xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ไขปริศนา... “ธัมมชโย” “เดินไม่ได้” แต่บ๊ายบาย “ไอเลิฟยู”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ภาพการอาการอาพาธที่เท้าของพระธัมมชโยนำออกมาเผยแพร่เพื่อประกอบการขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ใครที่ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ “พระเทพญาณมหามุนี(ไชยบูลย์ ธัมมชโย)” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คงคุ้นชินกับ “ออร่า” ที่เปล่งประกายออกมาจากร่างกายของ “ท่านเจ้าคุณ” รูปนี้เป็นอย่างดี

ใบหน้าที่เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล

ผิวพรรณขาวสะอาดและเรียบเนียนราวกับหยกชั้นดี

ยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้ผ้าชั้นดีของจีวรที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนด้วยแล้ว ยิ่งสัมผัสได้ถึง “รัศมีแห่งความงามและความน่าเลื่อมใส” ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์ลูกหานับล้านคนทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี

ทว่า ฉับพลันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษออก “หมายจับ” หลังพระธัมมชโยบ่ายเบี่ยงที่จะเข้ามาพบพนักงานสอบสวนในข้อหา “ฟอกเงินและรับของโจร” คดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ภาพลักษณ์อันงดงามเหล่านั้นกลับหายไปโดยสิ้นเชิงจนสังคมเกิดคำถามว่า “จริงหรือ?”

เพราะทีมทนายความตลอดรวมถึงทางวัดพระธรรมกายได้ออกมาเผยแพร่ภาพ “เท้า” ของพระธัมมชโยเพื่อประกอบการขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวนเป็นครั้งที่ 2 โดยระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “ปวดขาซ้าย เนื่องจากกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง ประกอบกับมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังและรุนแรงจากโรคเบาหวาน ภูมิแพ้ เส้นเลือดอุดตันที่โคนขาซ้าย มีแผลติดเชื้อที่เท้าเรื้อรัง”

เป็นภาพที่ต้องบอกว่า เห็นแล้วน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามตามมาว่า ถ้าเป็นภาพจริงทำไมพระธัมมชโยถึงปล่อยให้อาการหนักหนาสาหัสถึงขนาดนั้น ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่า ทำไมสังคมถึงเกิดคำถามว่า “อาพาธจริง” หรือ “อาพาธการเมือง” กันแน่

และนี่คือปริศนาที่ต้องคลี่คลายให้กระจ่างแจ้ง

และเรื่องนี้ย่อมมีที่มาและที่ไป

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้...ก่อนหน้าที่ “ภาพเท้าของพระธัมมชโย” จะปรากฏสู่สายตาของสาธารณชน

หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหมายเรียกให้เข้าพบพนักงานสอบสวน ในข้อหา “กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร” พร้อมทั้งมีคำสั่งให้เดินทางไปพบพนักงานสอบสวน ณ สำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ อาคารรัฐประศาสน์ภักดี (ศูนย์ราชการ อาคาร B) ชั้น 8 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ในวันที่ 8 เมษายน 2559 เวลา 09.00 น.

ครั้งแรก พระธัมมชโยขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยนายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความวัดพระธรรมกาย ให้เหตุผลว่า เนื่องจากต้องมีการจัดเตรียมงานบุญวัดเกิดพระธัมมชโยในวันที่ 22 เมษายน 2559 นี้ รวมทั้งติดภารกิจบวชสามเณรภาคฤดูร้อนและภารกิจอื่นๆ ในช่วงตลอดเดือนเมษายน จึงไม่สะดวกเข้าพบพนักงานสอบสวน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษก็อนุญาตตามขั้นตอนและระเบียบที่เปิดช่องให้ดำเนินการได้ พร้อมกำหนดให้ “ผู้ต้องหา” เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 เมษายน 2559 แทน

ทว่า เมื่อถึงเวลานัดหมายเป็น ครั้งที่สอง ทนายความของวัดพระธรรมกายก็ได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนการพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งโดยเที่ยวนี้อ้างว่า “อาพาธ” หลังจากครั้งแรกอ้างว่าติด “ศาสนกิจ”

