xs
xsm
sm
md
lg

“หมอนก-บิ๊กบราเธอร์” จูงมือน้องสาวตะลุยเที่ยวตามฝัน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สัมผัสอีกแง่มุมของ “หมอนก-กนกรัตน์ เทโวขัติ” หรือหมอนกบิ๊กบราเธอร์ ผู้ชนะรายการอัจฉริยะข้ามคืน ถอดภาพสาวแรงในอดีตเป็นสาวตากล้องหัวศิลป์ หลงใหลในการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ถึงขั้นลงทุนเรียนด้านไกด์ พร้อมสานฝันเที่ยวรอบโลกโดยดึงน้องสาวคนสวยร่วมทริป

สะพายเป้ตามฝัน

จากพี่น้องสองสาวต่างบุคลิก คนพี่ “หมอนก-กนกรัตน์ เทโวขัติ” สุดห้าวขาลุย คนน้อง “นัท-ลภัสรดา เทโวขัติ” รักสวยรักงาม แต่ทั้งคู่ต่างหลงใหลในการท่องเที่ยวและรักการผจญภัยอย่างสุดหัวใจ

เป็นคนที่ชอบอะไรง่ายๆ นะ ไม่ค่อยชอบเดินห้าง ชอบไปเที่ยวอะไรที่มันแปลกๆ เราจะลุยๆ แหละ ชอบเดินทางหลายรูปแบบ รถไฟ รถเมล์ รถทัวร์ คือเราได้สัมผัสบรรยากาศกับผู้คนทั่วไป” หมอนกเอื้อนเอ่ยถึงตัวตนของตัวเองพร้อมรอยยิ้มที่สดชื่น ก่อนส่งไม้ต่อให้น้องสาวเล่าบ้าง

“ส่วนนัทชอบเดินห้าง ชอบช้อปปิ้ง ใครชวนเดินป่าเราไม่ไป กลัวมาก แต่พักหลังมาเรากลับรู้สึกชอบมาก เพราะเราค่อยๆ ปรับตัว คือถ้าเราอยากจะเที่ยวเราต้องทนได้ ก็เคยไปเที่ยวหลายแบบนะ ทั้งแบบสบาย ทั้งแบบลำบาก แต่ตอนเราลองไปเที่ยวแบบลำบาก ไปปีนเขา มันรู้สึกสุดยอดมากกว่า”

จุดเริ่มต้นในการสะพายเป้ท่องเที่ยวของสองสาวเกิดจากการที่หมอนกได้ลองเดินป่า และรู้สึกติดใจในความเป็นธรรมชาติ ถึงแม้จะไม่สะดวกสบาย แต่กลับรู้สึกมีความสุขอย่างน่าประหลาด ต่อมาจึงได้ชวนน้องสาวร่วมเดินทางไปด้วยกัน

“พอเราเริ่มเดินป่าเราก็เริ่มรักธรรมชาติมากขึ้น คือโรงแรม 5 ดาวเคยนอนมาแล้ว โรงแรมห้อง 200-300 ก็เคยนอนมาแล้ว แต่ที่นอนแล้วมีความสุขที่สุดคือนอนเปลในป่า ซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะสบาย แต่พอได้นอนแล้วกลับรู้สึกสบาย มันมีเสียงสัตว์ป่า มีลมพัด มีความรู้สึกว่ามีอิสระ ซึ่งเราหาจากที่ไหนไม่ได้

ตอนนั้นก็มานั่งคิดว่า ถ้าจะชวนใครไปอยากชวนคนใกล้ตัวไปก่อน อยากให้เค้าได้ลอง ถ้าเค้าไม่ได้ลองเค้าจะไม่มีความรู้สึก แต่ถ้าเค้าได้ลองไปดูสักครั้งเค้าจะรู้สึกหวงแหนธรรมชาติยิ่งขึ้น แล้วยิ่งการเดินป่าในประเทศไทยนี่ยากที่สุดแล้ว ถ้าคุณเดินได้ คุณเดินทุกที่ในโลกได้เหมือนกัน”

