xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เจาะปม! เรือมรณะ 'สมบัติมงคลชัยทับทิม' โศกนาฏกรรม(ซ้ำซาก) กลางคุ้งน้ำเจ้าพระยา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -กรณีเรือท่องเที่ยวสองชั้น “สมบัติมงคลชัยทับทิม” อับปางกลางแม่น้ำ เจ้าพระยา บริเวณหน้าวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา พรากชีวิตชาวไทยมุสลิมกว่า 28 ราย ถือเป็นอุบัติเหตุทางน้ำครั้งสำคัญที่สะท้อนกลับไปยังหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ น่านน้ำโดยตรงอย่างเลี่ยงไม่ได้

18 ก.ย. 2559 เรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ 2 ชั้น “สมบัติมงคลชัย” โดยมี นายวิรัตน์ ชัยศิริกุล อายุ 66 ปี คนขับเรือ บรรทุกผู้โดยสารเกินร่วม 200 ชีวิต เดินทางมาจากตลาดขวัญ จ.นนทบุรี มุ่งหน้า มัสยิดตะเกี่ยโยคิน ต.คลองตะเคียน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อไปร่วมงานบุญประเพณีประจำปีของชาวไทยมุสลิม หรือ งานโฮ้ล

ขณะเดินทางกลับ เรือท่องเที่ยวลำดังกล่าวพยายามเร่งแซงเรือขนทราย ท่ามกลางกระแสน้ำไหลเชี่ยว จนสูญเสียการควบคุมพุ่งชนตอม่อ บริเวณหน้าวัดสนาม ไชย จ.พระนครศรีอยุธยา ความเสียหายใต้ท้องเรือแตกเป็นแขนงความยาวเกือบ 10 เมตร เป็นเหตุให้เรือจมลงอย่างรวดเร็ว และมีผู้เคราะห์ร้ายบาดเจ็บและเสียชีวิตร่วม 28 ศพ

อ้างอิงข้อมูลจากกรมเจ้าท่า ระบุว่า เรือสมบัติมงคลชัยทับทิม มีหมายเลขทะเบียนเรือ 106600841 เจ้าของเรือชื่อ นายสุนทร พันธุ์เสือทอง และ ผู้ควบคุมเรือชื่อ นายวิรัช ชัยศิริกุล ตัวเรือมีขนาดกว้าง 5.05 ยาว 27.70 ลึก 1.40 ขนาด น้ำหนัก 52.70 ตันกรอส ความจุผู้โดยสารได้ไม่เกิน 50 คน

ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุวันที่ 7 มิ.ย. 2560 แต่ไม่ได้ทำประกันภัยภาคบังคับ ซึ่งเดิมทำไว้ บริษัทไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีระยะเวลาประกันภัยระหว่าง 10 มี.ค. 2558 - 10 มี.ค. 2559 ทว่า ประกันหมดอายุการคุ้มครองลงและไม่ได้ต่ออายุกรมธรรม์

นั่นหมายความ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้จะไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือ “ชวดเงินประกัน” แต่ในทางตรงกันข้ามหากเรือลำดังกล่าวมีประกัน กรณีมีผู้เสียชีวิตจะต้องได้รับเงินช่วยเหลือ รายละ100,000 บาททันที ไม่ใช่รับช่วยเหลือเพียงรายละ 2,000 บาท จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สำหรับการเยียวยาอีกส่วนหนึ่งที่มีการพูดถึงคือ กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ซึ่งทางคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า กรณีผู้ได้รับอุบัติเหตุโดยไม่มีการทำประกันภัย ทางกองทุนฯ จะจ่ายทันที 35,000 บาท แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่กองทุนฯ ดังกล่าวกำหนดไว้ช่วยเหลือเฉพาะผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางบกเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการใบอนุญาตใช้เรือ โดยมีการต่อประกันภาคบังคับ เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยต่อการปฏิบัติงานของกรมเจ้าท่า เพราะว่าการออกใบอนุญาตใช้เรือ ตามกฎหมายต้องขออนุญาตลักษณะเดียวกับการต่อทะเบียนรถยนต์ใช่หรือไม่? ต้องมีการทำประกันภัยภาคบังคับเสียก่อนจึงสามารถต่อทะเบียนได้หรือไม่? เพื่อคุ้มครองความเสียหายกรณีเกิดอุบัติเหตุ

หรือใบอนุญาตใช้เรือสามารถออกได้โดยที่เรือโดยสารไม่ต้องทำประกันภาคบังคับ?

