เมื่อพูดถึงระบบการศึกษาไทย หลายคนอาจรู้สึกถอดใจและหมดหวัง แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าการศึกษาไทยจะดีขึ้นได้และพวกเขาก็พร้อมที่จะลุยไปกับมัน วันนี้ทีมงาน Feel Good จะพาไปพูดคุยกับ "มิว โอ และณัฐ" ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) แล้วคุณจะพบว่าความหวังในระบบการศึกษาและการพัฒนามีอยู่จริง
รู้จักกับทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand)
“สักวันหนึ่ง เด็กไทยทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้พวกเขาสามารถกำหนดชะตาชีวิตได้ด้วยตนเอง” คือวิสัยทัศน์ของโครงการที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาให้ไปยังทิศทางที่ดีขึ้น
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) เป็นโครงการที่รับสมัครคนที่มีใจมุ่งมั่นอยากพัฒนาเรื่องการศึกษาให้เข้ามาสอนในโรงเรียนขยายโอกาสเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงกลุ่มนี้จะได้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตนักเรียนและชุมชนให้ดีขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่อีกด้วย เพราะที่นี่จะมีการจัดอบรมให้อย่างสม่ำเสมอ และมีกิจกรรมที่จะดึงศักยภาพออกมาอีกมากมาย
จุดประกายอยากเป็นครู
เมื่อรู้จักโครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) แล้ว เรามาทำความรู้จักครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโครงการนี้กันบ้าง ประกอบด้วย “วัชร เดโชพลชัย (มิว)” หนุ่มวิศวะ จุฬาฯ “ศรัณย์ เรืองเกตุ (โอ)” หนุ่มบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ “ณัฐกานต์ กุลาสา (ณัฐ)” สาวมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
แม้ทั้งสามจะจบมาจากต่างคณะ ต่างสถานที่ แต่พวกเขากลับมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการพัฒนาการศึกษาไทยและสังคมให้ดีขึ้น ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) จึงตอบโจทย์พวกเขาไปเต็มๆ แล้วแรงบันดาลใจที่ทำให้พวกเขาก้าวเข้ามาที่นี่คืออะไรกัน?
มิวเริ่มเล่าให้ฟังเป็นคนแรกถึงแรงบันดาลใจที่อยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม “ตอนแรกไม่ได้คิดว่าอยากเป็นครูเป็นพิเศษ แต่พอไปอ่านเจอข้อมูลของโครงการนี้แล้วรู้สึกว่าวิสัยทัศน์ของโครงการคล้ายๆ กับสิ่งที่เราอยากให้ประเทศไทยเป็นก็เลยสมัครเข้ามา เพราะรู้ว่าการเป็นครูเป็นส่วนช่วยในการศึกษา และการศึกษาก็เป็นส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศได้”
“แรงบันดาลใจเกิดจากความประทับใจในตัวครูที่เขาให้โอกาสเรียนต่อในช่วงม.3 ขึ้น ม.4 เดิมผมก็เป็นเด็กที่มีพื้นเพเหมือนกับเด็กที่มาจากโรงเรียนที่เข้าไปสอนนี่แหละ พอเขาให้โอกาสผม เขาเหมือนเปลี่ยนทัศนคติผมไปเลยว่าการเรียนมันสำคัญ และเพราะการได้รับโอกาสในครั้งนั้นทำให้ผมอยากเป็นครูแบบนั้นบ้าง” นี่คือความในใจจากโอ ครูหนุ่มตัวสูงที่ได้แรงบันดาลใจจากครูต้นแบบของเขา