ปัจจุบัน หมอนกมีอาชีพเป็นทันตแพทย์ และมีรายได้เสริมจากการขายภาพบนเว็บไซต์ ส่วนน้องนัทลาออกจากงานประจำ มาช่วยวางแผนเดินทางอย่างเต็มตัว ทั้งนี้ ทั้งสองกำลังต่อยอดความฝันของตัวเองด้วยการเรียนเป็นมัคคุเทศก์

“คือเราเป็นคนที่ไม่ชอบเที่ยวทัวร์และก็คิดว่ายังมีอีกหลายคนที่คิดแบบเรา เรามีแนวคิดว่าทำไมไม่ทำทัวร์ในแบบที่ไม่ใช่ทัวร์ พาคนที่มีเงินแต่ไม่มีโอกาส ไม่ค่อยมีเวลา ก็เลยอยากจะทำเพื่อพาเค้าไปเที่ยวแบบไม่มีการบล็อก ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เรียนมาหนึ่งไกด์ต้องได้ค่าคอมมิชชั่นแต่เราจะตัดตรงนี้ออกไป เราจะให้ลูกค้าตัดสินใจเองว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ

บางทัวร์เค้าจะพาไปกินร้านอาหารที่ได้ค่าคอมมิชชั่น แต่สิ่งที่เราทำคือเราจะให้ลูกทัวร์เลือกเองว่าอยากจะไปกินร้านไหน กินอะไร โดยไม่จำเป็นต้องได้ค่าคอมมิชชั่น อย่างของลูกทัวร์อยากซื้ออะไร อยากกินร้านไหนคือให้เค้าตัดสินใจกันมาเองเลย ทุกอย่างในการเดินทางมันจะคล้ายๆ แชร์ทริป” หมอนกเผยความไว้ในใจที่อยากทำทัวร์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

“ความคิดนี้มันเกิดขึ้นหลังจากที่เรากลับมาจากทริปกาลาปากอสค่ะ ส่วนต้นปีหน้าเราจะเริ่มทำบริษัท เราแพลนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ส่วนใหญ่เราจะไม่ทำซ้ำกับทัวร์อื่น เน้นที่ไกลๆ เราจะเน้นคนที่รักการท่องเที่ยวจริงๆเท่านั้น เอาไว้ช่วยคนที่มีเงินแต่ไม่มีโอกาส บางทีไปเปิดเจอในเน็ต เจอสถานที่สวยๆ แต่ไปไม่เป็นเราจะพาไปให้ แต่เราจะพาไปพร้อมความปลอดภัยกลับมาด้วย” น้องนัทกล่าวเสริม

ตั้งเป้า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

การท่องเที่ยวไปตามที่ใจต้องการ ไม่มีเวลามากำหนด หรือไปในที่ที่น้อยคนนักจะได้ไป อาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่กล้าเสี่ยงดู จึงพึ่งพาบริษัททัวร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงแรกๆ เองหมอนกก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่ภายหลังเริ่มรู้สึกว่าอยากใช้เวลาในการท่องเที่ยวแต่ละที่ให้เต็มอิ่ม ไม่ใช่เที่ยวแบบชะโงกทัวร์ เพราะมันไม่คุ้มค่าเลยสักนิด

“เริ่มเที่ยวเมื่อไหร่หรอคะ อันนี้ต้องบอกก่อนว่าเราเริ่มจากไปเที่ยวกับทัวร์ก่อน พอเราหยิบหนังสือมาอ่านก็ได้แรงบันดาลใจ เวลาไปซื้อหนังสือก็จะอ่านเจอคอลัมน์แนะนำสถานที่เที่ยว บางคนก็บอกว่าฉันไปนี่มานะ ฉันไปที่นู้นมานะ ก็มองย้อนคือเราก็เคยไปกับทัวร์มาแล้ว แต่สถานที่บางอย่างเราต้องทำเวลาให้กับทัวร์ด้วย เลยไม่ได้มีเวลาอยู่นานก็เลยมีความคิดว่าเราน่าจะลองไปด้วยกันเองดูสักครั้ง พอเราเริ่มต้นปุ๊บเราก็เริ่มไปประเทศที่คนอื่นไม่ไปกัน

