ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์- นับเป็นภาพที่เจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจรัฐบาลเพื่อไทย และ “นายใหญ่ทักษิณ” เมื่อมวลมหาประชาชนจากทั่วประเทศซึ่งทนไม่ได้กับการใช้ “อำนาจเผด็จการ” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่างแห่แหนกันออกมามืดฟ้ามัวดินเพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านการออก “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย” พร้อมทั้งขับไล่ 'รัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้ระบอบทักษิณ' โดยมีมวลชนสารพัดกลุ่มที่ดาหน้าออกมาขับไล่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ม็อบราชดำเนิน ที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ , ม็อบ คปท.(ครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย) นำโดย 'ทนายนิติธร ล้ำเหลือ' , ม็อบของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ , ม็อบแพทย์-พยาบาล , ม็อบของสถาบันการศึกษา อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ม็อบของสถาบันอาชีวะต่างๆ ฯลฯ ม็อบบรรดานักธุรกิจและเหล่าพนักงานบริษัท อย่าง ม็อบสีลม ม็อบอโศก ม็อบสะพานควาย ที่หลั่งไหลกันมาเนืองแน่นเต็มท้องถนน ไม่นับรวมมวลชนในต่างจังหวัดที่ตบเท้าออกไปรวมกันที่หน้าศาลากลางจังหวัดของตัวเอง
ดังนั้นพรรคเพื่อไทย และชายชื่อทักษิณจึงต้องกลับไปใช้บริการของมวลชนคนเสื้อแดง ที่พวกเขาเพิ่งจะ “ถีบหัวส่ง” ไปหมาดๆ ด้วยการยืนยันที่จะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย ซึ่งมุ่งปล่อยนักโทษคดีการเมืองของทุกฝ่าย เพื่อต่อรองให้มาช่วยหนุน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ล้างผิดคดีคอร์รัปชั่นให้ นช.ทักษิณ ชินวัตร ถึงขั้นยอม “ตระบัดสัตย์” กับพี่น้องเสื้อแดง ปล่อย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมวลชนเสื้อแดงเชื่อว่าเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน ในเหตุการณ์ชุมนุมเผาบ้านเผาเมืองเมื่อปี 2553 โดยงานนี้หลังจากที่ “เจ๊กระบังลม” ลงทุนเปิดโรงแรม เจรจาพร้อมจ่ายถุงขนมให้บรรดาแกนนำแดง นปช.อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ , ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ที่เคยออกมาโวยวายว่ารับไม่ได้กับการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอย ดังกล่าว กระทั่งจูงมือจูบปากกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายกฯนกแก้วก็รีบดำเนินการตามบัญชาพี่ชาย สั่งการให้บรรดา ส.ส.ซึ่งเป็นแกนนำ นปช.ไปเดินสายจัดเสวนาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวม 10 พื้นที่ 10 เวทีด้วยกัน โดยเริ่มจัดประชุมที่เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เสื้อแดงเป็นเวทีแรก
ทั้งนี้ เพื่อระดมมวลชนคนเสื้อแดงให้ออกมาประกาศแสนยานุภาพข่มขวัญม็อบฝ่ายต้าน พร้อมทั้งใช้โอกาสนี้เกลี้ยกล่อมคนเสื้อแดงให้เข้าใจในความจำเป็นของรัฐบาลเพื่อไทย ที่ต้อง “พานายใหญ่กลับบ้าน” ซึ่งงานนี้ว่ากันว่าบรรดาพี่น้องเสื้อแดงที่มาลงชื่อร่วมชุมนุมนั้นได้ค่ารถกลับบ้านกันเหนาะๆ หัวละ 1,000 บาทเป็นอย่างต่ำ ไม่ต้องทำมาหากินไปอีก หลายวัน
นอกจากนั้นแกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์อย่าง “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ถอดเสื้อ รมช.พาณิชย์ ออกชั่วคราว ยังออกมาประกาศกร้าวให้คนเสื้อแดงทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล เตรียมพร้อม “ลุย” ม็อบที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล ชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน !! อีกด้วย
