมาขาย
น้องดีม - สุนิสา สัญญารักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลูกชาวนา จ.บุรีรัมย์ ที่เข้าร่วมนำข้าวหอมมะลิมาขายในครั้งนี้ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวทำนา 20 กว่าไร่ อยู่ใน จ.บุรีรัมย์ ปีนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 10 กว่าตัน ประสบปัญหาเดียวกับชาวนาทั่วประเทศเผชิญสถานการณ์ราคาตกต่ำ ราคาข้าวเปลือกรับซื้อเพียง 6 บาท/กก. ต่ำสุดในรอบหลายปี รวมทั้ง ปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลาง หลากเหตุผลที่นำมากดราคา เป็นต้นว่า ข้าวมันมีพืชอื่นผสม ข้าวไม่แห้ง ข้าวไม่มีน้ำหนักพอ ฯลฯ

ครอบครัวของเธอ ทำนาปี ซึ่งในแต่ละปีต้องกู้ ธนาคาร ธกส มาลงทุนก่อน แล้วพอหน้าเก็บเกี่ยวก็ต้องจ่ายเงินที่คืน ทีนี้ ราคาข้าวตกก็ไม่มีเงินไปจ่ายชำระ ยิ่งไม่ได้เกี่ยวข้าวเองต้องใช้รถเขาเกี่ยวต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเข้าไปอีก เป็นเงินที่ชาวนาต้องควักเนื้อจ่าย ปลูกข้าวก็ไม่ได้กำไร

จึงสมัครเข้าร่วมโครงการข้าวลูกชาวนา เพื่อช่วยครอบครัวหาเงินจากการข้าวสาร เช่นเดียวกับ ลูกหลานชาวนา ม.เกษตรฯ อีกหลายคนที่เริ่มต้นขายข้าวด้วยตัวเองสร้างโอกาสฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้น น้องดีม นำข้าวสารมาขายปริมาณ 200 กก. ราคา 35/กก. เป็นข้าวใหม่ กลิ่นหอมติดจมูก ข้าวหอมมะลิ กข 15 และข้าวหอมมะลิ 105

ได้รับความสนใจมีคนอุดหนุนจำนวนมากและหมดลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้ง ยังมีการสั่งจองอีก 100 กว่า ก.ก ซึ่งทำการเปิดขายอีกทีในวันที่ 30 พ.ย. 2559 ทว่า ยังมีปริมาณข้าวที่เก็บเกี่ยวในปีนี้อยู่อีกเป็นจำนวนมากดังที่กล่าวในข้างต้น

“เป็นการขายครั้งแรก ตอนแรกคนมาซื้อไม่เยอะ พอเริ่มขายไปมีคนเข้ามาซื้อเยอะมาก ชั่วโมงกว่า ๆ ขายหมดแล้ว มันได้ราคาดีกว่าข้าวเปลือกที่เอาไปขายจากปกติ หนูขายไป 200 กก. ได้ราคามาเท่ากับคุณลุงที่บ้านเอาข้าวเปลือกไปขาย 1 ตัน”
ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรควบคู่กับผู้บริโภค
ข้าวเปลือก 1 กระสอบ ค่าสีราคา 20 บาท ได้ข้าวสารออกมาประมาณครึ่งกระสอบ หากมองในเรื่องความคุ้มทุน เธอบอกว่า ถ้ามีการวางแผนการจัดการดี ๆ แน่นอนว่าคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม การต่อยอดอนาคตในเรื่องการขายข้าว ตอนนี้อาจทำในลักษณะการจัดการเฉพาะหน้า หาเงินหมุนใช้หนี้ ธกส. เสียก่อน ยังมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งเรื่องการจัดการหรือเรื่องการขนส่ง หากทุกอย่างเอื้ออำนวยจะเริ่มต้นเป็นกิจจะลักษณะต่อไป

“อยากจะให้ช่วยซื้อข้าวชาวนาเยอะ ๆ ” น้องดีม เป็นตัวแทนลูกชาวนากล่าวฝากทิ้งท้ายถึงผู้บริโภคชาวไทย

อย่างไรก็ตาม ข้าวลูกชาวนา ขายโดยลูกหลานข้าวนาไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ประชาชนกำลังให้ความสนใจเพราะรายได้กลับคืนสู่ข้าวนา เรียกว่ามีส่วนช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรโดยตรง มีโอกาส มีตลาด ส่วนความยั้งยืนเป็นโจทย์ของชาวนารุ่นใหม่

