ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-และแล้ว 'เผด็จการรัฐสภา' ที่กุมอานาจโดยพรรคเพื่อไทย ภายใต้ระบอบทักษิณ ก็พยายามใช้เสียงข้างมากลากถู รวบรัดแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จากเดิมที่มาจากการเลือกตั้ง 77 คน และมาจากการสรรหา 73 คน พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนจาก 150 คนเป็น 200 คน นอกจากนั้น ยังเล่นแร่แปรธาตุให้รัฐสภาไทยกลายเป็น 'สภาผัว-เมีย' เต็มรูปแบบ โดยตัดเงื่อนไขที่ระบุในรัฐธรรมนูญปี 50 ห้ามพ่อแม่ ลูก ภรรยา สามี ของ ส.ส.ลงสมัคร ส.ว.
แน่นอนว่าถ้าแก้กฎหมายสำเร็จเราๆ ท่านๆ ก็จะได้เห็นบรรดาโคตรเหง้าของนักการเมืองแห่แหนมานั่งในสภาสูงกันยั้วเยี้ยไปหมด โดยฝ่ายรัฐบาลวางเป้าหมายไว้ว่าจะให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ทันทีที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา และให้ ส.ว.สรรหาชุดปัจจุบัน หมดสมาชิกภาพทันทีหลังจากที่มีการเลือกตั้ง ส.ว.ครบ 200 คน
งานนี้แผนการ 'หักดิบ' แก้กฎหมายรวบอำนาจในสภาของ 'แก๊งเผด็จการรัฐสภา' นั้นเริ่มปฏิบัติการทันทีที่กฎหมายเข้าสู่วาระการประชุมในวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี 'นายนิคม ไวยรัชพาณิช' รองประธานรัฐสภา และ ส.ว.ฉะเชิงเทรา ในฐานะประธานการประชุม เป็นไม้แรก คอยคุมเกมเร่งผลักดันกฎหมายอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แม้ ส.ส.ฝ่ายค้าน และกลุ่ม 40 ส.ว.จะทักท้วงว่าการทำหน้าที่ประธานการประชุมของนายนิคมนั้นเข้าข่ายผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 เพราะทำหน้าที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะนายนิคมเป็น ส.ว.เลือกตั้ง จะมาทำหน้าที่ควบคุมการประชุมสภาซึ่งกำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และเกรงว่าจะรีบแก้รัฐธรรมนูญเพราะกลัวว่าจะลงสมัครวุฒิสภาไม่ทัน แต่นายนิคม ก็ยังหน้าด้านหน้าทน เดินหน้าพิจารณาแก้กฎหมายต่อไปโดยไม่สนใจอะไร พร้อมกับท้าให้ฝ่ายค้านไปยื่นถอดถอนตนออกจากตำแหน่ง !!
จากนั้นเมื่อนายสามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว ได้อ่านรายงานว่า ที่ประชุมรัฐสภาเห็นสมควรแก้รัฐธรรมนูญ โดยมีหลักการให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งหมด แต่มีสมาชิกหลายคนไม่เห็นด้วย และมีผู้ขอแปรญัตติ จำนวน 57 คน โดยบางคนเห็นว่าควรให้มี ส.ว.สรรหาต่อไป ซึ่งแม้จะป็นการเสนอให้แก้ไขในหลักการ แต่ขัดต่อหลักการการแก้กฏหมาย ซึ่งกรณีนี้หากที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็จะทำให้ผู้แปรญัตติ จำนวน 57 คนนั้นไม่สามารถแปรญัตติในวาระ 2 ได้ แต่หากเห็นว่าสามารถทำได้โดยยกเว้นข้อบังคับการประชุมในเรื่องการขัดหลักการ ก็ต้องมีการลงมติตัดสิน
อย่างไรก็ดี ทางด้านฝ่ายค้าน โดยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้คัดค้านว่า การแปรญัตติในช่วงรับหลักการ ที่ประชุมไม่ครบองค์ประชุม แต่ได้มีการนัดประชุมรับรองระยะเวลาแปรญัตติย้อนหลัง ซึ่งถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเชื่อว่าหากมีการส่งตีความ ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับเป็นโมฆะ โดยนายนิพิฏฐ์ พร้อมกับสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 10 กำลังเตรียมที่จะยื่นเรื่องตีความในประเด็นดังกล่าวหากการแก้ไขกฎหมายผ่านในวาระ 3
จากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนตัวประธานการประชุมจากนายนิคม เป็น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ฉายา 'ค้อนปลอม' นายสมศักดิ์ ก็รับไม้ 'เดินเกมเผด็จการ' ต่อทันที โดยนายสมศักดิ์ชิงตัดบทไม่อนุญาตให้สมาชิก 57 คน ที่ขอแปรญัตติแต่ถูกประธานกรรมาธิการวินิจฉัยว่าขัดต่อหลักการไปแล้วได้อภิปรายแสดงเหตุผล โดยรวบรัดหักคอว่าจะอนุญาตให้อภิปรายได้ฝั่งละ 2 คนเท่านั้น ทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์จึงลุกขึ้นประท้วง เนื่องจากเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิของสมาชิกรัฐสภา จากนั้นก็เกิดการถกเถียงระหว่าง ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลกันชุลมุน
งานนี้นายสมศักดิ์ 'เทหมดหน้าตัก' หักดิบให้ลงมติเลย พร้อมกับบระบุว่า “ผมจำเป็นต้องใช้อำนาจประธาน สั่งให้ลงมติ เป็นไงเป็นกัน เกิดอะไรขึ้น ผมรับผิดชอบเอง”
จากนั้นก็สั่งให้สมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติว่าการขอแปรญัตติของ 57 ส.ส.ขัดหลักการหรือไม่ ท่ามกล่างเสียงโห่ที่แสดงความไม่พอใจจากฝ่ายค้าน สุดท้ายที่ก็ประชุมมีมติ 339 เสียง เห็นว่าขัดหลักการ ขณะที่ 15 เสียงเห็นว่าไม่ขัด ทำให้ฝ่ายค้านโห่ร้องแสดงความไม่พอใจอยู่เป็นระยะ งานนี้นายสมศักดิ์ถึงกับฟิวส์ขาด สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเข้าควบคุมตัว ส.ส.ที่ไม่ยอมนั่ง จึงเกิดความโกลาหลไปทั้งสภา ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนอดรนทนไม่ไหว ถึงกับลุกขึ้นตะโกนว่า “สภาทาส” , “ขี้ข้าทักษิณ” กระทั่งเหตุการณ์บานปลายและต้องยุติการประชุมชั่วคราว
