xs
xsm
sm
md
lg

โชคดีมีชัย

เผยแพร่:   โดย: ไพรัตน์ แย้มโกสุม

โดย...ไพรัตน์ แย้มโกสุม

เมื่อจากกัน เรามักกล่าวเชิงให้พรว่า “โชคดีมีชัย” ทำให้ผู้จากไปเป็นปลื้มด้วยความพอใจ จะมีสักหนึ่งในร้อยก็แสนยากที่แวบสงสัยถามกลับว่า “ทำอย่างไรจึงจะโชคดีมีชัย” ผู้ถูกถามหากมีวุฒิภาวะหรือเป็นผู้ใหญ่จริง เมื่อถูกถามกลับเช่นนี้ก็ถือเป็น “โอกาสทอง” ที่จะได้อรรถาธิบายขยายความให้เข้าใจ เพื่อนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง

ทำอย่างไรจึงจะโชคดีมีชัย?

ธรรมหรือสิ่งที่ทำให้โชคดีมีชัยคือ “มงคล 38 ประการ”

เริ่มจากคาถาที่ 1 มี 3 ข้อคือ 1. ไม่คบคนพาล 2. คบบัณฑิต 3. บูชาบุคคลที่ควรบูชาเป็นลำดับไปจนถึงคาถาที่ 10 มี 4 ข้อคือ 35. ถูกโลกธรรมจิตไม่หวั่นไหว 36. จิตไร้เศร้า 37. จิตปราศจากธุลี 38. จิตเกษม

แต่ละคาถาก็สรุปว่า “นี่เป็นมงคลอันสูงสุด” และมีคาถาสรุปท้ายมงคลทั้ง 38 ข้อนี้ว่า...

“เทวะมนุษย์ทั้งหลาย กระทำมงคลเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ปราชัยในที่ทุกสถาน ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง นี่คืออุดมมงคลของเทวะมนุษย์เหล่านั้น”

ชัดแจ้งแทงทะลุปรุโปร่งไหม? อยากโชคดีมีชัยก็ทำเอา ทำอย่างมงคลสูตร 38 ประการนั่นแหละ แค่ 3 ข้อต้น ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาบุคคลที่ควรบูชาก็พอเพียงแล้ว เหลือกินเหลือใช้แล้ว

ธรรมหมวดนี้แม้จะเก่าแก่โบร่ำโบราณ ก็ไม่เคยล้าสมัย ยังนำสมัย และล้ำสมัยอยู่เสมอ นำไปใช้ได้ทุกสถานการณ์ ทั้งส่วนตนและส่วนรวม

อย่างสถานการณ์สู้รบทุกวันนี้ เอาเพียงมงคล 3 ข้อต้นมาเป็นมาตรวัดคู่กรณี ก็จะรู้ผลได้ทันทีว่า ใครเป็นคนพาล ใครเป็นบัณฑิต ใครเป็นบุคคลที่ควรบูชา เมื่อรู้เช่นเห็นชาติ (รู้จักสันดานเดิม) ได้เช่นนี้ การแก้ปัญหาก็จะง่ายขึ้นเหมือนแก้กันในที่แจ้ง ต่างจากแก้ในที่มืดที่โกหกตอแหลแถกันได้ทุกวัน ยางอายหมดสิ้น กังฉินเฟื่องฟู

คอการเมืองต่างวิพากษ์ ทำไมไม่จบซะที ทั้งที่มีโอกาสทองตั้งหลายครั้ง มวลมหาประชาชนออกมาชุมนุมหลายล้าน 7-8 ล้านก็เคยมี กำนันสุเทพ มีอะไรหรือเปล่า รออะไร? รอทำไม? รอทหารรึ? ทหารเขาก็รอเหมือนกัน (รอเกษียณ-ฮา)

ขณะรอวันจบ รอวัน “โชคดีมีชัย” ของมวลมหาประชาชน ฟังเรื่องเล่าแก้เซ็งแก้เบื่อไปพลางๆ ก่อน...