ส่วนณัฐ ยิ้มแย้มพร้อมเล่าอย่างออกรส “ตอนแรกไม่ได้อยากเป็นครูเลย เรามองว่าเป็นครูลำบากต้องเตรียมการสอนและทุ่มเทมาก เราเห็นพ่อเป็นครูและเสียสละเยอะมาตลอดก็รู้สึกว่าไม่อยากเป็น แต่ครั้งหนึ่งมีโอกาสไปช่วยครูของตัวเองที่ย้ายไปสอนในโรงเรียนเล็กๆ ในเวลาแค่ 2 สัปดาห์ก็เห็นปัญหาเยอะแยะเลย เด็กมีปัญหาก่อกวนในห้อง พอเรารู้ว่าเพราะที่บ้านเค้าไม่มีความอบอุ่นเราก็เริ่มรู้สึกว่านี่มันเป็นปัญหาละ เด็กคนนี้จะโตไปยังไง ก็เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสเราอยากเป็นครู คนที่จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้”
เหตุเกิดในรั้วโรงเรียน
การได้เข้ามาเป็นครูนอกจากได้ถ่ายทอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กนักเรียนแล้ว พวกเขายังได้เรียนรู้และฝึกที่จะแก้ปัญหาอีกด้วย มิวเล่าถึงความจริงของสังคมที่ได้เจอมาให้ฟัง “เพิ่งเห็นว่ามีนักเรียนกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เห็นความสำคัญของการศึกษาเลย และพวกเขาก็โตมาในสังคมที่ไม่ได้เห็นความสำคัญของการศึกษา คือไม่ได้รู้ว่าการเรียนไปจะช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น”
ทำอย่างไรพวกเขาถึงจะเห็นความสำคัญของการศึกษาขึ้นมา “เราเห็นว่าเขาคิดอย่างนี้เพราะตัวเขาไม่ได้เห็นเยอะ สังคมเขาไม่ได้เห็นเยอะ วิธีนึงคือให้เขาเห็นเยอะขึ้น ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่มากขึ้น สร้างแรงบันดาลใจให้เขารู้ว่าการที่เขาโตมาในสังคมแบบนึงก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่เขาเป็นมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาทำในตอนนี้ต่างหาก”
การทำให้เด็กสักคนหันมาสนใจเรียนมากขึ้นคงเป็นสิ่งที่ครูทุกคนใฝ่ฝัน มิวเองก็เช่นกัน เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กนักเรียนคนนึงหันมาตั้งใจเรียนจากที่เคยไม่สนใจมาก่อน “เราก็ชวนเขามาติวมาเรียน ใช้เวลาซื้อใจเขา แรกๆ ก็ล่อด้วยการให้เล่นเกมก่อน หลังๆ เขาก็เริ่มมาเองละ สิ่งที่รู้สึกภูมิใจคือมีครูท่านนึงมาบอกว่าเด็กคนนี้ดีขึ้น ตั้งใจเรียนและมีสมาธิมากขึ้น
การที่เราบอกเขาให้ตั้งใจเรียนตรงๆ มันเป็นสิ่งที่เด็กได้ยินได้ฟังมาตลอดอยู่แล้ว ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเขา สิ่งที่สร้างผลกระทบคือเราทำให้เขารู้สึกว่าเขาทำได้ ถ้าเขาพยายามเขาก็ทำได้นะ คิดว่าคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่เรียนเป็นเพราะว่าเขาคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ เรียนยังไงก็ไม่รู้เรื่องเลยถอดใจ ถ้าเราทำให้เขาสะกิดได้สักนิดนึงว่าเขาก็ทำได้นะ มันก็จะเกิดประกายให้เขาขวนขวายขึ้นมา”
ทางด้านโอก็มีเหตุการณ์น่าประทับใจไม่แพ้กัน งานนี้กว่าจะลงเอยด้วยดีถึงกับต้องมีน้ำตากันเลย “มีเด็กอยู่คนนึง เขาโดนไล่ออกจากโรงเรียนเก่ามาเพราะทะเลาะกับครู ผมเป็นครูประจำชั้นห้องเขา ซึ่งตอนแรกผมคุมเขาไม่ได้เลย พูดอะไรก็ไม่ฟังแถมเถียงผมด้วยซ้ำ ด้วยความที่ผมเป็นมือใหม่ก็มีฟิวขาดดุเขาไปบ้าง เสียงผมจะดังกว่าปกติแต่ไม่ได้ใช้คำรุนแรงอะไร ปรากฏว่ามีครูคนอื่นมาได้ยินก็เลยเป็นเรื่องเป็นราวไปถึงผู้อำนวยการโรงเรียน