แต่ที่หนักข้อไปกว่านั้นคืองานนี้รัฐบาลถึงขั้นสั่งการให้กองบังคับการตำรวจนครบาลส่งเจ้าตำรวจควบคุมฝูงชนถึง 150 นายมารักษาการณ์หน้ารัฐสภา ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการข่มขู่คุกคามฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ในสภา ส.ส.ฝ่ายค้านจึงเรียกร้องให้มีการถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไป และเกิดความวุ่นวายในสภาขึ้นอีกครั้ง โดยมีการเป่านกหวีดกลางสภาเพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่าไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าว
พฤติการณ์รวบรัดเร่งรีบพยายามจะดันให้ร่างแก้ไข รธน.ฉบับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นร่างซึ่งจะรื้อโครงสร้างนิติบัญญัติในซีกสภาสูงให้เป็น “สภาทาส-สภาผัวเมีย” นั้นถูกวิจารณ์อย่างหนักจากสังคม โดยเฉพาะการใช้อำนาจเผด็จการรัฐสภาแบบหน้ามืดตามมัวของคู่หูดูโอ้ 'นิคม-ไม้สุดท้าย ' กับ 'สมศักดิ์ -ค้อนปลอม' ที่เดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อผลักดันการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้ผ่านสภาให้จงได้ โดยไม่สนใจเสียงก่นด่าที่ดังลั่นสภาว่า “ขี้ข้าทักษิณ”
ไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดรัฐบาลเพื่อไทยภายใต้ระบอบทักษิณจึงกระเหี้ยนกระหือรือที่จะแก้กฎหมายให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง เพราะต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งของไทยนั้นยังตกอยู่ใต้การครอบงำของพรรคการเมือง ยิ่งพรรคใหญ่ มีทุนหนา ฐานเสียงแน่น ก็ยิ่งง่ายต่อการชี้นำให้ฐานเสียงเลือกคนของตนเข้ามาทำหน้าที่ในสภาสูง โดยไม่สนใจคุณสมบัติหรือที่มาที่ไปใดๆ ทั้งสิ้น งานนี้แน่นอนว่าหลังจากที่พรรคเพื่อไทยยึดเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯได้แล้ว ถ้าแก้กฎหมายเรื่องที่มาของ ส.ว.ได้สำเร็จ ทั้งสภาสูง-สภาล่างก็จะอยู่ในอาณัติของเพื่อไทยอย่างง่ายดาย
เป้าหมายของเพื่อไทยนั้นไม่ใช่แค่การรวบอำนาจในการแก้ไขกฏหมายในสภาเท่านั้น แต่ยังต้องการยึดอำนาจในองค์กรอิสระต่างๆ เพราะอย่าลืมว่าวุฒิสภามีอำนาจในมืออย่างเหลือล้น ไม่เพียงแต่อำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่าง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น แต่วุฒิสภายังสามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรมอย่าง ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ผู้พิพากษาหรือตุลาการ และพนักงานอัยการ
นอกจากนั้น ยังมีอำนาจถอดถอนองค์กรอิสระต่างๆ เช่น กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตลอดจนผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปรกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย วุฒิสภาก็มีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้
ขณะเดียวกันวุฒิสภาก็มีอำนาจสรรหาและแต่งตั้งระดับบริหารในองค์อิสระ และพิจารณาเลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ อาทิ
1) การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง
2) ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
3) การสรรหาและการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
4) เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 คน ซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ เป็นกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
5) ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมดและให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งประธานศาลปกครองสูงสุด และเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง
6) ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และการแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
7) ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
ดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยภายใต้ระบอบทักษิณสามารถยึดเก้าอี้ ส.ว.มาไว้ในมือได้ ก็แปลว่าทุกองคาพยพของประเทศไทยก็จะตกอยู่ใต้ 'เงื้อมมือ' ของเพื่อไทยและนายใหญ่ทักษิณอย่างไม่ต้องสงสัย
นับจากนี้คงต้องจับตาดูชนิดไม่กระพริบตาว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาเมื่อใด และจะเกิดอะไรกับประเทศไทยบ้าง !!