แถลงการณ์ของวัดพระธรรมกายเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า “เนื่องจากการปฏิบัติศาสนกิจตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา พระธัมมชโยมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนรุนแรงเฉียบพลัน มีปัญหาในการทรงตัว และมีการปวดหลัง ปวดขาซ้ายเนื่องจากอักเสบรุนแรง ประกอบกับมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังและรุนแรงจากโรคเบาหวาน ภูมิแพ้ เส้นเลือดอุดตันที่โคนขาซ้าย มีแผลติดเชื้อที่เท้าเรื้อรัง คณะแพทย์ผู้รักษาจึงมีความเห็นสมควรพักและงดภารกิจเป็นเวลา 15 วัน ทั้งนี้ ด้วยเหตุเจ็บป่วยดังกล่าว จึงไม่สามารถไปพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้”

สำทับด้วยความเห็นของ เรืออากาศโทนายแพทย์ชูชัย พรพัฒนาพันธุ์ แพทย์ประจำคลินิกรัตนเวช 1 ในคณะแพทย์ผู้รักษา ซึ่งแจกแจงรายละเอียดชี้แจงเพิ่มเติมไปในทำนองเดียวกัน โดยสรุปได้ว่า พระธัมมชโยมีอาการอาพาธหลายต่อหลายโรค ได้แก่ โรคบ้านหมุน โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ ซึ่งแพ้ทั้งเกสรดอกไม้และควัน เส้นเลือดอุดตันที่ขา

กระนั้นก็ดี ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนพบพนักงานสอบสวนของพระธัมมชโยตามที่ทีมทนายและทางวัดพระธรรมกายกล่าวอ้าง โดยหลังจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพร้อมด้วยอัยการร่วมสอบสวนและที่ปรึกษาคดีพิเศษได้ประชุมกันและพิจารณาแล้วมีความเห็นร่วมกันและออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันคือวันที่ 25 เมษายนว่า “การที่พระเทพญาณมหามุนีมีหนังสือเลื่อนการมาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในการรับทราบข้อกล่าวหาถึง 2 ครั้ง โดยอ้างเหตุเกี่ยวกับการประกอบศาสนกิจและอ้างอาการป่วย โดยใช้ใบรับรองแพทย์จากคลินิกเอกชน แต่ปรากฏว่ามีการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ได้เป็นปกติ จึงไม่มีเหตุอันควรให้ที่จะขอเลื่อนการมาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นไปในลักษณะหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม.... จึงมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขออนุมัติหมายจับพระเทพญาณมหามุนีมาดำเนินคดีต่อไป”

หลังเป็นที่ชัดเจนว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนพบพนักงานสอบสวนและมีมติยื่นขอ “หมายจับ” พระธัมมชโย ทางวัดพระธรรมกายก็ได้ปล่อย “ภาพเท้าของพระธัมมชโย จำนวน 4 ภาพ” ออกมาเพื่อยืนยันว่าอาพาธจริงๆ พร้อมทั้งปลุกเร้ากระแสความสนใจในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาขึ้นในทำนองว่าภาครัฐรังแกแม้กระทั่งพระที่อาพาธ

ยิ่งในโลกออนไลน์ด้วยแล้ว บรรดา “นักรบไซเบอร์” ของวัดพระธรรมกายได้ออกเคลื่อนไหวตามเว็บไซต์และแฟนเพจข่าวกันพร้อมเพรียง และเป็นระบบ นำโดย “พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส” ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกายที่เผยแพร่ภาพพร้อมคำบรรยายเอาไว้ว่า “กรณีอาการป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ถูกต้อง ทางดีเอสไอใช้ดุลพินิจปฏิเสธการเลื่อนโดยไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางความเป็นจริง เพราะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่รับผิดชอบคดีนี้เคยพบเห็นอาการของหลวงพ่อธัมมชโย และรู้อยู่ว่าอาการป่วยของหลวงพ่อธัมมชโยไม่สามารถเดินทางไปดีเอสไออย่างแน่นอน การใช้ดุลพินิจของดีเอสไอครั้งนี้ เป็นการใช้กฎหมายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วย ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนชัดเจน !!”

