xs
xsm
sm
md
lg

ทางไทย ทางธรรม ด้วยผู้นำ “ทำทาง”---เขียนถึง“ว่าที่ผู้นำ”กองทัพประชาชนหน้ากากขาว

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

(11 ก.ค.56)

จั่วหัวเช่นนี้ ก็เพื่อยืนยันว่า ทางออกของประเทศไทยวันนี้ ต้องเป็น “ทางธรรม” เท่านั้น โดยผู้นำจะต้องใช้ “ธรรม”นำหน้าในทุกมิติของการนำ

อธิบายตามหลักวัตถุนิยมวิภาษวิธี ทางธรรมก็คือ ทางแห่ง “ธรรมจัดสรร” กฎภววิสัยกำหนด หากมิใช่ “ทาง”ของใคร ที่จะต้องเป็นไป “ตามใจใคร”โดยเฉพาะ ทั้งนี้ ผู้นำจำเป็นต้องทำ “ทางใจ”ให้ตรงกับ “ทางธรรม” ปรับแนวคิดทาง “อัตวิสัย” ตลอดจนวิธีคิดวิธีการทำงานของตนเอง จนสอดคล้องกับกระบวนการ “ธรรมจัดสรร” หรือ กฏภววิสัย จึงจะสามารถนำมวลชนดำเนินการเคลื่อนไหวต่อสู้ บรรลุชัยชนะได้ในทุกขั้นตอน

นี่คือการ “ตอบโจทย์” ขบวนการการเมืองภาคประชาชน ที่กำลังดำเนิน “สงครามมวลชน”ระลอกที่สอง ในรูปของ “กองทัพประชาชนหน้ากากขาว” และกำลังสับสนอยู่กับตัวเองว่า เป็นไปได้ไหมที่การขับเคลื่อนการต่อสู้จะพัฒนาเติบใหญ่ได้โดยไม่ต้องมี “ผู้นำ” ?

ในความเข้าใจของผู้เขียน การเคลื่อนไหวในระยะเริ่มแรกโดยไร้การนำของกองทัพประชาชนหน้ากากขาว เป็นเพียงกลยุทธ์พลิกแพลงของขบวนการการเมืองภาคประชาชน เพื่อทลายการปิดล้อมของตำรวจและกลไกอำนาจอื่นๆ ที่กระทำต่อขบวนการการเมืองภาคประชาชน เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์การพิทักษ์สยาม มาอย่างต่อเนื่อง ยังผลให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างลำบาก

บัดนี้ ขบวนการฯภาคประชาชน ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการตีฝ่าวงล้อมของรัฐบาล กองทัพประชาชนหน้ากากขาวที่ประกอบไปด้วย “มวลชนตื่นรู้” และ “พลังเงียบ”ที่ “ทนไม่ไหว”กับพฤติกรรมโฉดชั่วของนักการเมืองในระบอบทักษิณ โดยเฉพาะการ “เร่งเกม”กินรวบประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ลุกฮือขึ้น และรวมตัวกันเข้าทั้งในและต่างประเทศ เป็น “กองทัพประชาชนหน้ากากขาว” ประกาศเจตนารมณ์ทางการเมือง “ล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย”

การอุบัติขึ้นและแพร่หลายอย่างรวดเร็วดุจ “ไฟลามทุ่ง” ของกองทัพประชาชนหน้ากากขาว ทำให้ขบวนการฯภาคประชาชน พลิกสถานการณ์ จากเป็นผู้ถูกกระทำ มาเป็นผู้กระทำ เกิดความเป็นต่อทางยุทธศาสตร์ในทันที สามารถรุกขยายผลอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมิถุนายน หลังจากนั้น จึงได้พากันพักรบ ปรับขบวน

ผู้เขียนเชื่อว่า ภายหลังการปรับขบวน กองทัพประชาชนหน้ากากขาวจะเริ่มดำเนินกิจกรรมของตนไปภายใต้การนำของ “ผู้นำ” จำนวนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในท่ามกลางการเคลื่อนไหวของมวลชน

