ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - แม้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าเส้นทาง 'เงินบริจาคปลูกป่าทดแทน' บริเวณป่าต้นน้ำ แถบภาคเหนือของ จ.น่าน จำนวนกว่า 1 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในส่วนใด แต่การประกาศเจตจำนงร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูผืนป่าด้วยการ 'ลงทุน' และ 'ลงแรง' ของคนนักร้องดังอย่าง 'โจอี้ บอย' ร่วมกับรุ่นพี่ร่วมวงการ 'ดีเจโต้ - สุหฤท สยามวาลา' นักร้องนักดนตรีและนักธุรกิจ ปลุกกระแสคนเมืองให้ตื่นตัวกับสถานการณ์ป่าไม้เมืองไทย ณ วันนี้หลายผืนป่าถูกโค่นจนเหี้ยนตียน ป่าไม้ทั้งประเทศคงเหลือเพียง 102.1 ล้านไร่ (ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศไทย)
จุดเริ่มเรื่องปะทุจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ทวงคืนผืนแผ่นดินไทย' ที่มีการโพสต์ภาพภูเขาควันคลุ้งกำลังถูกไฟเผาพร้อมข้อความ ความว่า "11 เมษายน 2559 สองข้างทางของจังหวัดน่าน เป็นเช่นนี้ ผู้ว่าฯ จังหวัดน่าน และหน่วยงานรัฐ พวกท่านเพิกเฉยได้อย่างไร กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนนะครับ ไม่ละอายใจบ้างหรือ"
กระตุกหนวดพ่อเมือง สุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน จนออกมาโต้กลับทันทีเพราะเจ้าหน้าที่ต่างลุยปฏิบัติภารกิจพิทักษ์ป่าปิดทองหลังพระเป็นพัลวัน แต่กลับมาโดนวิจารณ์สุ่มสี่สุ่มห้า งานนี้อดรนทนไม่ไหวจนต้องเหน็บกลับไปว่าอย่าดีแต่พูดและขอให้ออกมาร่วมพัฒนาฟื้นฟูผืนป่าด้วยกัน
"ผมและผู้บัญชาการดิ๊ก (มณฑล38) จะเป็นศัตรูกับทุกคนที่มาด่าว่าจังหวัดน่าน เอาน่านมาเป็นเครื่องมือทำเงินในการโพสต์โดยไม่มีข้อเสนอแนะว่า ต้องหรือควรทำอย่างไร หนึ่ง สอง สาม นักเลงคีย์บอร์ดทั้งหลาย ผมมีพื้นที่ให้พวกคุณปลูกป่ากว่า 500,000ไร่ คุณมาช่วยผมปลูกหน่อยครับ""
แต่ดูเหมือนโพสต์ของท่านฯ จะไปเตะตากระตุกสำนึกของ 'คนจริง' เข้าอย่างเต็มเปา ไม่ว่าจะเป็นนักร้องคนดังอย่าง โจอี้ บอย ที่ออกตัวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Apisit Joeyboy Opasaimlikit ขออาสาลงแรงปลูกป่า 500,000ไร่ และบริจาคเงินจากกองทุน 'อย่ายอมนะ' ที่ผู้มีจิตศรัทธาร่วมส่งเข้ามาเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือชาวบ้านเมืองครั้งน้ำท่วมใหญ่ จำนวน 388,653บาท บวกเพิ่มเงินส่วนตัวอีก 211,347บาท รวมเป็นเงิน 600,000 บาท
เช่นเดียวกับ 'ดีเจโต้ - สุหฤท สยามวาลา' นักร้อง นักดนตรี และนักธุรกิจ ที่ได้รับการขนานนามว่า อินดี้ตัวพ่อ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก DJ Suharit Siamwalla ฝากถึง 'พ่อเมืองน่าน' ความว่าขอบริจาคเงินส่วนตัว 500,000 บาท ร่วมปลูกป่าทดแทนในส่วนที่เป็นเป็นไร่ข้าวโพด จ.น่าน