ครั้งหนึ่ง มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งได้ไปเป็นทหาร เขาเป็นคนที่เปี่ยมล้นไปด้วยเชาวน์ปัญญา ดังนั้นตอนที่เขาถูกสั่ง “ขวาหัน” เขาก็ยังยืนอยู่โดยไม่ยอมขยับไปไหน ด้วยเหตุนั้น ครูฝึกจึงถามเขาว่า

“ทำไมท่านยืนอยู่อย่างนั้น ตอนที่ข้าพูดว่า...ขวาหัน และทุกคนก็หันไป”

ศาสตราจารย์พูดว่า... “ไม่ช้าก็เร็ว ท่านก็จะพูดว่า “ซ้ายหัน” ดังนั้น อะไรคือประเด็น พวกเขาจะมาลงเอยที่ตำแหน่งเดิมนี้อีก และนี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเวลาสามสี่ชั่วโมงแล้ว จะไปสนใจทำไม?”

ท่านผู้รู้วิจารณ์เรื่องนี้ว่า...ทำไมต้องให้ “ซ้ายหัน ขวาหัน” ต่อเนื่องไปเช่นนี้ มีกลเม็ดอยู่ในนั้น มันเป็นการวางเงื่อนไขไม่อนุญาตให้ท่านคิด “ซ้ายหัน” หมายถึง “ซ้ายหัน” ท่านต้องทำมัน จงทำสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ จงเชื่อฟังคำสั่งและอีกไม่นานท่านก็จะสูญเสียเชาวน์ปัญญาของท่าน ด้วยเหตุนั้น ท่านจะไม่คิดอีกต่อไป เวลาท่านได้รับคำสั่งให้ฆ่าศัตรู ท่านก็เพียงแต่ฆ่า มันก็เหมือนกับ “ขวาหัน ซ้ายหัน” ท่านไม่ต้องคิด ท่านไม่ต้องใคร่ครวญพิจารณาความจริงใดๆ ชายคนนี้ทำอะไรให้ฉันหรือ? ทำไมต้องฆ่าเขา? คำว่า “ทำไม” ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ท่านเพียงแต่ทำไปเท่านั้น ท่านกลายเป็นหุ่นยนต์ แต่ในปัจจุบันอาจจะจริงก็ได้ หรือไม่จริงก็ได้

โดยส่วนตัวผม ไม่น่าจะจริง ปัจจุบันมีสื่อต่างๆ มากมายที่ให้ความรู้ความจริง ทั้งในกรอบและนอกกรอบ ทหารมีการพัฒนาจึงมีเชาวน์ปัญญา ไม่ใช่หุ่นยนต์ ทหารคิดก่อนทำ ไม่ใช่ทำก่อนคิด

อย่าคิดง่ายๆ เพียงว่า ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ลองคิดลึกๆ จะเห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอย (อาจจะเหมือนๆ กันบ้าน) เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนสายน้ำ แม่น้ำวันนี้กับแม่น้ำพรุ่งนี้ ไม่ใช่แม่น้ำสายเดียวกัน เป็นสายใหม่ที่ไหลมาแทนสายเก่า

คนเราก็เฉยเช่นกัน

ทหารยังเป็นหวังสุดท้ายของประชาชน ของประเทศไทย ถ้าหัวหน้าทหารไม่กี่คนหวังไม่ได้ ทหารทั้งกองทัพก็คงหวังได้ เว้นเสียแต่ท่านยังหลงใหลได้ปลื้มกับความเป็นหุ่นยนต์ รอรับคำสั่งซ้ายหันขวาหันจนถอนตัวไม่ขึ้นรึเปล่า?