นี่เป็นสิ่งที่กรมเจ้าท่าจะต้องหาคำตอบ

ในส่วนการดำเนินคดีทางกฎหมาย ทั้ง นายวิรัตน์ คนขับเรือ และนายสุนทร เจ้าของเรือ ถูกแจ้งข้อหา ดังต่อไปนี้ 1. กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2. กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย 3. เรือบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตให้บรรทุก 4. ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันเรือโดนกัน พ.ศ.2522 และ 5.การเป็นผู้ควบคุมเรือที่ใช้ใบอนุญาตประกอบอาชีพควบคุมเรือขาดอายุ

กระนั้นก็ตาม นายวิรัตน์ คนขับเรือ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ให้การว่า พยายามขับเรือเพื่อแซง เรือบรรทุกทรายที่มีพ่วงทราย 4พ่วง ซึ่งจุดเกิดเหตุเป็นทางโค้ง ทำให้แซงไม่ทันบวกกับเจอคลื่นน้ำจากเรือบรรทุกทราย ทำให้บังคับเรือไม่อยู่จนท้ายเรือพุ่งชนตอม่อ ก่อนที่ชั้น 1 จะจมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผู้โดยสารผู้สูงอายุและเด็กเป็นจำนวนมาก

โศกนาฏกรรมเรืออับปางกลางคุ้งน้ำเจ้าพระยาเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2559 อาจสรุปสาเหตุได้ดังนี้ 1.คนขับเรือไม่ชำนาญเส้นทางและไม่รู้ร่องน้ำ 2.การแซงทางโค้งซึ่งเป็นช่วงครึ่งวงกลมด้วยความเร็วจนบังคับเรือไม่ได้ 3.คนขับเรือไม่รู้ว่าบริเวณดังกล่าวมีตอม่อคอนกรีตเพราะมองไม่เห็นในช่วงน้ำขึ้นสูง 4. บรรทุกน้ำหนักเกิน ส่งผลต่อการควบคุมเรือและเป็นสาเหตุให้เรือจมอย่างรวดเร็ว 5. ไม่มีอุปกรณ์ชูชีพเพื่อช่วยชีวิตผู้โดยสาร หรืออาจมีไม่เพียงพอ

สำหรับหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรงอย่าง กรมเจ้าท่า ออกอาการถมึงทึงเร่งตรวจหาสาเหตุ รวมทั้งส่งเจ้าหน้าหน้ากระชับพื้นที่น่านน้ำล้อมคอกปัญหาที่เกิดขึ้น เบื้องต้นพุ่งเป้าไปที่แท่งปูนตอม่อที่ยื่นออกมาในน่านน้ำ บริเวณหน้าวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นต้นตอของอุบัติเหตุเรือล่มในครั้งนี้ นอกจากเข้าตรวจสอบเรื่องการขออนุญาต จะมีการรื้อถอนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย ทั้งขมีขมันในเรื่อง มาตรการ ป้องปรามต่างๆ

แนวทางหนึ่ง นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เน้นย้ำในเรื่องของ การ ทำความเข้าใจสร้างจิตสำนึกผู้ประกอบการเจ้าของเรือ ปฏิบัติระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อปลอดภัย อย่างไรก็ตาม กรมเจ้าท่า จะมีการตรวจสอบเรือ ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มความถี่ตรวจสอบทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม สถิติเรือโดยสารที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมเจ้าท่า ปี 2557 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,350 ลำ แบ่งเป็น เรือให้บริการทางทะเล 1,660 ลำ และ เรือให้บริการทางแม่น้ำ 1,690 ลำ ซึ่งหากพิจารณาตัวเลขจำนวนเรือไม่น่าจะเกินกำลังของเจ้าหน้าที่ ในเรื่องการตรวจสอบหลักฐานการทำประกันภัย

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงต้องบอกว่า กรมเจ้าท่าจะเบนเข็มไปที่การสร้างจิตสำนึกของผู้ประกอบการเรือโดยสารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากแต่งานนี้คงต้องย้อนกลับไปพินิจพิจารณาองค์กรของตนเองเองด้วย เพราะโศกนาฏกรรมเรือมรณะ “สมบัติมงคลชัยทับทิม” ถือบทเรียนที่กรมเจ้าท่าต้องเร่งสร้างบรรทัดฐานการบังคับใช้ระเบียบปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์ เกินช่องโหว่ตรงไหนรีบอุดโดยด่วน

อย่าปล่อยให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนไปเวียนมาเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีกเลย