xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

'คนดูไบ' เดินเกมแรง ส่อนองเลือด

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล และแกนนำรัฐบาลขณะเข้าหารือเรื่องการเลือกตั้งกับ กกต.
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ในสถานการณ์บ้านเมืองซึ่งกำลังสุกงอมเต็มที่ ก้าวมาถึงห้วงเวลาที่รัฐบาลเจียนอยู่เจียนไป จนหลายฝ่ายไม่แน่ใจว่ารัฐบาลยังมีอำนาจ หากแต่พยายามใช้เล่ห์กล ความด้านทนแถไถ อ้างกฎหมายมั่วซั่ว เปลี่ยนถูกให้เป็นผิด เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก อ้างข้อกฎหมายให้ตนเองยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป

โดยหลังจาก 'น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' รักษาการนายกฯ ตกเก้าอี้เพราะการกระทำผิดซ้ำซ้อนในสองกรณี คือถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่ามีความผิดในกรณีสั่งโยกย้าย 'นายถวิล เปลี่ยนศรี' เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมิชอบ และกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ชี้มูลความผิดกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวแล้วส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอน ฟากฝั่งพรรคเพื่อไทยก็รีบตีเนียนดัน 'นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล' รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นมาทำหน้าที่แทนรักษาการนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง และเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนในวันรุ่งขึ้นทันที ทั้งที่หลายฝ่ายยังแคลงใจว่าแท้จริงแล้วรักษาการรองนายกฯ ขึ้นทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้หรือไม่

สภาทนายชี้ 'นิวัฒน์ธำรง' ไม่มีอำนาจ

แต่หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมายตามที่สภาทนายความฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายโดยเฉพาะได้พินิจพิเคราะห์ ก็จะได้ข้อสรุปชัดเจนว่านายนิวัฒน์ธำรงนั้นไม่ได้มีอำนาจในการบริหารราชการในฐานะนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด ดังปรากฎในแถลงการณ์ของสภาทนายความฯ เรื่อง 'ปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของรักษาการนายกรัฐมนตรี และปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ราชการของรักษาการนายกรัฐมนตรี และปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ราชการของรักษาการรัฐมนตรีชุดที่เหลือ หลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ' บางช่วงบางตอนดังนี้

ประการที่ 1) ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงก็คือในขณะนี้ประเทศไทยไม่มีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีรักษาการ คงมีแต่รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ 25 คน และตามที่ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหมายให้รักษาการรองนายกรัฐมนตรี แลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยได้มีการมอบหมายกันในขณะที่รักษาการนายกรัฐมนตรี(น.ส.ยิ่งลักษณ์)พ้นจากตำแหน่งไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น การรับช่วงงานหลังจากที่มีคำวินิจฉัยแล้วจึงชัดเจนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีอำนาจเข้าประชุม ครม.และมอบหมายงานให้รักษาการนายก(นายนิวัฒน์ธำรง)

ประการที่ 2) ตามความในมาตรา 11 (1) ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2553 กำหนดไว้ชัดเจนว่า “นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเท่านั้นที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับโดยทั่วไป ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน และจะสั่งให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราชการส่วนท้องถิ่น ชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ในกรณีจำเป็นจะยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆที่ขัดต่อนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรีก็ได้” แต่บทบัญญัติของ (1) ดังกล่าว ไม่ได้กำหนดให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรักษาการรองนายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีตามที่มีมติแต่งตั้งกันไป มีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลหรือใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้ ดังนั้นในขณะนี้จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้โดยชอบ

ประการที่ 3) ตามความในมาตรา 11 (2) ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับนี้ก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า รองนายกรัฐมนตรีจะกำกับการบริหารราชการของกระทรวงหรือทบวงหนึ่งหรือหลายกระทรวงหรือทบวงก็ได้ แต่ต้องเป็นการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ดังนั้นความในอนุ (2) ของมาตรา 11 นี้จึงเป็นการยืนยันข้อกฎหมายได้ชัดเจนว่ารองนายกรัฐมนตรีที่จะมาปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีดังที่เข้าใจกันนั้น ต้องได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี และไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินให้รักษาการรองนายกฯมีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลได้ ทำให้กรณีของรักษาการรองนายกฯ ที่มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2557 จะมาทำหน้าที่ของรักษาการนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลอีกตำแหน่งหนึ่งนั้นย่อมไม่อาจกระทำได้