“ ให้คนเสื้อแดงทั้งใน กทม.และปริมณฑล เตรียมตัวภายใน 12 ชม. ให้มาถึง กทม.ให้ได้ ถ้าเขาจะเล่นบ้าๆ เราก็ต้องรักษากลไกให้พ้นอำนาจนอกระบบ นี่ไม่ใช่การปลุกระดมให้มาฆ่ากัน แต่เป็นการบอกว่าพิษภัยจากอำนาจนอกระบบที่สมคบกับพรรคประชาธิปัตย์ กำลังทำลายระบอบประชาธิปไตย วันนี้ทุกคนในบ้านต้องตั้งสติ คนไทยทุกสีเสื้อต้องถามตัวเองว่าอยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร อย่าปิดกั้นหัวใจตัวเองด้วยสีเสื้ออีกต่อไป นี่ไม่ใช่เรื่องของเหลืองแดง ไม่ใช่เรื่องของประชาธิปัตย์ แต่นี่เป็นเรื่องของเผด็จการกับประชาธิปไตย เป็นเรื่องของอดีตและอนาคตของคนไทยที่ต้องคิดตามว่าจะผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์ให้หมุนไปข้างหน้าด้วยประชาธิปไตยหรือให้กงล้อหมุนกลับมาทับตัวเองด้วยวิธีการนอกระบบ เมื่อหลายวันก่อนผมได้เข้าพบท่านนายกรัฐมนตรี โดยมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองว่า หากสถานการณ์วิกฤตรุนแรงขึ้นมาผมก็พร้อมลาออกจากตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ เพื่อออกมานำมวลชนคนเสื้อแดงต่อสู้บนท้องถนน และขอให้พี่น้องคนเสื้อแดงโปรดเข้าใจไว้ด้วยว่าไม่ได้โดนบีบคั้นให้ลาออกจากตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการตัดสินของผมเองในการออกมาสู้” นายณัฐวุฒิ กล่าวในเวทีปราศรัยของ นปช. ณ ลานอเนกประสงค์ เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา
ขณะที่ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช.ก็ปราศรัยบนเวทีเดียวกันว่า “ ตอนนี้เสื้อแดงเข็มแข็งแล้ว รัฐบาลจะต้องอยู่ต่อไป เสื้อแดงจะเป็นพลัง กำลังหลัก ค้ำจุนรัฐบาลในการช่วยเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายและดูแลประชาชน”
งานนี้ชัดเจนว่า รัฐบาลเพื่อไทยจะเอา “ม็อบชนม็อบ” เพื่อรักษาเสถียรภาพของเพื่อไทย ส่วนใครจะบาดเจ็บล้มตายนั้นไม่ต้องสนใจ ขอให้รัฐบาลรอดก็พอ เพราะหากเกิดการนองเลือด เกิดความรุนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย รัฐบาลก็แค่ล้วงเงินภาษีประชาชนไปเยียวยาจ่ายค่าทำศพ
และงานนี้ชัดเจนว่า รัฐบาลเพื่อไทยต้องการใช้มวลชนเป็นเครื่องมือในการกดดันศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีคำวินิจฉัยคำร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ด้วย
ว่ากันว่าศึกครั้งนี้พรรคเพื่อไทยมิใช่แค่เดินเกมรักษาเสถียรภาพรัฐบาลจากแรงกดดันที่มาจากศึกภายนอกเท่านั้น แต่ยังจัดการปรับโครงสร้างพรรคภายในให้แข็งแกร่ง ตามคำบัญชาของ 'นช.ทักษิณ ชินวัตร' เจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริงอีกด้วย โดยสายข่าวยืนยันว่าเมื่อเร็วๆนี้ 'นายใหญ่ทักษิณ' ได้โทรศัพท์ข้ามประเทศเข้ามาพูดคุยกับ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว ถึงเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีว่าจะมีการปรับใหญ่อีกครั้ง ในช่วงหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องปัญหาในการแก้ที่มาของ ส.ว. ในวันที่ 20 พ.ย. นี้ ทั้งนี้เพื่อรองรับสมาชิกบ้าน 109 ซึ่งจะพ้นจากการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคในช่วงระหว่างที่พรรคพลังประชาชนถูกตัดสินยุบพรรค โดยอาจจะมีการปรับ ครม.ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ก่อนที่จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ในวันที่ 21 ธันวาคม นี้
“จะมีการปรับหลายตำแหน่ง และที่เลือกปรับ ครม.ช่วงต้นเดือน ธ.ค. นั้น เนื่องจากสมาชิกบ้านเลขที่ 109 หรือ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ตามคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ของศาลรัฐธรรมนูญ จะพ้นโทษแบน ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ดังนั้นก็จะรอให้บ้านเลขที่ 109 พ้นโทษก่อนถึงจะมีการปรับ ครม.ครั้งใหญ่”
อย่างไรก็ตามมีการมองว่า กระแสข่าวการปรับ ครม.ครั้งนี้นั้นหาใช่ทำเพื่อตอบแทนความจงรักภักดีที่บรรดา สมาชิกบ้าน 109 มีต่อพรรคเพื่อไทย แต่อย่างใด แต่เป็นการปรับ ครม. โดยมีเป้าหมายที่จะใช้ เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นตัวล่อให้บรรดาบริวารของ นช.ทักษิณ ที่หวังจะได้ตำแหน่งต้องแสดงผลงานออกมา โดยเฉพาะการนำพารัฐบาลให้รอดพ้นจากวิกฤติการเมือง ที่กำลังมีการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ !!
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินเกมเพื่อดำรงไว้ซึ่งอำนาจของเจ้าของพรรคตัวจริงนั้นล้วนเต็มไปด้วยเล่ห์ และความอำมหิต ไม่เลือกมิตร เลือกศัตรู ไม่สนใจวิธีการ มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่ต้องการคือ “เงิน” และ “อำนาจ”