สิ่งที่คาดหวังคือ ผู้นำชุดนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนหน้าใหม่ มีบุคลิกของคนรุ่นใหม่ยุคไซเบอร์ ที่ได้พิสูจน์ตนเองในท่ามกลางการเคลื่อนไหว จนเป็นที่ยอมรับของมวลชนหน้ากากขาวรอบๆตัวบ้างแล้ว โดยพวกเขาเหล่านั้นจะออกมายืนอยู่แถวหน้า นำมวลชนรุกรบชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เชื่อเหลือเกินว่า ถ้าเขาและเธอเหล่านั้น ยึดเอาความเป็นจริงเป็นตัวตั้ง พร้อม“ปรับใจเข้าทางธรรม” ไฟแห่ง “สงครามมวลชน” ก็จะค่อยๆหล่อหลอมให้เขาหรือเธอเหล่านั้น ให้กลายเป็นผู้นำที่มีจุดยืนมั่นคง แนวคิดถูกต้อง สอดคล้องกับกระบวนการ “ธรรมจัดสรร” หรือกฏภววิสัย สามารถพัฒนาวิธีคิดวิธีการทำงานที่ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ รวมทั้งมี “บุคลิกการนำ” ที่มวลชนชื่นชอบปรากฏให้เห็นเป็นลำดับ

“ผู้นำ” กองทัพมวลชนตื่นรู้ นาม “กองทัพประชาชนหน้ากากขาว” ในสงครามมวลชนระลอกสองเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น “ผู้นำชุดที่สอง” ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ที่นำมวลชนรณรงค์ต่อสู้กับอำนาจรัฐภายใต้การครอบงำของระบอบทักษิณ ซึ่งมีแนวโน้มทวีความดุเดือดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณเดินเกม ส่งยิ่งลักษณ์เข้าคุมกระทรวงกลาโหม ตะล่อมผู้บัญชาการทหารสูงสุดและสามเหล่าทัพเข้ามาอยู่ในโครงข่ายอำนาจของตน ดังที่ปรากฏเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ใน “คลิป”การสนทนากันระหว่างพลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆอย่างกว้างขวางตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในทางเป็นจริง พวกเขาคือผู้ชูธง “ล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย” ร่วมไปกับแกนนำพันธมิตรฯ และผู้นำกลุ่มองค์กรต่างๆของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ที่นำพามวลชนเคลื่อนไหวต่อสู้ล่วงหน้ามาแล้วในห้วงการทำสงครามมวลชนระลอกที่หนี่ง โดยมุ่ง สามัคคี “ทุกฝ่าย” ดำเนิน “สงครามมวลชน” นำพา “กองทัพมวลชนตื่นรู้” รุกรบ เก็บเกี่ยวชัยชนะให้ได้ในทุกสถานการณ์

สรุปแล้ว พวกเขาเหล่านี้ ก็คือผลพวงของประวัติศาสตร์ ด้วยกระบวนการของ “ธรรมจัดสรร” ในรูป “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” มิใช่ “ผู้นำสำเร็จรูป” ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งส่งมา “นำ” ซึ่งในกระบวนการดังกล่าว มวลชนจะเลือกผู้นำของเขาในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติ ดำเนิน “สงครามมวลชน” และหากพบว่า ผู้นำเหล่านั้น มิใช่ “ของจริง” มวลชนก็จะ “คัดสรร” ผู้นำคนใหม่ขึ้นมาแทนที่

นั่นคือ ทุกอย่างจะดำเนินไปในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติ !

ในมุมมองของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ที่มองว่าการพัฒนาทางการผลิต/พลังการผลิตเป็นต้นตอของพัฒนาการของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มวลชนผู้ทำการผลิตคือผู้สร้างประวัติศาสตร์ โดยในห้วงของการเปลี่ยนผ่าน จะดำเนินการ “ปฏิวัติ” ล้มล้างระบบอำนาจที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาพลังการผลิต ในห้วงของการพัฒนาสร้างสรรค์ มวลชนคือผู้ออกแรงสร้างสรรค์สังคมให้ศิวิไลซ์ โดยทั้งสองห้วงนี้ ล้วนต้องอาศัย “ผู้นำ” ที่เข้าถึง “ทางธรรม” นำมวลชนเคลื่อนไหวต่อสู้ และพัฒนาสร้างสรรค์

โดยนัยดังกล่าว ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ก็คือผู้“ทำทาง” ที่เป็น “ทางธรรม” ให้แก่ มวลมนุษยชาติ !

ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยด้วยสงครามมวลชนครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะมีผู้นำที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย นำมวลชน “ทำทาง” สร้าง “ทางธรรม” ให้แก่การขับเคลื่อนของประเทศไทย ไปสู่อนาคตอันยาวไกล สังคมไทยศิวิไลซ์ระดับโลก !

------------------------

ภาคผนวก -- “ทางธรรม” ที่ผู้นำ “ตื่นรู้” ต้องเข้าถึง

“ทางธรรม” หรือ “กฎ”กำหนดการขับเคลื่อนของประเทศไทย ที่ผู้เขียนได้ทยอยสะท้อนออกมาเป็นระยะๆ ในท่ามกลางการเคลื่อนไหว “จุดเทียนปัญญา” สร้าง “กองทัพมวลชนตื่นรู้” ดำเนิน “สงครามมวลชน” ฯลฯ มีอยู่สองสายคือ ทางธรรมสายใหญ่ และทางธรรมสายย่อย

ทางธรรมสายใหญ่ -- ประเทศไทยถึงจุดเปลี่ยน ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก


ทางธรรมสายใหญ่ สะท้อนภาพใหญ่ “ป่าทั้งป่า” เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาของชาติในระดับ “องค์รวม” แนวทางการขับเคลื่อนจะต้อง “ตอบโจทย์”ระดับนี้ให้ได้ ซึ่งหลักๆก็คือ ประชาชนต้องเป็น “เจ้าภาพ” นำการเปลี่ยนแปลง อย่างสอดคล้องกับสภาพเป็นจริงของสังคมไทยและสังคมโลก

อธิบายได้ว่า ณ เวลานี้ “ทางออก”ของประเทศไทย จะต้องเป็นไป ตาม “กฎ”การเปลี่ยนแปลงของโลกและของไทย ในบริบทแห่งยุคสมัยที่มวลมนุษยชาติดำรงอยู่ คือ “สันติภาพและการพัฒนา” “ลมตะวันออกพัดกลบลมตะวันออก” ประเทศต้องการสันติภาพ สังคมต้องการพัฒนา ประชาชนต้องการอยู่ดีมีสุข เนื้อหาสาระของการขับเคลื่อนของสังคมโลกโดยรวม จึงอยู่ที่การสร้างสันติภาพ และพัฒนาประเทศ โดยถือเอา “คน” เป็นศูนย์กลาง ทิศทางการเมืองของประเทศต่างๆ จึงมุ่งไปในทางเดียวกันคือ การสร้างอำนาจกำหนดของประชาชนให้ปรากฏเป็นจริง ดำเนินระบอบประชาธิปไตยประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายที่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งในทุกๆ ด้าน

เป้าหมายของการพัฒนา “สร้างชาติ” จึงมุ่งไปยังการยกระดับคุณภาพชีวิตของ “คน” ทั้งทางวัตถุและจิตใจเป็นสำคัญ ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฯลฯ ล้วนแต่ตั้งอยู่บนฐานของความอยู่ดีกินดีของประชาชน ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ จึงตั้งอยู่บนความ “ตื่นรู้” ของประชาชน ที่ “รู้จริง รู้คิด รู้ทำ” แต่ละคนก็เป็นเหตุปัจจัยหรือเงื่อนไขของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกันและกัน

ความคาดหวังร่วมกันหรืออุดมการณ์ยาวไกลของมวลมนุษย์ผู้ “ตื่นรู้” ก็คือการดำรงชีวิตอยู่ในบรรยากาศของความ “สร้างสรรค์” ควบคู่ไปกับการสร้างสังคมที่เป็นธรรม ยกระดับความสำนึกในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนบนฐานแห่งกฎกติกาที่เป็นธรรมสำหรับคนหมู่มาก ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของคนเรา

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ กำหนดให้คนไทย “ทุกฝ่าย” ต้องแสดงตนเป็น “เจ้าภาพ” ร่วมกันขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลง ในรูปของขบวนการการเมืองภาคประชาชน

ทิศทางคือสร้างขบวนการการเมืองภาคประชาชนให้ใหญ่โต มีความเป็นเอกภาพทางการเมือง คือ “ล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย” และทางการจัดตั้ง คือ “สภาการเมืองประชาชน”

เป้าหมายคือ “ปิดฉาก” การเมืองชั่วของประเทศไทย สถาปนา “การเมืองสร้างสรรค์” ขึ้นแทนที่ โดยมี “ระบบสภาประชาชน” (ประกอบด้วย สภาการเมืองประชาชน สภาภูมิปัญญาประชาชน และสภาผู้แทนประชาชน) เป็นกลไกอำนาจกำหนด ดำเนินระบอบประชาธิปไตยประชาชนอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างสอดคล้องกับสภาพเป็นจริงของสังคมโลกและเอกลักษณ์ของสังคมไทย

ทางธรรมสายย่อย –ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงได้ด้วย “สงครามมวลชน” ด้วยการสร้าง “ความเป็นเอกภาพทางการเมือง” และด้วยการสร้าง “ความเป็นเอกภาพทางการจัดตั้ง” ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน

เป็น “หลักธรรม” ชี้นำการปฏิบัติของขบวนการฯภาคประชาชน ในกรอบกำหนดของ “ทางธรรมสายใหญ่”

ทั้งนี้ ทิศทางการปฏิบัติ โดยขบวนการฯภาคประชาชนเป็น “เจ้าภาพ” เปลี่ยนแปลงประเทศไทย เนื้อหาสาระก็คือ สร้างอำนาจทางการเมือง หรือที่เรียกกันว่า “อำนาจกำหนด” ของตนขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลง ให้อำนาจกำหนดของตนเข้าแทนที่อำนาจกำหนดที่มีอยู่เดิม เฉพาะหน้านี้ก็คืออำนาจกำหนดของกลุ่มทุนสามานย์ในระบอบทักษิณ

ปัจจุบัน การขับเคลื่อนของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ได้ดำเนินมาทาง “ธรรม” เป็นลำดับ ด้วยการ “จุดเทียนปัญญา” สร้างการ “ตื่นรู้” ขึ้นในหมู่มวลชน และสร้าง “กองทัพมวลชนตื่นรู้” ดำเนิน “สงครามมวลชน” ซึ่งได้พัฒนามาถึง “ระลอกที่สอง” แล้ว

สงครามมวลชนระลอกที่หนี่ง นำโดยคุณสนธิ ลิ้มทอลกุล ในปลายปี 2548 และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2556 ได้สั่งสมชัยชนะมาเป็นลำดับ และเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอุบัติขึ้นของ “กองทัพประชาชนหน้ากากขาว” อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามมวลชนระลอกที่สอง ที่มวลชน “ทนไม่ไหว” ที่เคยเป็น “พลังเงียบ”ในสังคม ก้าวเดินออกสู่ท้องถนน ประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน “ล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย” อันเป็นเจตนารมณ์ร่วมกัน(เอกภาพทางการเมือง)ของ “ทุกฝ่าย” ในขบวนการการเมืองภาคประชาชน

กระนั้น สิ่งที่ “ทุกฝ่าย” ในขบวนการฯภาคประชาชน จะต้องปรึกษาหารือ และมีมติร่วมกันในขั้นต่อไป ก็คือ การก่อตั้ง “สภาการเมืองประชาชน” (เอกภาพทางการจัดตั้ง) เพื่อรองรับการขับเคลื่อนของ “สงครามมวลชนระลอกที่สอง” และ “สงครามมวลชนระลอกที่สาม” ที่นับวันจะขยายตัวใหญ่โต เพียงพอที่จะเผด็จศึกระบอบทักษิณได้อย่างเบ็ดเสร็จในที่สุด
กำลังโหลดความคิดเห็น