4.กรณีที่มีอดีตรัฐมนตรีหลายคนอ้างข้อกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของตนเองยังอยู่ ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว แต่กลับมากล่าวอ้างว่าในขณะที่มีคำวินิจฉัยได้มีสองตำแหน่งควบกัน. เช่น ตนเองดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยหรือเป็นรัฐมนตรีที่ได้ถูกสับเปลี่ยนกระทรวงที่รับผิดชอบไปแล้ว จึงสามารถทำหน้าที่ได้ต่อไปนั้น เป็นกรณีที่พยายามแปลความให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ และไม่มีกฎหมายสนับสนุนข้ออ้างเช่นนั้นอย่างชัดเจน ในเรื่องนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบจ่ายเงินเดือนหรือให้สิ่งอำนวยความสะดวกในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งอยู่ ต้องเรียกกลับ คืนรถประจำตำแหน่งและทรัพย์สินของทางราชการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยของรักษาการรัฐมนตรีนั้น ๆ พร้อมกับให้ข้าราชการประจำที่ไปช่วยงานรักษาการรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งกลับสู่งานในหน้าที่เดิมทั้งหมด และต้องงดจ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ห้กับรักษาการรัฐมนตรีทั้งหมดทันที เพราะเงินเหล่านี้มาจากภาษีของประชาชน

อนึ่ง หากยังมีข้าราชการไม่ยึดถือปฏิบัติโดยยังคงจะรับใช้รักษาการรัฐมนตรีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วนั้น ควรที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ในทุกส่วนราชการงดการจ่ายเงินและประโยชน์ใดๆ รวมถึงการเพิกถอนหรือเรียกคืนทรัพย์สินของรัฐที่อยู่ในความครอบครองของรัฐมนตรีนั้นกลับคืนทันทีเช่นกัน.

ดันสุดลิ่ม สู่เลือกตั้ง

ทั้งนี้เป็นที่รู้กันดีว่าเหตุที่พรรคเพื่อไทยภายใต้ระบอบทักษิณแถไถยืนกรานว่านายนิวัฒน์ธำรงมีอำนาจเทียบเท่านายกรัฐมนตรีนั้นก็เพียงเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งเพื่อนำพาระบอบทักษิณให้กลับมาครองอำนาจให้ได้เท่านั้น จึงไม่แปลกที่รักษาการนายกฯปลอมๆคนนี้จะกระเหียนกระหือเร่งรัดให้ กกต.(คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด โดยทันที่ได้นั่งรักษาการนายกฯนายนิวัฒน์พยายามนัดหมายหารือกับ 'นายสมชัย ศรีสุทธิยากร' คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง มาหลายครั้งหลายครา แต่ก็ดูจะเหลวไม่เป็นท่า

โดยครั้งแรกนัดหารือที่ศูนย์ราชการก็มีอันต้องล่มเพราะนายนิวัฒน์ธำรงเกรงว่าตนเองจะไม่ปลอดภัยหากต้องก้าวเข้าไปในพื้นที่ซึ่งมีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่นำโดยหลวงปู่พุทธอิสระ จึงขอย้ายสถานที่ประชุม โดยขอใช้สถานที่ของกองทัพอากาศแทน วันรุ่งขึ้นแม้จะไปอาศัยร่มเงากองทัพในการนัดพูดคุยกันที่สโมสรกองทัพอากาศ แต่คุยกันได้ไม่กี่คำนิวัฒน์ธำรงก็ต้องตาลีตาลานเผ่นแน่บเมื่อเจอมวลชน กปปส. ซึ่งนำโดย กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เคลื่อนขบวนปิดล้อม ด้วยเกรงเหตุการณ์จะซ้ำรอยฝ่ายรัฐบาลได้เสนอให้มีการจัดการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์แทน ส่วนข้อสรุปจะออกมาเป็นไรก็คงต้องเงี่ยหูฟังกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่แน่ๆการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่คงไม่ใช่วันที่ 20 ก.ค.2557 อย่างที่เคยกะเกณฑ์กันไว้ในช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังนั่งในตำแหน่งนายกฯ

“ หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะนัดหมายหารือครั้งต่อไปเมื่อไหร่ โดยรัฐบาลเสนอให้มีการหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่ปัญหาการเลือกตั้งมีความซับซ้อนต้องมีการคุยในรายละเอียดมากกว่านี้ ซึ่งการออก พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง อาจไม่ทันวันที่ 20 ก.ค.ตามกำหนดเดิม ” นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุ หลังเจรจาที่สโมสรกองทัพอากาศล่มไม่เป็นท่า