เอาใจนำหน้า แต่ต้องเป็นใจที่ “ตื่นรู้” ไม่ใช่ใจที่ “หลับยืน” หรือ “หลับใหล”

ใจกับธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน พระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงประกาศว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ผู้รักในหลวง ด้วยจิตวิญญาณ (ไม่ใช่เพียงลมปาก) ย่อมเอาใจหรือธรรมนำหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ หรือการดำรงอยู่จึงจะได้ชื่อว่ารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนอย่างแท้จริง ผู้รักธรรมคือผู้เจริญ ผู้ชังธรรมคือผู้เสื่อม จะเป็นผู้เจริญหรือผู้เสื่อมตนเท่านั้นเป็นผู้ลิขิต การกระทำของตน ก็จะปรากฏชัดแจ้งในกระจกบานใหญ่แห่งสังคม

ตื่นรู้ดินฟ้า ตื่นรู้คือรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลาย ดินกับฟ้าเชื่อมโยงกัน ตัวเราและสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมาจากดินฟ้า แล้วก็จะกลับคืนสู่ดินฟ้า ดินฟ้าจึงเป็นผู้มีพระคุณต่อเราและสรรพสิ่งอย่างยิ่ง ใครไม่รู้คุณดินฟ้า ใครไม่รู้ตอบแทนคุณดินฟ้า มันผู้นั้นถือว่าเนรคุณ เสียชาติเกิด เป็นคนรกโลกและสกปรกฟ้าเปล่าๆ

มรรคาชีวิต มรรคคือทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์มี 8 อย่างเช่น สัมมาทิฏฐิ-เห็นชอบ เป็นต้น 8 อย่างย่อลงเหลือ 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ชีวิตคือการเดินทางออกจากบ้านแล้วกลับบ้าน จะด้วยมรรค 8 ก็ได้ จะด้วย “โชคดีมีชัย เอาใจนำหน้า ตื่นรู้ดินฟ้า มรรคาชีวิต” ก็ได้ ชีวิตเป็นของเรา เราต้องลิขิตเอง เราเป็นเรา ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน รักและพอใจในตัวเอง จึงเป็นตัวของตัวเอง พึ่งตนเองได้ และเป็นที่พึ่งของคนอื่นหรือสังคมประเทศชาติได้

สงครามหรือความขัดแย้งครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ใครๆ ก็อยากให้จบ รบกันมานานแล้ว ข้าราชการดีๆ ทนไม่ไหวเริ่มลุกขึ้นสู้อย่างเปิดเผย เช่น กระทรวงสาธารณสุข นำโดย นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดคนดีคนกล้า เป็นข้าราชการจริงแท้ ไม่ยอมแพ้เหล่าอธรรม

ชีวิตนี้ไม่มีคำว่า “จบ”... “พักรบ” คำนี้อาจจะใช่ บางคนเชื่อว่า ตายแล้วจบ ไม่จบหรอก ก็แค่เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ รอรับผลของกรรมดี กรรมชั่วที่ตนทำไว้เท่านั้นเอง

ชีวิตเป็นเรื่องสมมติ ทำหน้าที่ตามสมมติให้สมบูรณ์ เมื่อรู้คุณชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนก็ต้องตอบแทนคุณด้วยการลุกขึ้นสู้กับผู้เนรคุณ ทำร้ายทำลายชาติบ้านเมืองให้สิ้นซาก

จะเครียดและกังวลไปทำไม? อยากได้อะไรก็ทำเอา อยากหาเหาใส่หัวก็ทำเอา อยากดี อยากชั่วก็ทำเอา อยากเหนือดีเหนือชั่วก็ทำเอา เมื่อผลกรรมตามทันก็อย่าบ่นให้ขายขี้หน้า

ชีวิตเป็นของเรา อยู่ด้วยปัญญา สัมมาทิฏฐิ ไยต้องเป็นเหยื่อเป็นทาสของใครด้วยเล่า? ฮ่า ฮ่า ฮ่า
กำลังโหลดความคิดเห็น...