ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -คำกล่าวตอนหนึ่งในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ของ 'บิ๊กตู่' พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า ปี 2560 จะเสนอให้มีการเปิดเผยอาชีพและรายได้ระบุลงในบัตรประชาชน ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลจะได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
ส่งผลให้เกิดเสียงเอ็ดตะโรอื้ออึง เพราะประชาชนค่อนประเทศไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของ บิ๊กตู่ เอาเสียเลย อย่างในสังคมออนไลน์เกิดกระแสแอนตี้อย่างท่วมท้น มีการตั้งแฮชแท็กเสียดสีแนวคิดดังกล่าว #สิ่งที่ควรระบุในบัตรประชาชน ในสังคมทวิตเตอร์ แน่นอนว่า ความนิยมของแฮชแท็กดังกล่าวทะยานขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ของประเทศไทยทันที ขณะที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจดังจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส
ยกตัวอย่าง สุหฤท สยามวาลา หนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2556 ปัจจุบันเป็น นักธุรกิจ นักดนตรี นักจัดรายการวิทยุ ฯลฯ ก็ได้แสดงความคิดเห็นพร้อมข้อเสนอแนะผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว DJ Suharit Siamwalla ที่แสบไปถึงไส้ เพราะนอกจากจะวิพากษ์แล้วยังเสนอทางออกอีกด้วย เช่น ปัญหามันมีมากมายถ้าระบุรายได้ 1. รายได้แต่ละคนไม่แน่นอนเปลี่ยนทุกปี ยิ่งพนักงานที่ได้คอมมิชชันขึ้นกับผลงานเช่นพนักงานขาย จะลงรายได้อย่างไร มันก็ต้องลงเฉลี่ยไปแล้วมันจะเชื่อถือได้แค่ไหนบนบัตรประชาชน มิต้องทำบัตรกันทุกปีรึ หรือให้ทำทุกเดือน 2. ถ้าบอกว่าจะได้รู้ว่าใครจนใครรวยจะได้ช่วยเหลือถูก ท่านก็ run ฐานข้อมูลบัตรประชาชนเทียบกับการเสียภาษี ผู้ที่ไม่ได้เสียภาษีก็คือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพราะรายได้น้อย ก่อนจะช่วยท่านก็ตรวจสอบเอาว่าจริงหรือไม่ งานไม่น้อยกว่าหรือครับ 3. ข้อมูลที่อยู่บนบัตรประชาชนเป็นข้อมูลแท้ที่ต้องผ่านการตรวจสอบ การลงรายได้นั้นท่านจะมีวิธีตรวจสอบอย่างไรว่าทุกคนลงตัวเลขจริง ก็ต้องถามกรมสรรพากรแล้วเอาตัวเลขเดียวกันมาลง ในเมื่อมีอยู่แล้วก็จัดการให้ดีตรงนั้นดีกว่าไหมครับ หรือถ้าท่านคิดว่าการลงตัวเลขบนบัตรประชาชนจะถูกต้องกว่ากรมสรรพากร อย่างแรกที่ท่านต้องทำคือยกเครื่องกรมสรรพากรใหม่หมดก่อน
นอกจากนี้ เฟซบุ๊กแฟนเพจดังจำนวนมาก อาทิ Drama-addict, ฮิปสเตอร์ไปฆ่าพ่อมึงเหรอ, SquidMan.Exe, แต่เพื่อเงินฉันทำได้ ฯลฯ รวมทั้งผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนมาก เผยแพร่ภาพและข้อความเสียดสีแนวคิดของรัฐบาลแบบแสบๆ คันๆ ให้ประชาชียิ้มเยาะกันทั่วสังคมออนไลน์
อย่างไรก็ตาม หลังนายกฯ เปิดประเด็นโดยไม่แจงรายละเอียดว่าจะระบุข้อมูลในรูปแบบใด ทราบกันแต่เพียงว่า “ระบุอาชีพและรายได้บนบัตรประชาชน” ส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่าข้อมูลส่วนบุคคลนี้ต้องโชว์หราบนหน้าบัตรเป็นแน่แท้ ถ้าเป็นอย่างนั้นทาง คสช.คงต้องยืดอกสามศอกเผยข้อมูลรายได้บนบัตรประชาชนเป็นตัวอย่างเสียก่อน โดยเฉพาะสามพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งถือเป็น คสช.วงในที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดินจริงๆ
นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงถึงประเด็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หากรัฐบาลเร่งเครื่องเปิดเผยข้อมูลรายได้ในบัตรประชาชนขึ้นมาจริงๆ ในประเด็นนี้ทางสภาทนายความออกมาให้ข้อมูลต่อประชาชนว่า แนวคิดดังกล่าวเข้าข่าย “เลือกปฏิบัติโดยเหตุแห่งรายได้” ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่า ประชาชนไม่ว่าจะเงินเดือนมากน้อย หรือประกอบอาชีพใด ต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเสมอภาค ประเด็นสำคัญเรื่องอาชีพและรายได้ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเป็นความสมัครใจของแต่ละบุคคลว่าต้องการเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีการคุ้มครองข้อมูลเหล่านี้ เพื่อป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ นั่นเท่ากับว่าแนวคิดดังกล่าวขัดต่อสิทธิพลเมือง