ถือเป็นจุดเริ่มต้นคืนความชุ่มฉ่ำด้วยธารน้ำใจสู่ป่าต้นน้ำเมืองเหนือ ตามข้อมูลระบุว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ จ.น่าน เป็นผืนป่าและภูเขา ซึ่งประสบปัญหาถูกบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย รวมทั้งการเผาทำลายพื้นที่ป่าไม้อย่างต่อเนื่อง โดยที่สัดส่วนสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นทุ่งข้าวโพด เกษตรกรเมืองน่านปลูกข้าวโพดกว่า 600,000 ไร่ มากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ ซึ่งเหล่านี้ถูกแปรรูปสู่เข้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
เป็นปัจจัยส่งผลให้ จ.น่าน เกิดพื้นที่เขาหัวโล้นเกลื่อนตา ประสบปัญหาความเสื่อมโทรมของป่าต้นน้ำ โดยมีต้นกำเนิดจาก ดอยภูแว จ.น่าน ไหลตามเส้นทางสู่เขื่อนสิริกิตติ์ จ.อุตรดิตถ์ ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำอีก 3 สาย กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ รวมทั้งมลพิษจากการเผาซังข้าวโพด ลุกลามเป็นปัญหาหมอกควันที่ชาวภาคเหนือต้องเผชิญเป็นประจำทุกปี ซึ่งโดยเฉลี่ย จ.น่าน 1สูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 100,000 ไร่ต่อปี
โดยทาง ผู้ว่าฯ น่าน เคยกล่าวถึงแนวทางการดูแลรักษาป่าไม้เมืองน่านเอาไว้ ความว่า “โจทย์ก็คือถ้าไม่ให้เขาปลูกข้าวโพด ก็ต้องมีทางออกว่าจะให้ปลูกอะไรทดแทน ในฐานะที่ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผมก็มาคุยกับทุกภาคส่วน เอาเรื่องมาตรการที่จะดูแลรักษาป่าก่อน ที่ผมบอกว่าจะต้องคงสภาพป่าไว้นั่นก็คือหนึ่ง ในช่วงที่ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดต้องไม่มีนายทุนที่ไหนมาใช้พื้นที่ บุกรุกพื้นที่ของจังหวัดน่าน บุกรุกไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรืออะไรก็แล้วแต่ ขอให้เป็นเฉพาะประชาชนคนน่านที่อยู่
“ในส่วนที่สองก็คือพื้นที่ที่เป็นป่าอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นป่าอนุรักษ์หรือป่าสงวน ไม่ให้ประชาชนเข้าไปบุกรุกเพิ่มให้คงสภาพอยู่ตรงนั้นก่อน แล้วจะได้จำกัดพื้นที่เพื่อที่จะวางแผนที่จะมาแก้ไข แนวทางของเราที่จะทำให้เพิ่มพื้นที่ป่าก็คือใช้แนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั่นก็คือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับโครงการตัวอย่างโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาทำโครงการพัฒนาภูฟ้า นั่นก็คือสร้างป่าสร้างรายได้ให้กับประชาชน"
สถานการณ์ป่าไม้ในประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤต การหดหายของป่าไม้ยังเป็นสาเหตุของอากาศร้อนจัด อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายจากดาวเทียมขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2559 เผยให้เห็นว่าพื้นที่สีเขียวพื้นที่ป่าไม้ในเมืองไทยลดลงอย่างฮวบฮาบ เนื่องจากมีหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งการบุกรุกทำลายป่า, ไฟไหม้ป่า ฯลฯ โดยมีจุดแดงกระจัดกระจายแทนสัญลักษณ์ของเปลวไฟนับตั้งแต่ไฟป่า การเผาหญ้า เผาตอซังข้าว รวมทั้งเผาซังข้าวโพด ฯลฯ