เราจะเลือกสถานที่ที่คิดว่าตอนเราแก่เราจะต้องไปไม่ไหว หรือสถานที่ที่มันไปยาก ประเทศแรกที่เราเลือกคือ โคลัมเบีย ก่อนเดินทางเราต้องดูก่อนเพราะถ้าเราอยากจะไปน้ำตก แต่ประเทศเราอยู่เขตสูงสุดเราต้องเลือกที่จะไปเดือนตุลา บางประเทศติดเรื่องวีซ่า แต่เราต้องดูด้วยโซนไหนไปได้โซนไหนไปไม่ได้”

ส่วนประเทศที่ชอบที่สุดทั้งสองต่างยกนิ้วให้ประเทศจีน ดินแดนกว้างใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลากหลาย มีทั้งป่าเขียวชอุ่ม ภูเขาสูง ไปจนถึงทะเลทรายแห้งแล้ง โดยน้องนัทกล่าวว่า ไปเที่ยวกี่ครั้งก็ยังไปไม่ครบสักที

เราเริ่มเดินทางประมาณ 3 ปี ไปมาเกือบ 20 ประเทศ ชอบไปประเทศจีน มันมีทุกอย่าง มันแปลกทั้งของกิน พฤติกรรมของคนจีนที่เราไปดูมันตลกและแปลกดี และก็เค้ามีอะไรที่สวยงามใหญ่โตที่ รู้สึกว่าทรัพยากรในธรรมชาติเยอะมากไปยังไงก็ไม่หมด แล้วเค้ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีทั้งเรื่องเศร้า เรื่องสงครามคือมันมีอะไรที่รู้สึกเหมือนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่

ถัดมาก็ญี่ปุ่น ชอบแอฟริกา ติดใจอยากไปอีก แต่ว่าตอนนี้อยากเน้นไปแถบแอฟริกา อเมริกาใต้ แล้วก็มีประเทศที่อยากจะไปแต่ไม่สำเร็จซักทีคือ อิสราเอล คือมันหาโอกาสไปยากบางทีมีรบมียิงจรวดใส่กันแต่เราพยายามหาทางอยู่” (หัวเราะ)

นอกไปจากเติมเต็มฝันของตัวเองและคนอื่นด้วยแผนการผันตัวเป็นไกด์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หมอนกและน้องนัทตั้งใจทำให้ได้สักครั้งในชีวิตคือการตะลุย 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกให้ครบ

เป้าหมายแรกเลยคือหาสถานที่ท่องเที่ยวก่อน คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก หรือสถานที่ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตควรจะเหยียบ เราก็จะดูว่ามีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอะไรบ้าง แต่ตอนนี้ยังไปไม่ครบเลยค่ะ อย่างพวกปิรามิดนี่ยังไม่ได้ไป แต่วางแผนไว้แล้วว่าจะไป อีกอย่างคือมีหลายที่ที่เราไปแล้วพลาดนะ บางที่เราไปถึงปิดซ่อมหรือบางที่เราเข้าไปไม่ได้ เราต้องมานั่งไล่นับว่าเคยไปตรงไหนแล้วบ้าง นั่งวางแผนกันใหม่เราจะไปโซนนี้ต้องเดินทางผ่านอะไรบ้าง”

รักถ่ายภาพจนได้ดี

หนึ่งรายได้เสริมต่อยอดมาจากการท่องเที่ยวคือการถ่ายภาพขายบนอินเตอร์เน็ตที่หมอนกเพิ่งมาเริ่มจับทางได้ไม่ถึงปี โดยหมอนกเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า ในตอนแรกเธอถ่ายรูปออกมาไม่สวยสักนิด แต่สุดท้ายก็ใช้วิธีครูพักลักจำ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนเชี่ยวชาญในที่สุด

