xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

'ศ.สมปอง สุจริตกุล' “ตีความเอาแผ่นดินไทยใครจะยอม นอกจากจะซูเอี๋ยกัน”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ทันทีที่ 'น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์' ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากรัฐบาลกัมพูชาและเดินทางกลับประเทศไทยหลังถูกจับกุมและติดคุกเป็นเวลากว่า 2 ปี ด้วยข้อหาข้ามพรมแดนผิดกฎหมาย รุกล้ำเขตพื้นที่ทหาร และจารกรรมข้อมูล ก็ทำให้คดีปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งศาลโลกจะพิจารณาตัดสินในปลายปีนี้ ได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันมากที่สุดในขณะนี้คือคดีที่ศาลโลกรับตีความตามคำร้องขอของกัมพูชานั้นถือเป็นคดีใหม่หรือเป็นการตีความคดีเก่าที่ศาลโลกได้พิจารณาไปแล้วเมื่อปี 2505 ? อีกทั้งยังวิตกว่าคำตัดสินของศาลโลกจะทำให้ไทยเสียดินแดนหรือไม่ ? และรัฐบาลควรดำเนินการอย่างไรจึงจะสามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยได้มากที่สุด ?

“ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์” จึงได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ “ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล” อดีตเอกอัคราชทูตไทย และอดีตทนายความผู้ประสานงานคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2502-2505 ซึ่งนอกจากจะไขข้อข้องใจในทุกประเด็นแล้วยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลที่ดูเหมือนจะจงใจเดินเข้าสู่เกมเฉือนแผ่นดินไทยให้เขมรอีกด้วย !!

การที่คดีพระวิหารซึ่งจะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลกในปลายปีนี้จะถูกตีความว่าเป็นคดีเก่าหรือคดีใหม่ มีผลต่างกันอย่างไร

ผลต่างกันเยอะครับ ถ้าเป็นคดีใหม่เนี่ยศาลไม่มีอำนาจพิจารณาแน่นอนเพราะเราไม่ได้ยอมรับศาล แต่แม้จะเป็นคดีเก่าก็ยังเป็นปัญหาว่าที่ผ่านมาเรายอมรับศาลหรือเปล่า คือตอนที่ศาลจะพิจารณาคดีเมื่อตอนปี 2505 น่ะ ช่วงนั้นมันก่ำกึ่งกัน มันยังเหลือเวลาอีกไม่เกิน 7-8 เดือนจะพ้นอายุที่เขาจะต้องฟ้อง ไม่เช่นนั้นศาลก็ไม่อาจรับฟ้องได้ หรือรับฟ้องไปแล้วก็ไม่มีอำนาจพิจารณา ซึ่งปัจจุบันมันมีปัญหาว่าที่เขาขอให้พิจารณาเพิ่มเติมเนี่ยมันเป็นคำขอเพิ่มเติมไปแล้วเมื่อครั้งที่แล้ว(เมื่อปี 2505) หรือเปล่า คือครั้งนั้นเขาขอให้พิจารณาเพิ่มเติมเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ว่าเป็นแผนที่ที่ถูกต้องหรือไม่ และเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่นั้นได้รับการรับรองหรือเปล่า ซึ่งความจริงไม่มีใครรับรองแผนที่ฉบับนั้น ฝรั่งเศสเขาทำขึ้นฝ่ายเดียว แต่ครั้งนั้นศาลไม่อนุมัติให้พิจารณาเพิ่มเติม

มาถึงตอนนี้ซึ่งเท่ากับ 50 ปี ต่อมา ทางกัมพูชาจะขอให้ศาลตีความให้ขยายการพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าศาลจะตีความให้ขยายการพิจารณามันก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เพราะศาลไม่มีอำนาจแล้ว มันเกินเขตอำนาจของศาลเพราะไทยไม่ได้รับอำนาจของศาลไว้ แล้วถ้ากัมพูชาจะให้ตีความคำพิพากษาเดิมมันก็สายเกินไปแล้ว เพราะมันผ่านมา 50 ปีแล้ว คู่กรณีก็ได้ปฏิบัติตามจนไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แล้วตอนนี้จะมีปัญหาอะไรอีก ที่ผ่านมากัมพูชาก็ยอมรับคำตัดสินของศาลมาตลอด ไม่เคยแสดงท่าทีไม่ยอมรับเลย

ตอนนั้นไทยแสดงท่าทีไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลอย่างไร

คือถึงไทยจะปฏิบัติตามแต่เราก็ได้ชี้แจงให้สหประชาชาติทราบ พร้อมทั้งเสนอข้อขัดข้องไปด้วย เราก็บอกแล้วว่าศาลตัดสินผิด ท่านถนัด คอร์มันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นได้มีหนังสือเวียนไปถึงสมาชิกสหประชาชาติทุกประเทศ และผมเองในฐานะทนายความผู้ประสานงานคดีปราสาทพระวิหารในขณะนั้นได้ไปแถลงในที่ประชุมคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายคณะที่ 6 ของสมัชชาสหประชาชาติ ขยายความที่ท่านถนัดได้ชี้แจงไปว่าคำพิพากษาของศาลขัดต่ออนุสัญญา 1904 ขัดต่อสนธิสัญญาและพิธีศาล 1907 ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ขัดต่อหลักความยุติธรรม ฉะนั้นไทยจึงประท้วงและตั้งข้อสงวนว่าจะเรียกคืนปราสาทพระวิหาร ซึ่งในปัจจุบันข้อสงวนนั้นก็ยังมีอยู่เพราะเป็นข้อสงวนที่ปลอดอายุความ