กระนั้นก็ดี แม้การป่วยซึ่งยืนยันด้วยภาพเท้าของพระธัมมชโยจะเรียกได้ว่า สารพัดโรครุมเร้าและมีอาการที่ต้องบอกว่า หนักหนาอยู่ไม่น้อย รวมถึงแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดพระธัมมชโยจะยืนยันผ่านสื่อถึงขนาดว่า “ทีมแพทย์ที่รักษาเสนอให้ตัดขา แต่พระธัมมชโยไม่ยอม” ก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่มั่นใจของสังคมว่า อาพาธจริงหรือไม่ แม้

ถ้า “อาพาธจริง” ก็อาจจะเป็นอย่างที่ “หลวงปู่พุทธะอิสระ” แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเอาไว้อย่างเผ็ดร้อนว่า “หากเป็นจริงดังภาพ นั่นแสดงว่า ผลแห่งกรรมชั่วกำลังให้ผลอย่างเผ็ดร้อนแล้ว วิบากกรรมที่ย่ำยีพระธรรมวินัย มันจะกลายเป็นเชื้อโรคร้าย ค่อยๆ กัดกินเลือด เนื้อ กระดูก และชีวิต จนกว่าจะตายอย่างทรมาน เช่นนี้เรียกกว่า อยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้ คงเป็นเพราะผู้คนที่เขาเดือดร้อน จากการกระทำของผู้ป่วยตนนี้ คงจะสาปแช่ง อยู่ตลอดเวลา”

พร้อมทั้งแนะนำวิธีการรักษาเอาไว้ด้วยว่า “ในฐานะที่เคยรักษาอาการเส้นเลือดอุดตัน จากผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ถ้าเป็นหมอแผนปัจจุบัน ต้องตัดขา เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ แผลที่เน่าในจะลามไปถึงต้นขา หรือไม่ก็เกิดอาการติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งผู้ป่วย เป็นเบาหวาน เป็นความดันอยู่ด้วย เชื้อจะลุกลามเข้าไปถึงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย มีโอกาสตายอย่างทรมานได้สูง หากเป็นแพทย์แผนไทย ฉันจะใช้เปลือกมังคุดสด ทุบให้ละเอียด ผสมน้ำอุ่นแช่แผลไว้ ครึ่งชั่วโมง เช้า - เย็น ทุกวันแล้วซับด้วยสำลีสะอาดแล้วใช้น้ำมันมนต์ชโลมทั้ง ขา อย่าปิดแผล หากจำเป็นต้องเปิดปากแผล ให้ใช้ยอดใบตองอ่อน มาเช็ดให้สะอาด แล้วนำมาพันแผลเอาไว้ จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น สามารถลดอาการอักเสบได้ด้วยไม่ควรให้ผู้ป่วยนั่งห้อยเท้า เวลานอนยกขาหาหมอนหนุน หรือเชือกผูกขาห้อยให้สูงเลือดจะได้ไม่ไปอัดแน่นอยู่ที่ขามากเกินไป จะได้ไม่เจ็บปวด แต่เท่าที่ดูจากรูปแล้ว อาการยังพอรักษาได้ ขายังไม่เน่ามาก แต่ต้องคุมอาหาร ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ถ้าเป็นไปได้ หากแผลเน่ามากๆ และลึก ควรหาหนอนแมลงวัน ที่แพทย์ทางเลือกเขาเลี้ยงเอาไว้นำมาใส่ลงในแผล เพื่อให้กินเนื้อ เลือด หรือหนองที่เน่าเสีย ของผู้ป่วยเบาหวานเอามาปล่อยให้กัดกินเนื้อเน่าจนหมด แล้วจึงใช้น้ำอุ่นที่ใส่เปลือกมังคุดชะล้างทุกวันสิ่งสำคัญอย่าใช้ แอลกอฮอล์ หรือยาฆ่าเชื้อที่เป็นกรด ชะล้างแผล จะทำให้เนื้อเยื่ออ่อนระคายเคือง และเกิดขึ้นใหม่ยาก สำหรับยากิน ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะ หากไม่จำเป็น

จะมีผลต่อไต และตับ และมีผลต่อเม็ดเลือดขาว ที่ทำหน้าที่ต้านทานเชื้อโรคที่เข้าทางบาดแผล ควรหายาละลายลิ่มเลือด ขยายหลอดเลือด กินทุกวัน เช้า - เย็น

จะช่วยให้เลือดไหลไปเลี้ยงปลายประสาทได้ดี ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ควรออกกำลังกาย โดยการนอนราบกับพื้น ยกขาสลับไปมา ครั้งละ ๕ ถึง ๑๐ นาที วันละ ๓ เวลา ที่บอกนี่ เพราะว่าสงสารหรอกนะ ถือเป็นวิทยาทานแก่ผู้ป่วยอื่นๆ ด้วย”