“ตอนนี้ก็จะมีถ่ายรูปมาแล้วขายในอินเทอร์เน็ตให้คนดาวน์โหลดค่ะ เริ่มจากเราชอบไปเที่ยว ถ่ายรูปแต่ถ่ายออกมาไม่สวย (หัวเราะ) แต่เราชอบไปเที่ยวมาก และชอบไปที่ที่คนอื่นเข้าไม่ถึง ก็เลยเริ่มที่จะจริงจังกับมัน เราคิดว่าไปแล้วเราควรจะได้อะไรกลับมา

จากนั้นนกได้มีโอกาสรู้จักกับช่างภาพชาวสเปน ได้เรียนรู้เทคนิคจากเขาบ้าง และก็เริ่มรู้สึกว่าเราน่าจะทำได้ เพราะปกติเราจะเป็นนางแบบให้เขา บางทีก็ไม่ใช่ฟีลที่เราต้องการ เขาก็ถ่ายสไตล์เขา บางทีเราอยากได้แบบนี้ แต่เขาก็ไม่ถ่ายให้เรา ก็เลยเริ่มศึกษาจริงจัง ส่วนเทคนิคก็ใช้วิธีครูพักลักจำจากเขา หลังจากนั้นก็มาเรียนจริงจัง ผ่านอินเทอร์เน็ต ซื้อคอร์สจากยูทิวบ์ อย่างการไดคัท, การแต่งแสง, เทคนิคการจัดภาพ มานั่งดูแล้วก็หาสไตล์ของเราแนวท่องเที่ยว”
หนึ่งในภาพฝีมือการถ่ายของหมอนก
สำหรับภาพที่หมอนกชอบลั่นชัตเตอร์อยู่บ่อยๆ คือภาพแลนด์สเคป วิวทิวทัศน์อันงดงามของแต่ละประเทศ รวมไปถึงภาพตึกรามบ้านช่องที่ต้องใช้เทคนิคเรื่องแสงในการถ่ายออกมาให้สวย

“ที่ถ่ายอยู่ก็จะเป็นแลนด์สเคป และก็ภาพตึก ชอบมาก ชอบไปดูอนุสาวรีย์ ดูตึก แล้วก็ถ่าย แลนด์สเคป เหมือนปีนไปยอดดอย เราก็อยากเก็บวิวที่เราได้มาทั้งหมด ส่วนตึกนี่เป็นความชอบส่วนตัว ถ้าเป็นแนวขาย ภาพตึกเป็นภาพที่ขายออกระดับหนึ่ง เพราะว่าคนถ่ายตึกเยอะ แต่คนถ่ายตึกให้สวยมีน้อย มันต้องมีมุมมอง ต้องรู้แนวแสง

ถ้าเป็นภาพตึก เราต้องรู้ก่อนว่ามันอยู่ทิศไหน ทิศตะวันออกหรือตะวันตก ยกตัวอย่างวัดอรุณฯ หันหน้าอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เราต้องไปถ่ายวัดอรุณฯ ตอนพระอาทิตย์ตกดิน มันจะสวย จะถ่ายตอนเช้า พระอาทิตย์ขึ้นทางนี้ เราก็ต้องถ่ายทางนี้ มันจะสวยอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นวัดโพธิ์” หมอนกแนะเทคนิค

ส่วนภาพที่เธออยากลองถ่ายสักครั้งในชีวิตคือภาพวิถีชีวิตของสัตว์ป่า ซึ่งค่อนข้างต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก ทั้งอุปกรณ์และค่าเข้าซาฟารี รวมถึงความยากในการบุกป่าฝ่าดงเพื่อเข้าไปบันทึกภาพในแต่ละที