หรืออย่าง ล่าสุด พลเมืองเน็ตแชร์ภาพ ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย เผยให้เห็นภาพภูโล้นเตียน ซึ่งบางส่วนกำลังถูกพระเพลิงเผาทำลาย โดยนำมาเผยแพร่เป็นอุทาหรณ์ คนหนึ่งเผา..คนหนึ่งดับ กลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้เสียที รวมทั้งไม่อยากให้ตำหนิติเตียนเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่ทางออกที่ดีที่สุด คือการกำหนดแนวทางยับยั้งการบุกรุกเผาป่า
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย เป็นหนึ่งในแนวทางปฏิรูปที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้าภายใต้นโยบาย 'ทวงคืนผืนป่า' โดยมีการวางแผนฟื้นฟูทรัพยากรของชาติ อาทิ จัดทำแผนจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชัน 20 ปี เริ่มต้นระยะที่ 1 ในพื้นที่ ป่าจอมทอง ป่าแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และป่าน้ำยาว ป่าน้ำสวด จ.น่าน
แนวทางหนึ่งที่นำมาฟื้นฟูผืนป่าที่ถูกทำลายคือเรื่องของ การปลูกป่าทดแทน ซึ่งกำลังเป็นประเด็นได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก อันเป็นผลพวงจากการปลุกกระแสโดยคนดังที่ร่วมสมทบเงินทุนบริจาคปลูกป่าโดยมิได้นัดหมาย เป็นจำนวนกว่า 1 ล้านบาท
ในทางปฏิบัติการปลูกป่าทดแทนในประเทศไทยประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกปรับเป็นพื้นที่ทางการเกษตรอย่าง ทุ่งข้าวโพดหลายแสนไร่ใน จ.น่าน ศ.ดร. ยงยุทธ ไตรสุรัตน์ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่าการปลูกป่า การสร้างป่าไม่ใช่ปลูกวันแรกวันเดียวแล้วกลับไปเลย แต่ต้องมีการดูแลฟื้นฟูต่างๆ ยกตัวอย่าง กรมป่าไม้ มีการปลูกปีแรกเสร็จ ก็มีการดูแลรักษาอีก 8-9 ปี ในการบำรุง ตัดแต่งวัชพืช ป้องการไฟป่า หรือให้ปุ๋ย รวมทั้งสิ้น 10 ปีเศษ
“การที่คนเมืองจะไปปลูกป่า ผมว่าเป็นเรื่องการสร้างจิตสำนึกอะไรต่างๆ ไปร่วมกับเจ้าหน้าที่หรือประชาชนในพื้นที่ แต่อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นการปลูกป่าเราต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น การที่จะให้เขาไปดูแลทุกเดือนหรือสองเดือน โอกาสความเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะฉะนั้น คนเมืองอาจจะช่วยได้ในเรื่องของการสมทบทุน ไปร่วมกิจกรรมบางครั้งบางคราว คือจะบริจาคน้อย บริจาคมาก ถ้ามีใจกุศลช่วยกันก็เป็นเรื่องดีทั้งหมด อย่างเช่น ค่าใช้จ่ายของกรมป่าไม้ ประเมินไว้อย่างพื้นที่ที่เตรียมการปลูกระยะ 10 ปี 1 ไร่ ใช้เงินประมาณ 10,000 บาทเศษ ปีแรกใช้ประมาณ 4,000 ปีที่ 2 - ปีที่ 6 ค่าการบำรุงรักษาตกอยู่ประมาณ 500 บาท หลังจากนั้นก็ลดน้อยลงไป เพราะฉะนั้น เงิน 500,000 บาท ถ้าคิดตามตัวเลขของกรมป่าไม้ ก็น่าจะปลูกได้สัก 50 ไร่” ศ.ดร. ยงยุทธแจกแจง
และคงต้องติดตามต่อยาวๆ ว่าการเริ่มต้นบริจาคเงินแสนปลูกป่าของ 'โจอี้ บอย' และ 'ดีเจโต้' จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยมากน้อยเพียงใด ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ภูเขาหัวโล้น จึงจะพลิกฟื้นคืนสภาพปกคลุมด้วยผืนป่าเขียวขจี แต่อย่างน้อยๆ วันนี้พวกเขา 'ชี้เป้า' ให้คนไทยทั้งประเทศมองเห็นสถานการณ์ป่าไม้ที่เข้าขั้นวิกฤตได้สำเร็จแล้ว