แต่ล่าสุดศาลก็รับตีความตามที่กัมพูชาร้องไป

เมื่อศาลรับไปแล้วเราก็ต้องไปโต้แย้ง คือมันมีปัญหาอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ 1.ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือไม่ ซึ่งก็ไม่มีอยู่แล้ว 2.ถ้าศาลเขาตกลงว่าเขามีอำนาจพิจารณาพิพากษา เขาก็ต้องพิจารณาในสารัตถะสำคัญ และประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็เป็นศาลหนึ่งซึ่งไม่มีอำนาจบังคับคดีเลย เพราะไม่มีอำนาจอะไรไปบังคับ เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศนั้นเป็นเพียงข้อตกลงและเขาจะไม่มีการบังคับคดีกัน การจะบังคับคดีจะต้องเป็นเรื่องของการใช้กำลังยกกองทัพเข้ามา เป็นเรื่องของความขัดแย้งที่กระทบกระเทือนสันติภาพ ซึ่งเป็นเรื่องของคณะมนตรีความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องของศาลโลก

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็บอกว่าถ้าศาลพิจารณาแล้วเราไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล อาจเกิดความขัดแย้งในพื้นที่แล้วทางสหประชาชาติอาจส่งเจ้าหน้าที่ลงมาดูแลสถานการณ์

ไม่รู้ ก็เป็นความคิดของท่าน แต่ผมว่าเราควรแนะนำให้รัฐมนตรีต่างประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน

ล่าสุดนายสุรพงษ์ฟันธงเลยว่าคดีพระวิหาร ไทยไม่แพ้ก็แค่เสมอตัว

แต่เท่าที่ผมเห็นเนี่ยไม่มีใครรู้หรอกว่าศาลโลกจะตัดสินอย่างไร กระทั่งตัดสินออกมาแล้วก็ยังไม่มีใครรู้ว่าใครแพ้ใครชนะ อย่างหลายๆ คดีที่ผ่านมาซึ่งศาลโลกตัดสินไปแล้วเนี่ยแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่าตัวเองชนะ เช่น คดีระหว่างโปรตุเกสกับอินเดีย ซึ่งศาลได้ตัดสินตามที่โปรตุเกสขอร้องว่าให้โปรตุเกสมีสิทธิผ่านแดนอินเดียเพื่อไปเมืองปัว หลังจากศาลตัดสินโปรตุเกสก็ว่าตัวเองชนะ ขณะที่อินเดียก็ว่าเขาชนะเพราะในสิทธิผ่านแดนระบุว่าห้ามขนอาวุธไป เมื่อโปรตุเกสขนอาวุธไปไม่ได้อินเดียก็ยึดเมืองปัวสำเร็จเพราะโปรดุเกสผ่านแดนได้อย่างเดียวแต่ขนอาวุธไปช่วยปัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วใครแพ้ใครชนะ ถ้าใครจะไปพูดล่วงหน้าว่าใครแพ้ใครชนะแปลว่าเขาไม่รู้จักเรื่องระหว่างประเทศเลย และเขาไม่เข้าใจศาลโลกหรอก ต้องใช้เวลาศึกษาอีกเยอะ

อย่างเมื่อปี 2505 ที่ศาลโลกตัดสินว่าตัวปราสาทพระวิหารเป็นดินแดนที่อยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งไทยไม่ได้เห็นชอบด้วย แต่เราปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยจอมพลประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีมหาดไทยในขณะนั้น ก็สั่งให้คนขึ้นไปตีเส้น ล้อมรั้วปราสาทพระวิหารไว้ โดยให้ชาวกัมพูชาขึ้นมาได้ทางบันไดหัก ซึ่งไม่ได้แปลว่าเรายอมยกดินแดนของเราให้เขมรเพราะการที่เราอนุญาตให้เขมรเข้ามาเที่ยวชมปราสาทพระวิหารได้นั้นถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของไทย แล้วที่ผ่านมาเราไม่เคยยอมรับคำตัดสินของศาลและไม่เคยยกอำนาจอธิปไตยให้ใครเลย อธิปไตยยังเป็นของไทย เขมรจะเข้ามาในฝั่งไทยเขาก็ต้องขออนุญาตทหารไทยก่อน ต้องเสียค่าผ่านด่าน

แต่ตอนนี้พื้นที่รอบบริเวณปราสาทพระวิหารก็มีชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งบ้านเรือนกันเยอะมาก