'คนดูไบ' เดินเกมแรง ส่อนองเลือด

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ข้างฝ่ายระบอบทักษิณจึงมิอาจนิ่งเฉยต้องใช้ทุกยุทธวิธีเพื่อบดขยี้ฝ่ายต่อต้านให้จงได้ ว่ากันว่างานนี้ 'นักโทษหนีคดีคอร์รัปชั่น' สั่งการสายตรงจากดูไบให้เล่นเกมแรงเต็มพิกัด ทั้งในมุมมืดและมุมสว่าง

ข้าง ศอ.รส. (ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย) ที่มี 'เฉลิม อยู่บำรุง' อดีต รมว.แรงงาน เป็นผู้อำนวยการศูนย์ นั้นแม้แม้ตอนนี้หลายฝ่ายไม่แน่ใจว่าศูนย์นี้ยังมีอำนาจอยู่หรือไม่ แต่เป็ดเหลิมก็อาศัยความหน้าด้านหน้าทนยืนกรานจะใช้อำนาจจัดการกับฝ่ายต่อต้ายต่อไป โดยล่าสุด ศอ.รส.ได้มอบหมายให้นายธาริต เพ็งดิษฐ อธิบดีกรมสอลบสวนคดีพิเศษ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. ยื่นเรื่องต่อศาลขออนุมัติหมายจับแกนนำ กปปส.และพวก รวม 43 คน ในข้อหากบฎ และในความผิดอื่นอี ก8 ข้อหา ซึ่งที่สุดศาลก็อนุมัติหมายจับออกมาจนได้ แต่อนุมัติหมายจับเพียง 30 คน เพราะอีก 13 คนนั้นถูกหมายจับในคดีเก่าอยู่แล้ว งานนี้เรียกว่าแกนนำตัวกลั่นโดนกันทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย , นายชุมพล จุลใส , นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ , นายนิติธร ล้ำเหลือ , นายอุทัย ยอดมณี แม้แต่แขกรับเชิญที่ไปขึ้นปราศัยบนเวที อย่าง ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และนายสาธิต เซกัล ก็ไม่ละเว้น และที่พลาดไม่ได้คือ พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือหลวงปู่พุทธอิสระ แกนนำเวทีแจ้งวัฒนะ ที่ธาริตจ้องเล่นงานมานานก็คงได้โอกาสในคราวนี้

นอกจากนั้น ศอ.รส. ยังสั่งการให้หน่วยอรินทราช, เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เตรียมพริ้มเต็มพิกัด เพื่อจู่โจมเข้าจับกุม นายสุเทพ และ แกนนำ กลุ่ม กปปส. ซึ่งแน่นอนว่าหากมีการบุกเข้าจับกุมก็สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเสียเลือดเสียเนื้อ เพราะข้างฝ่ายมวลชน กปปส.คงไม่ยอมให้ตำรวจฝ่าเข้าไปง่ายๆเป็นแน่

เป็นที่น่าสังเกตว่าการจับกุมแกนนำ กปปส.ในครั้งนี้นั้น ศอ.รส.เลือกใช้ชุดสืบสวนของตำรวจในพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ อุดรธานี และตำรวจภูธรภาค 3 ซึ่งอยู่แถบภาคอีสาน เป็นหลัก ซึ่งหากประเมินจากการสลายการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่ผ่านฟ้าเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ก็คงไม่ต้องคาดเดาว่าปฏิบัติการจะเป็นไปด้วยความเหี้ยมโหดรุนแรงขนาดไหน และประชาชนจะบาดเจ็บล้มตายกันอีกกี่คน

ว่ากันว่าหลังจากได้รับมอบหมาย ในช่วงเย็นของวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติการครั้งนี้ ก็ได้มีการสั่งการผ่านวิทยุในราชการ ศอ.รส. ถึง พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ในฐานะ ผบ.กกล.ศอ.รส. พร้อมด้วย ผบก.น.8, ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, ภ.จว.อุดรธานี, สส.ภ. 3 (นครราชสีมา) และ ตชด.ภาค 3 ให้ส่งตัวข้าราชการตำรวจมาปฏิบัติหน้าที่เป็นชุดสืบสวน จับกุม ของ ศอ.รส. ประกอบด้วย พ.ต.ท.อภิรัตน์ ชาญอสิกุลพิทยา ผบ.ร้อย ตชด 116 ต.บ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด

ตามมาด้วย พ.ต.ท.จิรายุส วานิชกูล สว.อก.สภ.วังน้อย, พ.ต.ต.ปฐวี ก้อนวิมล สว.กก.สส.ภ.จว.อุดรธานี, พ.ต.ต.วรา พงษ์สิริ สว.สส.สน.สมเด็จเจ้าพระยา, ร.ต.อ.วิวัฒนชัย คลื่นแก้ว รอง สว.กก.สส. 3 บก.สส.ภ.3 จ.นครราชสีมา, ด.ต.ทินกร ปัญญาชัยสิทธิ์ ด.ต.มานะ สุระชนม์ ด.ต.ภมร จันทร์บุญสิทธิ์ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว.อุดรธานี และ ส.ต.อ.มงคล งามบุญช่วย ผบ.หมู่ กก.ตชด. 33 ค่ายสมเด็จพระบรมราชชนนี อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

แต่ที่น่าจับตาเป็นพิเศษเห็นจะเป็นดาบตำรวจ 3 คนที่มาจาก ภ.จว.อุดรธานี เป็นหนึ่งในทีมชุดสืบสวนที่ชื่อว่า “ชุดคมประจักษ์” ซึ่งขึ้นตรงกับ พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี นายตำรวจคนสนิทของ นายขวัญชัย สาราคำ หรือ “ขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดร แกนนำเสื้อแดงคนสำคัญที่ถูกยิงอาการปางตายก่อนหน้านี้

โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวมารายงานตัวกับ พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ในฐานะผู้ช่วย ผบ.กกล.ศอ.รส. ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 15 พ.ค. ณ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต

“ วางแผนจัดกำลังพร้อมเข้าจับกุมแกนนำที่ถูกศาลออกหมายจับแล้ว โดยจะเริ่มแผนปฏิบัติการทันที โดยการจับกุมจะยึดหลักหลีกเลี่ยงการปะทะเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งแนวทางการจับกุมจะเริ่มจากแกนนำที่ไม่มีกองกำลังติดอาวุธให้การคุ้มกันก่อน ส่วนกลุ่มที่มีกองกำลังของตัวเองจะรอจังหวะที่เหมาะสมรวบตัว” พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติการจับกุมแกนนำ กปปส.ระบุ

ทั้งนี้ยังไม่นับรวมการเล่นเกมใต้ดินเพื่อข่มขู่เช่นฆ่าให้มวลชน กปปส.หวาดกลัว โดยในช่วงเวลา 02.00 น.ของวันที่ 15 พ.ค.ได้มีมือมืดกระหน่ำยิง M79 ถล่มพื้นที่ชุมนุมจุดต่างๆมาโดยตลอด แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนจะทวีความอุกอาจรุนแรงมากขึ้น โดยมีการลอบยิงระเบิด M79 ลงใกล้เวที กปปส.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และตามมายิงถล่มซ้ำด้วย M16 เป็นเหตุให้มีผุ้เสียชีวิตถึง 3 ราย และบาดเจ็บอีก 23 ราย และในคืนเดียวกันก็มีการยิง M79 เข้าใส่พื้นที่ชุมนุมของ คปท.บริเวณนางเลิ้ง แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปวารณาตัวรับใช้ระบอบทักษิณอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แถลงการณ์ข่มขู่ไว้ก่อนหน้าในทำนองว่าหากมีการผลักดันนายก มาตรา 7 คนเสื้อแดงก็อาจขนมวลชนมาปะทะกับกลุ่ม กปปส.

“ ส่วนสถานการณ์ในขณะนี้ ศอ.รส.ประเมินแล้ว มีข้อมูลเพียงพอที่บ่งชี้ว่า จะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 ขึ้น ตามที่กลุ่ม กปปส. เรียกร้อง เชื่อว่าจะเกิดความไม่พอใจจากมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างรุนแรง และ ลุกลามไปถึงขั้นก่อเหตุร้าย เข้าเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน จนอาจทำให้เป็นสงครามกลางเมืองได้ในที่สุด”

ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ความรุนแรงเต็มรูปแบบ โดยพรรคเพื่อไทยและลิ่วล้อระบอบทักษิณต่างออกมาประกาศกร้าวว่าจะทำทุกทางเพื่อรักษาอำนาจของ 'นายใหญ่' ไม่ว่าจะเป็น การนองเลือด หรือฆ่าคนไทยด้วยกัน


คนเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ที่ถนนอักษะ
กำลังโหลดความคิดเห็น...