กระทั่ง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงแนวคิดระบุอาชีพและรายได้ลงในบัตรประชาชนของ บิ๊กตู่ ในวันถัดมาหลังเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชน ความว่า มาตรการช่วยเหลือประชาชนในการลดภาระค่าครองชีพยังลงไปไม่ถูกกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เช่น นโยบายรถเมล์และรถไฟฟรีที่ใครก็สามารถใช้บริการได้หมดเป็นต้น ดังนั้น การทำฐานข้อมูลที่มีการระบุรายได้และอาชีพแบบใหม่นี้ จะเป็นการแสดงตัวช่วยให้นโยบายการลดภาระค่าครองชีพลงไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมระบบภาษีซึ่งนายกรัฐมนตรีอยากให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีไม่ใช่การรีดภาษีแต่อยากให้ประชาชนอยู่ในระบบภาษีที่เหมาะสมตามลำดับรายได้ของแต่ละบุคคล เพื่อนำเงินมาใช้ในการพัฒนาประเทศ และยังเอื้อประโยชน์ต่อมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ให้เกิดความผิดพลาดเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือไปไม่ตรงตัวบุคคล ส่วนความกังวลในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขอยืนยันว่าการแสดงข้อมูลมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย จึงขอให้มองที่เจตนารมณ์ของรัฐบาล
หลังจากปล่อยให้ประชาชนเย้ยหยันแนวคิดอันเต็มไปด้วยความปรารถนาดีเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของประเทศจนถูกโขกสับเป็นริ้วๆ ชนิดหมอไม่รับเย็บแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ก็ออกมาเฉลยข้อเท็จจริงผ่านสื่อความว่า “ให้แนวคิดรายได้อยู่ในบัตรประชาชนเพื่อแยกแยะ ไม่ได้ประจานใคร เผื่อใช้ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี แยกแยะไม่ใช่แบ่งชนชั้น ให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐ ใส่ชิปเพิ่มเติม ข้อมูลใหม่จะถูกฝังอยู่ในชิป”
โดยแนวคิดการเพิ่มข้อมูลฐานรายได้ในบัตรประชาชน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทุกกระทรวงในบัตรใบเดียว เพื่อเป็นการรองรับเรื่องอีเพย์เม้นต์ ทั้งเรื่องการเสียภาษี และสวัสดิการด้านอื่นๆ เช่น การขึ้นรถไฟฟรี รถเมล์ฟรี และค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นแนวคิดให้ทาง กระทรวงมหาดไทย ไปศึกษาว่าสามารถทำได้หรือไม่ โดยที่ข้อมูลทั้งหมดจะเก็บไว้ในชิปซึ่งเพิ่มเข้ามาอีก 1 ใบ ไม่ใช่โชว์อยู่บนบัตรประชาชนอย่างที่ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์
ก็ไม่รู้ว่า เหตุที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือกับเมื่อครั้งที่พูดเป็นครั้งแรกนั้น เป็นการแก้เกี้ยวหรือกลับลำความผิดพลาดทางความคิดและนโยบายของตัวเอง ซึ่งไม่ได้กลั่นกรองให้ละเอียดถี่ถ้วนหรือไม่
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในเวลาต่อมา ความว่า แนวคิดระบุฐานข้อมูลอาชีพและรายได้ในบัตรประชาชนเป็นนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกฯ ทั้งนี้ ก็เพื่อใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียว อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เช่น สามารถไปติดต่องานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สำเนา และสามารถเชื่อมต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการ พร้อมเปิดเผยว่าปัญหาในขณะนี้คือผู้มีรายได้น้อยไม่อยู่ในระบบของภาษี ทำให้ ไม่มีฐานข้อมูล และกำลังหากลไกว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ตัวเลขรายได้ที่แท้จริง
“มันเป็นเพียงการเก็บฐานข้อมูลธรรมดา เพื่อใช้ในการวางแผน ส่วนใหญ่จะเป็นแผนการช่วยเหลือ ประชาชนมากกว่า ไม่ได้มีการเอาข้อมูลไปเปิดเผยบนบัตร เพราะกฎหมายบัตรประชาชนก็มีระบุอยู่ว่า อะไรสามารถทำได้ หรือไม่ได้” พล.อ.อนุพงษ์แจกแจงแทน พล.อ.ประยุทธ์ผู้เป็นน้องรักบูรพาพยัคฆ์
กระนั้นก็ดี สังคมก็ยังมิวายคลายข้อสงสัยว่า พล.อ.ประยุทธ์จะพลาดถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าเป็น “นายกฯ นกแก้ว” ก็ว่าไปอย่าง ดังนั้น เรื่องนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นปฏิบัติการทางข่าวเพื่อหวังผลในการกลบเกลื่อนข่าวทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหรือไม่
เพียงแต่เมื่อปล่อยกระสุนออกมาแล้ว ไม่เป็นไปอย่างที่คิด….ก็เท่านั้น (ฮา)