“อยากถ่ายรูปสัตว์ป่า อยากถ่ายนกค่ะ ซึ่งยากมากแล้วยังไม่ค่อยเก่งด้วย แค่ตัวเลนส์แบบมืออาชีพนะ ราคาสี่แสน หนักประมาณ 5 กิโลกรัม ส่วนกล้องราคาสามแสนที่แพงเพราะมันต้องเร็ว ซูมไกลมาก ยังไม่รวมขาตั้ง น้ำหนักของเกือบ 10 กิโลกรัม มันไม่ใช่เรื่องง่าย และคอร์สที่เราจะไปเจอสัตว์ป่าก็แพง ต้องจ่ายเงินเข้าซาฟารี”

แนะเทคนิคเที่ยวแบ็คแพ็คฯ

อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่กำลังจะเริ่มแพ็คกระเป๋าเดินทางท่องเที่ยวคงเป็นความกังวลในเรื่องของความปลอดภัย ทั้งการเดินทาง ผู้คน ที่เสี่ยงจะเจออันตรายได้ทุกขณะ เรื่องนี้หมอนกแนะนำว่า หากเราศึกษาข้อมูลแต่ประเทศเป็นอย่างดีแล้วก็ไม่ต้องไปกลัว ลุยเลย!!

อย่างแรกเราต้องศึกษาประเพณี นิสัยใจคอของคนประเทศที่เราจะไปก่อน อย่างเช่นชาวอเมริกาใต้ เค้าจะทักทายเราด้วยการ จูบแก้ม จูบซ้ายจูบขวา เราอย่าไปทำท่ารังเกียจเค้าหรือเดินหนี นี่คือสิ่งที่เราศึกษาคนท้องถิ่นก่อน อย่างคนอินเดียจะชอบคนผิวขาวมาก ถ้าถึงเนื้อถึงตัวต้องรู้นะว่าเบี่ยงตัวยังไง เวลาหกโมง ทุ่มหนึ่ง อย่าเดินในที่เปลี่ยว ถ้าขึ้นรถเมล์อย่าลงเป็นคนสุดท้ายของรถ ต้องระวังตัวทุกวินาที

แต่เราไม่พกอุปกรณ์ป้องกันตัวอะไรไปเลยนะ เพราะเราคิดว่าไอ้อุปกรณ์ป้องกันตัวนี้ล่ะ จะเป็นสิ่งที่มาทำร้ายเราเอง เราเลยเลือกที่จะเดินทางสว่างไม่เดินในทางที่มุมเปลี่ยว เราคิดว่าอย่าเปิดโอกาสให้มันเกิดขึ้น ส่วนเรื่องไกด์นำทาง กว่าเราจะจองไกด์ท้องถิ่นแต่ละคน เราสืบประวัติหมด สืบแล้วสืบอีก ว่าบริษัทนี้เคยเกิดเรื่องไม่ดีกับคนท่องเที่ยวมั้ย แล้วเราถึงเลือกใช้บริการ”

ด้านน้องนัทเองพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่สาว ก่อนจะเสริมว่า ตรงไหนอันตราย หรือดูมีความเสี่ยง นักท่องเที่ยวก็ต้องหลีกเลี่ยง ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ว่าประเทศใดก็สามารถเกิดอันตรายได้ทั้งนั้น ถ้าเราไม่ระวังตัว

“คือเราหาข้อมูลมาแล้วส่วนหนึ่งว่าสถานที่นั้นไปได้แน่ๆ อีกอย่างหนึ่งคือเราต้องไปลองก่อน ซึ่งเรามั่นใจว่าเรามีความรู้มากพอที่จะไม่พาไปที่อันตราย ดูอย่างเมืองไทยง่ายๆ เลย มีประท้วงกันทำไมเรายังใช้ชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ถ้าเราไม่ไปเดินโซนนั้น อย่างเช่นที่เราไปเที่ยวมา ปัตตานี ทำไมเราไปเที่ยวได้ละ ที่ไปได้เพราะมันมีบางจุดที่ไม่ควรเดินผ่าน แต่มีบางจุดที่ปลอดภัยยังเที่ยวได้อยู่

