xs
xsm
sm
md
lg

ทุ่งหวัง 2499...(ตอนที่ 3 วัดของเรา)

เผยแพร่:   โดย: บรรจง นะแส


จ้อนพยายามดึงชายจีวรให้ขึ้นมาคลุมตัวให้มิดชิดตั้งแต่เท้าจรดหัว เว้นไว้เพียงใบหน้าโผล่แค่คอเท่านั้นที่ไม่ปกคลุมด้วยสีเหลืองของจีวร เป็นวิธีเดียวที่เด็กวัดรับรู้ร่วมกันว่าจะทำให้ผีกลัวและไม่กล้ามาหลอกคนที่ห่มจีวรพระ แสงจากเทียนพรรษาแท่งใหญ่ให้แสงมากพอสำหรับการอ่านหนังสือในห้องที่อับแสนอับ เพราะประตูหน้าต่างถูกปิดสนิทตั้งแต่หลวงน้าก้าวลงจากกุฏิไปสวดมนต์ในอุโบสถ เสียงเพื่อนๆ วิ่งเล่นซ่อนหากันที่ลานวัดเฮฮา ...แต่จ้อนไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นได้ เสียงสวดมนต์จากอุโบสถกังวานแว่วดังแทรกความมืดมาถึงกุฏิ ตราบใดที่เสียงสวดยังกังวานและเสียงหน้าต่างประตูอุโบสถไม่ถูกปิด แสงเทียนในห้องจ้อนก็ไม่มีสิทธิ์ดับและหนังสือก็ไม่มีสิทธิ์ตกลงมาวางไว้บนหน้าอก จ้อนจำได้ว่าจะต้องอ่านหนังสือแต่ละวิชากลับไปกลับมาไม่ต่ำกว่า 10 เที่ยว

สองเดือนกว่าเข้าไปแล้วที่จ้อนสมัครเข้ามาดูแลหลวงน้าที่บวชเป็นพระในพรรษานี้ หลวงน้ามีหลานชายหลายคนแต่จ้อนใฝ่ฝันที่จะเข้ามาเป็นเด็กวัดมานานหลายปีมาแล้ว ปีนี้จ้อนทั้งอ้อนพ่ออ้อนแม่ขออนุญาตมาทำหน้าที่เด็กวัดดูแลหลวงน้า เพราะเขาเคยฟังเรื่องราวต่างๆ ของรุ่นพี่ๆ ที่เคยเข้ามาเป็นเด็กวัดว่ามันแสนสนุกสนานแค่ไหน ช่วงเข้าพรรษาก็ได้จัดการเรื่องถ้วยน้ำมันหน้าเจดีย์หลวงพ่อทวด ก่อนออกพรรษาก็ได้หัดตีกลองเรือพระ ถึงวันชักพระก็ได้นั่งตีกลองบนเรือพระไปตามหมู่บ้าน ได้ออกบิณฑบาตตามหลังพระ มีอาหารการกินกับข้าว ขนมอร่อยๆ แปลกๆ ตลอดถึงการได้เรียนรู้เรื่องราวของการท่องคาถาอาคมไว้ป้องกันตัว ไว้ป้องกันผีหลอก ฯลฯ

เสียงปิดบานประตูหน้าต่างอุโบสถปึงปังๆ จ้อนรู้ว่าอีกชั่วอึดใจหลวงน้าก็จะลงจากอุโบสถมาที่กุฏิ คำถามแรกที่เขาต้องตอบคำถามคือ

“อ่านจบหรือยัง”......เสียงดุๆ ของหลวงน้าคืออีกหนึ่งความเคยชิน

“จบแล้วครับ”.....

“งั้นดับไฟนอนได้ อย่าไปเที่ยวยุ่งกับพวกนั้นให้มากนัก แต่ละคนไม่รู้จักอะไร มีแต่เล่นสนุกสนานไร้สาระโตขึ้นมาก็ไม่พ้นทำนาหรือไม่ก็เป็นโจร”

หลวงน้ากำชับจ้อนไม่ให้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ เด็กวัดยามค่ำคืน ชีวิตเด็กวัดของจ้อนจึงแปลกแยกจากคนอื่นๆ ที่จริงจ้อนก็สังเกตเห็นความแปลกแยกของส่วนอื่นๆ ในวัดอยู่หลายอย่าง เช่น แต่ละบ้านก็จะมีกุฏิพระประจำหมู่บ้านของตนเอง พระที่บวชเข้ามาจึงจับกลุ่มอยู่กันตามกุฏิประจำบ้านของตัวเอง กุฏิเหนือ กุฏิใต้ กุฏิใต้โพธิ์ กุฏิข้างเปลว ฯลฯ

จ้อนมักไปขลุกอยู่กับแม่ชีพุ่มที่กุฏิของท่านในตอนเย็นๆ กุฏิชั้นเดียวมุงสังกะสีของแม่ชีพุ่มตั้งอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ริมรั้วด้านหลังวัด แม่ชีพุ่มชรามากแล้ว ท่านไม่ได้ช่วยเหลืออะไรทางวัดมากนักนอกจากกวาดลานหน้ากุฏิเจ้าอาวาสและดูแลหมาแมว ท่านมักแขวนกล้วยไว้เสมอ เวลาหิวจ้อนมักไปที่กุฏิท่าน เพื่อนๆ เด็กวัดมักไม่ค่อยชอบแม่ชีพุ่มมากนักเพราะแกปากจัด ชอบดุด่า มีแต่เจ้าจืดหลานของท่านกับจ้อนที่เข้าหน้าแกติด เพราะเวลาแกใช้ให้ไปช่วยหยิบโน่นนี่หรือตักน้ำจากบ่อมาให้ท่านจ้อนไม่เคยขัด สิ่งหนึ่งที่จ้อนชอบแม่ชีพุ่มก็เพราะแกมีเรื่องราวของวัด ของหมู่บ้าน เล่าให้ฟังเสมอๆ แกสามารถตอบคำถามที่จ้อนสงสัย ไม่ว่าเรื่องเปลว (ป่าช้า) ผีดิบ ที่อยู่ตรงข้ามกับวัดที่เล่าลือกันนักหนาว่าผีดุ แม่ชีพุ่มเล่าว่า