แต่ทำไปทำมาทำท่าว่า การอาพาธของพระธัมมชโยดูจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามเสียมากกว่า ไม่เช่นนั้น พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ คงไม่กล้าระบุออกมาชัดๆ แบบไม่เกรงกลัวว่า “เป็นภาพเก่าในปี 58” พร้อมขยายความด้วยว่า “เป็นภาพตอนไปสอบพยานกัน ภายในวัดพระธรรมกาย เมื่อปี 2558 และได้ดูอาการเจ็บป่วยของท่าน ทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวนเองก็มีหลักฐานพอสมควรว่าในช่วงที่ผ่านมา ท่านก็สามารถประกอบศาสนกิจได้ตลอด ส่วนแพทย์ผู้รักษา พระธัมมชโย ที่ออกมาชี้แจงก็ถือว่ามีสิทธิ์เช่นกัน”

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ มีรายงานข่าวแจ้งว่า ดีเอสไอได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแฝงตัวเป็นกลุ่มญาติธรรมภายในวัดพระธรรมกายและได้บันทึกคลิปวิดีโอพระธัมมชโย เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ระหว่างเดินลงจากรถและเดินพบกับลูกศิษย์ที่มารอ ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวมีความยาวประมาณ 1 นาทีครึ่ง เป็นการเดินทักทาย พูดคุยกับลูกศิษย์ ซึ่งเป็นอีกพยานหลักฐานที่ดีเอสไอเชื่อว่าพระธัมมชโย ไม่ได้ป่วยรุนแรง จึงนำไปสู่การพิจารณาขอหมายจับ

เป็นคลิปที่มิได้มีทีท่าว่าจะเจ็บป่วยอย่างที่แถลงการณ์ของทางวัดพระธรรมกายแต่อย่างไร พระธัมมชโยสามารถเดินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีรถเข็นหรือใช้ไม้เท้าพยุงตัว ซ้ำร้ายในคลิปวิดีโอพระธัมมชโยยังชูไม้ชูมือสัญลักษณ์ “ไอเลิฟยู” ให้กับบรรดาผู้เลื่อมใสศรัทธาที่มารอต้อนรับอีกต่างหาก

โธ่ถังกะลังมังแตก เจ็บปวดถึงขนาดจะเดินไม่ได้และอาจต้องตัดขา ยังสามารถบ๊ายบาย “ไอเลิฟยู” ได้อีกต่างหาก

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

แค่ 1 ในศีล 5 ซึ่งเป็นศีลขั้นพื้นฐานสำหรับฆราวาส ยังรักษาไม่ได้แล้วจะเป็น “ต้นธาตุ ต้นธรรม” ตามคำกล่าวอ้างได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองโลกในแง่ดีก็อาจเชื่อได้ว่า พระธัมมชโยอาพาธจริงๆ เพียงแต่ไม่ได้หนักหนาสาหัสเพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษยืนยันแล้วว่า นอกจากจะเป็นภาพเก่าในปี 2558 แล้ว ที่ผ่านมาพระธัมมชโยก็ยังสามารถประกอบศาสนกิจได้เป็นปกติ
ภาพจากคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพพระธัมมชโย เมื่อวันที่ 22 เมษายน ขณะร่วมประกอบพิธีหล่อรูปเหมือนคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พิธีเจริญพุทธมนต์และพิธีถวายรางวัลประกาศเกียรติคุณ 97 รางวัล จาก 40ประเทศทั่วโลก แถมยังชูไม้ชูมือสัญลักษณ์ “ไอเลิฟยู” ให้กับบรรดาผู้เลื่อมใสศรัทธา ซึ่งทางวัดอ้างว่าเป็นเหตุให้เกิดอาการป่วยมากขึ้น
กระนั้นก็ดี หลังคลิปวิดีโอพระธัมมชโยกำลังประกอบศาสนกิจถูกเผยแพร่ออกมา ทางวัดพระธรรมกายก็ได้ “แก้ตัว” อีกเช่นเคย โดย “โฆษกของวัดพระธรรมกายเจ้าเก่า” คือ พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร ก็ได้ออกแถลงการณ์ความว่า “ตามที่มีคลิปวิดีโอปรากฏภาพพระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)ยืนพูดคุยกับลูกหลานสาธุชนที่มาถวายการต้อนรับหลวงพ่อและคณะสงฆ์นั้น เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเวลาประมาณ 13.30 น. ของวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่พระเทพญาณ มหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)มีอาการเจ็บป่วยฉับพลัน อันเนื่องมาจากการร่วมประกอบพิธีหล่อรูปเหมือนคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พิธีเจริญพุทธมนต์และพิธีถวายรางวัลประกาศเกียรติคุณ 97 รางวัล จาก 40ประเทศทั่วโลกเกือบ 3 ชั่วโมง จนเป็นเหตุให้เกิดอาการป่วยมากขึ้น คณะแพทย์ผู้ทำการรักษาถวายคำแนะนำให้หลวงพ่อหยุดปฏิบัติศาสนกิจทุกอย่างเป็นเวลา15 วัน เพื่อพักรักษาตัว”

