xs
xsm
sm
md
lg

ภาษีมรดก! ควรเป็นหนึ่งในหัวข้อปฏิรูปประเทศ??

เผยแพร่:   โดย: คำนูณ สิทธิสมาน

หาเสียงเลือกตั้งหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาแทบทุกพรรคแข่งกันเสนอนโยบายประชานิยม ลดแลกแจกแถมกันพิสดาร

คนไทยเห็นแต่นโยบายใช้เงิน เอาเงินไปแจกคนรายได้น้อยในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่มีนโยบายหาเงิน หรือนโยบายสร้างความเป็นธรรมเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนมีรายได้มากกับคนมีรายได้น้อย

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ช่วงปี 2551 – 2554 พูดเรื่องภาษีมรดกขึ้นมาแวบๆ แล้วก็หายไป

อาจจะเป็นเพราะในช่วงที่เพิ่งขึ้นมาบริหารประเทศนั้นเริ่มเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือพูดง่ายๆ ว่าประเทศใกล้จะถังแตก

ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะหลายประเทศที่ริเริ่มจัดเก็บภาษีมรดกล้วนอาศัยช่วงจังหวะเวลาทำนองเดียวกันนี้ที่ประเทศต้องการรายได้เพิ่ม

สหรัฐฯ ใช้วิกฤตการณ์สงครามกับสเปนใน ค.ศ. 1890 ออกกฎหมายภาษีมรดก เช่นเดียวกับไต้หวันที่ใช้วิกฤตการณ์สงครามกับญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1940

ประเทศไทยเมื่อประสบวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ก็พูดเรื่องนี้กัน ถึงขนาดตั้งอนุกรรมการศึกษา

ถ้าวันนี้ตั้งใจจะทำกันจริงๆ จังๆ ไม่ต้องใช้เวลาศึกษามาก หยิบผลการศึกษาเก่าๆ มาต่อยอด แล้วรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง เอาประชาชนคนไม่มีมรดกหรือมีน้อยต่ำกว่า 10 ล้านบาทมาเป็นแนวร่วมกับรัฐบาล จะสำเร็จได้ในเร็ววันชนิดไม่ไกลเกินฝัน

หลายคนคงลืม - หรือไม่รู้ – ว่าประเทศไทยเคยเก็บภาษีมรดกมาแล้วในอดีต!

พ.ศ. 2476 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปีเดียว ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีมรดกตามแบบนานาอารยประเทศยุคใหม่ โดยตราพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 ออกมาใช้บังคับ มีรูปแบบการจัดเก็บ 2 ทาง ทางหนึ่งเก็บจากกองมรดกของผู้ตาย อีกทางหนึ่งเก็บจากทายาทผู้รับมรดกแต่ละคน

โดยเก็บจากกองมรดกที่มีจำนวนเงินหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วเกินกว่า 10,000 บาทขึ้นไปในอัตราภาษีก้าวหน้า

แต่เพดานอัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น

น่าเสียดายที่กฎหมายฉบับนี้ใช้อยู่เพียง 11 ปีก็ถูกยกเลิกไปใน พ.ศ. 2487 เพราะแรงคัดค้านจากกลุ่มอำนาจเก่าก่อน พ.ศ. 2475 ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ยุคทองของประชาธิปไตยไทย ยุคทองของแนวคิดสังคมนิยม ที่แม้แต่พรรคแนวอนุรักษนิยมอย่างประชาธิปัตย์ยังต้องประกาศตนว่าเป็นสังคมนิยมอ่อนๆ ภาษีมรดกได้รับการหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางสังคมอีกครั้งหนึ่ง ถึงขนาดเสนอร่างพระราชบัญญัติผ่านการพิจารณาของรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว รอแต่เพียงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

แต่ที่สุดก็ตกไป เพราะเกิดรัฐประหารขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เสียก่อน !

หรือย้อนไปในยุคก่อนรัฐสมัยใหม่ กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็เริ่มจัดเก็บภาษีมรดกแล้ว โดยเรียกเก็บเฉพาะทรัพย์สมบัติที่เกินกำลังของทายาทที่จะใช้สอยให้ตกเป็นของหลวงทั้งหมด ตกมาถึงต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กฎหมายตราสามดวงลักษณะมฤดก มาตรา 3 กำหนดให้ชายที่มีบรรดาศักดิ์เมื่อถึงแก่ความตาย ให้แบ่งมรดกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งให้เข้าพระคลังหลวง ส่วนหนึ่งให้แก่บิดามารดา ส่วนหนึ่งให้แก่พี่น้องลูกหลาน ส่วนสุดท้ายให้แก่ภรรยา มาตรา 34 กำหนดให้ภรรยาที่ได้รับพระราชทานเมื่อถึงแก่ความตายให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งให้เป็นของหลวง ส่วนหนึ่งให้เป็นของสามี และอีกส่วนหนึ่งให้เป็นของญาติ

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกทุกวันนี้ส่วนใหญ่มีการเก็บภาษีมรดก

เพียงแต่วัตถุประสงค์หลักในปัจจุบันไม่ใช่เพื่อต้องการรายได้เข้ารัฐเป็นหลัก เพราะจากสถิติปรากฏว่าภาษีมรดกที่เก็บได้ในแต่ละประเทศมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของยอดรวมภาษีที่เก็บได้ทั้งหมดในแต่ละปี

ภาษีมรดกในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่จึงมีไว้เป็น “เครื่องมือในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม” มากกว่า!