“สมัยนั้นมันมีโรคระบาด คนในหมู่บ้านตายกันมาก วิธีการจัดการกับศพคือห่อผ้าขาวแล้วพาไปค้างไว้ตามต้นไม้ให้เน่าเปื่อยไปเองในป่าที่ซึ่งไกลจากหมู่บ้าน ซึ่งมีอยู่หลายจุดชาวบ้านจะเรียกว่าเปลวผีดิบเพราะศพห่อไปทิ้งไว้ดิบๆ ไม่มีการเผา ในเปลวผีดิบจึงเต็มไปด้วยอีแร้ง แลน (ตะกวด) ที่เฝ้าแทะกินซากศพ กลิ่นซากศพเหม็นไปทั่ว แต่ห่างชุมชนกลิ่นจึงไม่รบกวนมากนัก ตอนหลังๆ มีบ้านเพิ่มขึ้นป่าเปลวผีดิบจึงอยู่คั่นกลางระหว่างบ้าน คนที่ไปไหนยามค่ำคืนจึงมักโดนผีหลอกเป็นประจำ”......แม่ชีพุ่มเล่าเนิบๆ

“อดีตเจ้าอาวาสของเรานี่ศักดิ์สิทธิ์นะจะบอกให้.. ท่านมีวาจาสิทธิ์ คือพูดคำไหนเป็นคำนั้น ลองท่านได้แช่งใครสักคน จะเป็นไปตามที่ท่านแช่งทุกคนเลยแหละ คนในหมู่บ้านจึงรักและเกรงกลัวท่านมาก.....สมัยที่ท่านยังมีชีวิตพวกหนังตะลุง มโนราห์นี่ดูกันจนเบื่อ คือคณะไหนผ่านหน้าวัดก็ต้องแวะแสดงในวัดก่อนหนึ่งคืน คณะไหนไม่แสดงต้องมีอันเป็นไปทุกคณะ.....”

แม่ชีพุ่มเล่าอีกมากมายหลายเรื่องรวมทั้งปัญหาการมาของ “จีนผมเปีย” แม่ชีพุ่มเล่าว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งจีนผมเปียอพยพเข้ามาหักร้างถางพงอยู่ตามชายควนในตำบลของเรา พวกนั้นไม่เข้าวัดแต่ชอบทำศาลเจ้าไว้ตามกลุ่มบ้าน มีการไหว้เจ้าจุดปะทัดกันลั่น พวกนั้นพอตายแล้วไม่เผา เที่ยวขุดหลุมฝังกันตามป่า ตามสวน จ้อนนึกในใจว่าสงสัยจะเป็นพวกก๋งของตัวเองเป็นแน่ เพราะหลังบ้านของจ้อนมีหลุมฝังศพบรรพบุรุษอยู่หลายที่ ในแต่ละปีจ้อนต้องทำหน้าที่ไปถางไปกวาด เพื่อทำพิธีไหว้ก๋งกับญาติๆ และตามสวนยางในหมู่บ้านของจ้อนก็จะมีหลุมฝังศพกระจายอยู่ทั่วไป

“เราคงเป็นลูกหลานจีนผมเปียที่แม่ชีพุ่มบอกแน่นอน” จ้อนนึกในใจอยู่เงียบๆ จ้อนมีโอกาสได้เล่นสนุกกับเพื่อนเด็กวัดก็เฉพาะมีเทศกาลสวดบ้าน หรือมีงานทอดผ้าป่ากฐินในวัดไกลๆ ที่หลวงน้าไม่กลับมาจำวัดที่วัด นั่นคือเวลาอันแสนสนุกของจ้อน จ้อนได้มีโอกาสไปทำซุ้มนอนใต้ต้นมะม่วงใหญ่กลางลานวัดกับเพื่อนๆ ได้ไปร่วมพิธีปลุกเสกพรหมสี่หน้าของพระกุฏิอื่นๆ ได้เรียนรู้การทำเป้าปั๊มพระพรหมสี่หน้าและคาถาปลุกเสกที่หลวงตาชราแนะนำให้พระร่วมวัดล้อมวงกันปลุกเสกคืนแล้วคืนเล่า ได้เห็นการทดลองความขลังและฤทธิ์เดชของคนแขวนพระพรหมสี่หน้าที่ผ่านการปลุกเสก ได้ฟังเรื่องราวความเป็นไปของพระร่วมวัดที่พูดถึงการจัดคิว การแย่งกันออกบิณฑบาต ส่วนใหญ่แย่งกันไปในสายที่เจ้าของบ้านมีลูกสาวสวยๆ หรือให้ผ่านหน้าบ้านคนรวยๆ ในหมู่บ้านที่มักใส่บาตรด้วยข้าวปลาอาหารดีๆ และอร่อยๆ การจัดคิว การแบ่งสายกันออกบิณฑบาตก็เป็นเรื่องใหญ่
กำลังโหลดความคิดเห็น...