วันนั้นผมร้องไห้ต่อหน้าเขาเลยเพราะผมไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มันไม่ควรจะจบลงแบบนี้ พอวันรุ่งขึ้นผมเข้ามาสอนห้องนี้ ผมก็บอกกับเขาต่อหน้าเพื่อนๆ ว่าครูขอโทษด้วยครูเป็นครูที่ไม่ดีเลย เพราะครูคุมอารมณ์ไม่ได้ มันจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกครูรับรอง พอเราให้ใจเขา ทุกวันนี้เขาดีขึ้นมากๆ เขาเกรงใจผมขึ้นเยอะมาก” โอไม่ได้กลับมาต่อว่าเด็กถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เขาเลือกที่จะขอโทษในสิ่งที่เขาทำไป การกระทำของโอในครั้งนั้นสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กคนนึงไม่ใช่น้อย
สำหรับณัฐ ความงดงามของเด็กๆ คือความประทับใจของเธอ แม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่ในสังคมที่มีโอกาสมากมายนัก “คิดว่าเด็กที่เราจะไปสอนในกทม.จะมีปัญหาเยอะมาก ไม่พร้อมเรียน เราก็พอมองภาพไว้ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับที่คิดคือเค้ามีจุดดีมากมาย พอเข้าไปสอนจริงๆ พบว่าเด็กก็มีแง่งามของแต่ละคน มีน้ำใจ น่ารัก ยิ้มไหว้ สวัสดี ถึงแม้เค้าอาจไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมากๆ แต่เค้าก็มีความน่ารัก ความเป็นธรรมชาติของเด็ก”
การศึกษาไทยไม่สิ้นหวัง
ทั้งสามผลัดกันพูดถึงความหวังที่มีต่อระบบการศึกษาให้เราฟัง ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนมีมุมมองที่น่าสนใจ โอเล่าว่าอยากเห็นเด็กไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่วิสัยทัศน์ของโครงการนี้กำหนดขึ้น โดยเขาเองก็ทำหน้าที่สอนอย่างดีที่สุด ส่วนในด้านของณัฐ เธออยากให้ครูและคนที่เกี่ยวข้องนึกถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ ให้พุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่เด็กจะได้ประโยชน์จริงๆ
สำหรับมิว เขาอยากเห็นเด็กๆ ได้เห็นคุณค่าในตัวเองและรู้ว่าพวกเขายังทำอะไรดีๆ ได้อีกมาก “เราอยากให้พวกเขาเห็นคุณค่าในตัวเองว่าเขาสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้ เขาไม่ใช่เป็นแค่เสี้ยวอะไรก็ไม่รู้ ให้เขาอยากมีส่วนร่วม อยากเปลี่ยนชุมชนให้มันดีขึ้น อย่างน้อยๆ ถ้าเขาส่วนหนึ่งทำได้ เพื่อนเขาก็จะเห็นว่าคนที่มาจากสังคมเดียวกันยังเปลี่ยนได้เลย เหมือนช่วยเป็นแรงผลักดันเชิงบวกให้แก่กันด้วย
ส่วนของประเทศ โครงการของเราเพิ่งเปิดยังมีแค่ 30 กว่าคน 10 กว่าโรงเรียน ก็คาดหวังไปถึงอนาคตว่าจะมีครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ครูในโรงเรียนและคนในสังคมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ควรเป็นสิ่งปกติที่คนเข้าไปช่วยกันเปลี่ยนแปลงระบบ เปลี่ยนแปลงชุมชนให้ดีขึ้น”
แม้จะไม่ได้อยู่ในโครงการนี้ เราก็สามารถช่วยพัฒนาระบบการศึกษาและสังคมให้ดีขึ้นได้ อยู่ที่ว่าเราอยากจะช่วยมากแค่ไหน “เรารู้สึกว่าทุกคนช่วยได้จริงๆ ถ้าคนๆ นึงคิดอย่างจริงจังว่าเราจะไปช่วยระบบหรือช่วยโรงเรียนสักโรงเรียนนึงยังไง มันจะมาเองว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง” คือสิ่งที่มิวทิ้งท้าย สำหรับใครที่สนใจอยากเข้าร่วมโครงการก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.teachforthailand.org
ขอบคุณภาพจากทีช ฟอร์ ไทยแลนด์