ไม่ใช่มีแต่ข้อดี ข้อเสียก็มี แต่ชั่งน้ำหนักดูแล้วข้อดีมีมากกว่า

ศ.ประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภา เมื่อตอนที่ท่านเข้าเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 41 ปีการศึกษา 2541-2542 ทำเอกสารวิจัยส่วนบุคคลเรื่องภาษีมรดก (Estate Tax) มีรายละเอียดกว้างขวางครอบคลุมความรู้เรื่องภาษีมรดกทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีข้อเสนอแนะพร้อมสรรพ ทั้งภาคผนวกก็มีตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 ไว้ให้ศึกษาด้วย ท่านมีข้อเสนอแนะ 12 ข้อหลัก เฉพาะที่สำคัญๆ ก็อาทิ

1. ประเทศไทยควรนำระบบการจัดเก็บภาษีมรดกที่ยกเลิกไปกลับมาใช้ใหม่ เพื่อช่วยให้การกระจายภาระภาษีในสังคมมีความเป็นธรรม ลดช่องว่างในสังคม และเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

2. ไม่ควรจัดเก็บทั้งภาษีกองมรดกและภาษีการรับมรดกดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา ควรจัดเก็บเฉพาะภาษีกองมรดกอย่างเดียวเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บ และไม่ก่อให้เกิดภาระภาษีแก่ประชาชนมากเกินไป

3. กองมรดกซึ่งมียอดสุทธิแห่งค่าจำนวนเพียงเล็กน้อย เช่น ไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือตามจำนวนที่จะไม่กระทบถึงทายาทที่เป็นผู้เยาว์และผู้สูงอายุ ควรได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมรดก

4. อัตราภาษีกองมรดกควรเป็นอัตราก้าวหน้า อัตราภาษีขั้นสูงสุดไม่เกินร้อยละ 20


5. ทรัพย์มรดกบางประเภทควรได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นมูลค่าของกองมรดก เช่น ทรัพย์มรดกที่ยกให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน องค์กรการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อศาสนา ทรัพย์มรดกของบุคคลที่มีฐานะพิเศษหรือผู้ทำคุณประโยชน์อย่างยิ่งให้แก่ประเทศชาติ

6. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพิ่มการเรียกเก็บภาษีการให้ทรัพย์สินเป็นภาษีอีกประเภทหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้เจ้ามรดกหลีกเลี่ยงการเสียภาษีกองมรดกโดยยกทรัพย์สินให้โดยเสน่หาในระหว่างที่ตนยังมีชีวิตอยู่

7. ควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าภาษีกองมรดกและภาษีการให้ทรัพย์สินมีผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างมาก เฉพาะบุคคลที่ร่ำรวยมากเท่านั้นที่มีภาระ เพื่อให้เกิดการยอมรับ และเป็นกระแสสังคมที่ผู้มีหน้าที่ในการตรากฎหมายไม่อาจปฏิเสธได้

เฉพาะข้อสุดท้ายนี่ก็ยากที่จะเห็นภาษีมรดกเกิดขึ้นในประเทศของเราอีกครั้ง เพราะการเมืองไทยที่ผ่านๆ มาถูกจำกัดให้อยู่ในเฉพาะแวดวงพรรคการเมืองของกลุ่มทุนเท่านั้น จนกระทั่งถูกเรียกขานว่าเป็นระบอบเผด็จการรัฐสภาของกลุ่มทุนเจ้าของพรรคการเมือง

แต่วันนี้เราอยู่ในกระบวนการปฏิรูปประเทศนำโดย กปปส.มิใช่หรือ?

เราพอจะคาดหวังได้มั้ย??

เราพอจะคาดหวังได้มั้ยว่านโยบายเก็บภาษีมรดกจะถูกนำไปเป็นหนึ่งในแนวทางการปฏิรูปประเทศ เป็นนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ นโยบายขจัดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง นโยบายช่วยคนยากคนจนอย่างยั่งยืนไม่ใช่ประชานิยมที่มีผลข้างเคียงมหาศาล

ยิ่งฝ่ายตรงข้ามเขาเกาะทฤษฎีปฏิวัติสังคมกล่าวหาว่า กปปส.เป็นกระบวนการอนุรักษนิยม เป็นทุนเก่า

เป็นกฎุมพี!

หากบรรจุนโยบายกลับมาริเริ่มเก็บภาษีมรดกเข้าไว้เป็นหนึ่งในหัวข้อการปฏิรูปประเทศด้วยจะมีผลบวกมากกว่าลบ
กำลังโหลดความคิดเห็น