อย่างอิตาลีเองก็ไม่ปลอดภัยเหมือนกันนะ จะมีคนแนะนำว่าอย่าใส่ของแบรนด์เนม ให้แต่งตัวยาจกนิดนึง อันนี้ถือว่าเป็นการป้องกันตัวที่ดีทางนึง ทางที่ดีเราไปไหนผูกมิตรด้วยอย่างน้อยๆ มีคนท้องถิ่นคอยช่วยเหลือเรา หรือคนที่ท่องเที่ยวมานานแล้วจะรู้จักกัน เวลาเจอที่สนามบินเราก็แลกความรู้กัน ส่วนมากน้ำใจของนักแบกเป้ เค้าจะบอกเราว่าผมมาจากที่ตรงนี้นะ คุณไปตรงนู้นไม่ได้นะ มีการประท้วงกันอยู่ มีก่อความรุนแรงอยู่ อย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้นะ”

ช่วงสุดท้ายก่อนการสนทนาในวันนี้จะจบลง ทีมงานขอให้พี่น้องทั้งสองพูดถึงความงดงามของการท่องเที่ยว การพบปะผู้คน ทำความรู้จักกับวัฒนธรรมอันหลากหลาย เจอทั้งเหตุการณ์ดีและร้าย ห้วงเวลาอันยิ่งใหญ่ที่ทั้งสองได้เปิดประสบการณ์ชีวิตอย่างต่อเนื่องถึงสามปี

การท่องเที่ยวได้อะไรเยอะมาก เรารู้สึกเหมือนได้ประสบการณ์ชีวิต เรากลายเป็นคนมีสติที่เวลามีอะไรเกิดขึ้น เราจะไม่วิ่งหนีพยายามหาทางแก้ปัญหา ลึกๆ เรารู้สึกภูมิใจนะว่าเราทำได้ จากที่เคยกลัวก็เริ่มไม่กลัว ส่วนตัวคิดว่าถ้าเราเป็นคนรอบคอบโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุกับเรามันก็ต่ำ เราต้องศึกษาก่อนไปทุกประเทศ ไม่ใช่เราไปถึงแต่งตัวโป๊ นุ่งขาสั้น ไม่เคารพสถานที่ เราต้องทำตัวให้คนท้องถิ่นโอเคกับเราด้วย” น้องนัทกล่าว

ส่วนหมอนก นั่งยิ้มนิ่งฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยความในใจออกมา พร้อมฝากให้เรื่องราวของเธอทั้งสองเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ลองออกไปตะลุยฝันบ้าง

เราเริ่มเที่ยวแล้วหยุดไม่ได้ มันเหมือนสิ่งเสพติดมากกว่ายอมรับจุดนี้เลย เคยนอนในสนามบินก็ทำมาแล้ว เราต้องการที่จะไปต่อข้างหน้า เพื่ออยากจะรับรู้ข้างหน้าเป็นยังไง เราจะไม่หยุดค้นหา เราจะค้นหามันไปเรื่อยๆ เหมือนตอนเด็กเราเป็นเด็กต่างจังหวัด เราอยู่เชียงใหม่มาตลอด แม่ไม่ให้มากรุงเทพฯ บอกเสมอว่ากรุงเทพฯ อันตราย ความรู้สึกเหมือนกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่ากลัว พอเราไปจริงก็ปกติ เหมือนต่างประเทศถ้าไม่เคยลองไปก็มองว่าเป็นดินแดนสนธยาแต่ความจริงเป็นเมืองที่น่ารักมาก”

เมื่ออ่านบทความนี้จบลง อยากให้ทุกท่านหลับตาจินตนาการถึงความสวยงามของท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มหาสมุทรสีน้ำเงินสุดลึกลับ ผืนแผ่นดินที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ แล้วถามหัวใจว่า จะลองให้โอกาสตัวเองได้ก้าวผ่านประตูออกไปพบกับความแปลกใหม่ในชีวิตบนโลกใบใหญ่ใบนี้สักครั้งดูไหม??


กำลังโหลดความคิดเห็น...