สรุปรวมความก็ดี ณ ขณะนั้นยังสบายดี แต่หลังประกอบศาสนกิจต่อเนื่องยาว 3 ชั่วโมง อาการอาพาธก็กำเริบอย่างปัจจุบันทันด่วน ทั้งๆ ที่ถ้าหากติดตามภาพกิจกรรมในวันดังกล่าวทางเว็บไซต์ของวัดพระธรรมกายเองก็จะเห็นได้ว่า พระธัมมชโยไม่ได้ประกอบศาสนกิจอะไรมากมายนัก เพียงแต่นั่งอยู่บนเก้าอี้เท่านั้น

อย่างไรก็ดี แม้ในที่สุดแล้ว “ศาล” จะไม่อนุมัติหมายจับตามคำต้องร้องขอของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี” แต่สิ่งที่จะต้องขอสังเกตก็คือ ทำไมพระธัมมชโยถึงใช้ใบรับรองแพทย์จากคลินิกเอกชน ซึ่งโดยปกติแล้ว ไม่ใคร่จะมีใครใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานราชการ

แถมเป็นใบรับรองจาก “คลินิกเอกชน” มิใช่ “โรงพยาบาลเอกชน” อีกต่างหาก

นี่เป็นประเด็นที่มิเพียงแต่กรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งข้อสงสัยเท่านั้น หากแต่สังคมโดยทั่วไปก็ตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกันว่า ทำไมถึงไม่เป็น “โรงพยาบาลของรัฐ” ถ้าหากมีเจ็บป่วยและมีความบริสุทธิ์ใจจริงๆ พร้อมทั้งเรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาตรวจสอบใหม่อีกครั้งเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง เพราะทางวัดพระธรรมกายก็ประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่า พร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอนำแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจหรือโรงพยาบาลในสังกัดเข้าตรวจอาการอาพาธของพระธัมมชโยภายในวัดพระธรรมกาย

ทั้งนี้ หลังศาลไม่อนุมัติหมายจับ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งหมายเรียกครั้งที่ 3 ถึง พระธัมมชโยให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาฐาน สมคบกันฟอกเงินและรับของโจรอีกครั้ง ในวันที่ 16 พ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ขณะที่ทางวัดพระธรรมกายเอง ก็ได้ส่งนายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.คลองหลวงถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษโดย พ.ต.ท.ปกรณ์ และคณะ นำเอกสารสำเนาเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาการเคหะแห่งชาติ เลขที่ 0104455 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2552 สั่งจ่าย พระราชภาวนาวิสุทธิ์ จำนวนเงิน 100 ล้านบาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน) มาแสดง ต่อ พระธัมมชโย เพื่อสอบถามว่า ได้เคยเห็นเช็คหรือได้รับเช็คฉบับดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งพระธัมมชโยได้แจ้งแก่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทราบว่า ไม่เคยเห็นและไม่ได้เป็นผู้เซ็นกำกับหลังเช็ค ทั้งนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้บันทึกการให้ปากคำไว้แล้ว และแจ้งว่ามีการนำเช็คฉบับดังกล่าวไปใช้ในนามพระธัมมชโย เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย

งานนี้ เห็นได้ชัดว่า คงต้องต่อสู้กันอีกพักใหญ่ และอาจกล่าวได้ว่า สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร...นะจ๊ะ



กำลังโหลดความคิดเห็น...