“อยู่ที่คุณภาพแล้วครับ ผู้บริโภคเขาสนใจที่จะซื้อโดยตรงอยู่แล้ว ในแง่การตลาดเรามีโอกาสพิเศษอยู่แล้ว แม้เราจะไม่มีหน้าร้านแต่เขาสนใจข้าวของเรา ฉะนั้น อยู่ที่ว่าเราจะรักษาคุณภาพไว้ได้ไหม ประเด็นนี้ต้องฝากพี่น้องชาวนาว่าเมื่อโอกาสมาถึงต้องทำให้ดีที่สุด เพราะว่าถ้าไม่มีโอกาสนี้เราก็จะกลับไปสู่ช่องทางที่จำกัดเช่นเคย

“การอยู่รอดของชาวนายุคใหม่ ต้องมีการวางแผนที่ดีมีข้อมูลที่ดีทำให้น้อยลงแล้วเข้มข้นขึ้น หมายถึงว่าไม่ต้องไปทำหลายพื้นที่เยอะแต่ว่าดูแลแต่ละพื้นที่ให้ดีที่สุด และมีความจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่ปลูกพืชชนิดเดียวต้องปลูกพืชอย่างอื่นบ้าง แต่ทั้งหมดนี้ต้องวางแผนการตลาดนะ ไม่ใช่ทำเพราะเขาว่าอย่างนั้นเขาว่าอย่างนี้ ซึ่งสิ่งที่เราผลักดันอยู่ชาวนาจะเห็นกับตาเลยว่า ข้าวที่ขายไปแบบไหนคือสิ่งที่ผู้บริโภคชอบ แล้วก็อาจจะปลูกที่เขาไม่ชอบให้มันน้อยลง” ดร.เดชรัต กล่าว

นอกจากข้าวหอมมะลิ 2.5 ตัน จากชาวนา จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ ที่นำมาจำหน่ายภายใน ม.เกษตรฯ ยังมีผลิตภันฑ์ข้าวเกษตรอินทรีย์สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทา จ. ยโสธร อีกหนึ่งต้นแบบของการจัดการข้าวอย่างบูรณาการ มาแบ่งปันทางออกของปัญหาชาวนาไทย
ข้าวหอมมะลิใหม่จากโรงสีชุมชน เมล็ดข้าวอาจไม่ขาวมีดอกหญ้าเจือปน แค่คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
อรยา สูตะบุตร จาก Big Trees Project กลุ่มนักอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในเมือง ขับเคลื่อนแคมเปญ ข้าวเพื่อนชาวนา farmers' friend rice ข้าวเกษตรอินทรีย์สร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกร กล่าวว่า การเรียนรู้การกระจายความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญที่ชาวนาไทยต้องตระหนัก เป็นต้นว่า ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว เช่น ผักหวาน งา ถั่ว กล้วย หรืออาจจะมีแตงโมอินทรีย์ แตงกวาอินทรีย์ ฯลฯ เพราะข้าวอย่างเดียวราคาตลาดขึ้นลงก็อาจจะมีปัญหา ซึ่งพืชผักผลไม้เหล่านี้จะมีผลผลิตทั้งปีและมีราคาดี

อดีตเป็นบทเรียนสำคัญเราต้องเรียนรู้ความพลาดพลั้ง การทำนายุคใหม่ต้องปรับต้องดูเทรนด์ การปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางเลือกให้ชาวไทยก้าวข้ามวิกฤตการณ์ หาผลผลิตหลากหลายในแต่ละฤดูกาล เป็นหลักที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านพูดมาตลอด ควรปลูกพืช 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่างเกษตรกรควรดำเนินตามรอยพระราชดำริ

อรยา มองว่าการขายข้าวโดยตรงจากลูกหลานเกษตรกรชาวนา ช่วยในเรื่องการตัดราคาจากพ่อค้าคนกลางได้ แต่นั่นเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ๆ ที่ทำให้ข้าวราคาตกและปริมาณล้นตลาด หากคํานวณ ต้นทุนการขายตรงไม่อาจให้ทำให้ชาวนาไทยพ้นวงจรอุบาทถ์

ท้ายที่สุดแล้ว ย้อนกลับไปที่นโยบายของภาครัฐโดยเฉพาะนโยบายประกันราคานั้นไม่ใช่ทางออกของวิกฤตข้าวไทย รัฐบาลจะทำอย่างไรที่ให้มากกว่าให้เงินอุดหนุน ถือเป็นโจทย์ข้อสำคัญที่ประชาชนกำลังจับตา

สำหรับท่านที่สนใจซื้อข้าวโดยตรงจาก ลูกชาวนา ม.เกษตรฯ ติดต่อได้ที่ : สุนิสา สัญญารักษ์ (น้องดีม) คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 090 - 410-5625 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เฟซบุ๊กกรุ๊ป : ซื้อข้าวชาวนา