ที่ผ่านมาก็มีชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากมาย ซึ่งการที่เขาเข้ามาอาศัยอยู่เนี่ยก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องเสียดินแดนให้เขานะ คือเขาคนจนน่ะ เขาลี้ภัยเข้ามาทำมาหากิน รัฐบาลไทยก็ใจดีอนุญาตให้เขาเข้ามา ซึ่งการอนุญาตก็ถือเป็นการแสดงอธิปไตยเหนืออาณาเขตของไทย ส่วนการที่มองว่าคนไทยหรือทหารไทยไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารได้นั้นจริงๆแล้วเราเข้าไปได้แต่เราไม่เข้าไปเอง เราปล่อยปละละเลย

แล้วการที่กัมพูชาจะยื่นตีความเรื่องอาณาเขตจะมีผลกระทบต่อไทยไหม

คำพิพากษาของศาลเมื่อปี 2505 เนี่ยไม่ได้ตัดสินเรื่องอาณาบริเวณนะ เขาตัดสินเรื่องตัวปราสาท แล้วการที่บอกว่าให้ไทยถอนทหารออกมาก็เท่ากับบอกว่าเป็นพื้นที่ของไทยเพราะถ้าเป็นของกัมพูชาทหารไทยจะเข้าไปอยู่ได้อย่างไร แล้วการที่มีบางคนออกมาชี้แจงผ่านทีวีว่าเรื่องแผนที่ที่กัมพูชาส่งมาแล้วไทยยอมรับนั้นมันเป็นการใช้กฎหมายปิดปาก จริงๆมันไม่ใช่ กฎหมายปิดปากเขาจะใช้ตอนที่เสนาบดีในกระทรวงมหาดไทยขึ้นไปเยือนปราสาทพระวิหารแล้วเขมรเขามาต้อนรับเพื่อทำท่าเป็นเจ้าของแล้วเราไม่ได้ประท้วงเขา อันนั้นต่างหากที่ศาลบอกว่าถือว่าปิดปาก แล้วเขมรเขาก็หยิบยกเอากรณีนี้มาเพราะไทยไม่ได้ประท้วงตั้งแต่แรก ซึ่งพื้นที่ที่โดนกฎหมายปิดปาก ก็คือจุดที่ตัวปราสาทตั้งอยู่ ซึ่งเราก็กั้นรั้วไว้แล้ว ไม่เกี่ยวกับพื้นที่รอบตัวปราสาทแต่อย่างใด

จริงๆ แล้วข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารมันจบไปตั้ง 50 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนฝ่ายการเมืองของไทยกับกับพูชาจะร่วมมือกันเพื่อเปิดช่องให้กัมพูชารื้อฟื้นประเด็นนี้ขึ้นมา

เรื่องนี้จะมีการซูเอี๋ยกันหรือไม่เนี่ยผมไม่กล้าพูด แต่มันก็มีพิรุธอยู่

มีพิรุธยังไง

มีพิรุธตรงที่ทำไมรัฐบาลไทยไม่ปฏิเสธ ทำไม่ไม่โต้แย้งในสิ่งที่กัมพูชากล่าวหาไทย ทำไมเจ้าหน้าที่จึงเพิ่งเฉยปล่อยให้ชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งบ้านเรือนในไทย เราจะอนุญาตให้เขาเข้ามาก็ได้แต่ทำไมเราไม่แสดงอย่างปิดเผยว่าเราเป็นผู้อนุญาต แรกๆ นี่เราแสดงอย่างเปิดเผยแต่หลังๆในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเราก็เรียกเจ้าหน้าที่ของเรากลับมา โดยรัฐบาลบอกว่าเพราะเราไม่อยากให้มีเรื่อง ก็สงสัยว่าทำไมจึงกลัวว่าจะมีเรื่องทั้งที่เป็นบ้านเมืองของเรา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สื่อจะต้องขุดคุ้ยว่า เอ๊ะ ! ทำไม มันเรื่องอะไร เราไปยกดินแดนให้เขาได้หรือ ถ้ารัฐบาลจะยกแผ่นดินไทยให้ใครเนี่ยต้องเอาเรื่องเข้าที่ประชุมสภานะ คณะรัฐมนตรีไม่มีสิทธินะ นายกรัฐมนตรีก็ไม่มีสิทธิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยิ่งไม่มีสิทธิ เพราะแผ่นดินไทยไม่ได้เป็นของคณะรัฐมนตรี ที่ผ่านมาบรรพบุรุษของไทยยอมตายเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยเอาไว้

ที่ผ่านมารัฐบาลไทยก็อ้างว่าเกรงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงไม่ดำเนินการอะไรกับกัมพูชาที่เข้ามารุกล้ำดินแดนไทย

ใครๆ ก็อ้างได้เรื่องความสัมพันธ์ แต่ถามว่าทางกัมพูชาเขาไม่กลัวยิ่งกว่าเราหรือ เราไปกลัวอะไร กัมพูชาเป็นมหาอำนาจหรือ แล้วที่ผ่านมาไม่มีประเทศไหนเลยที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก ดูอย่างกรณีที่เม็กซิโกและปารากวัยร้องเรียนว่าขอให้อเมริกาชะลอการประหารชีวิตนักโทษคดีก่อการร้ายชาวเม็กซิโกและผู้ก่อการร้ายชาวปรากวัย ศาลก็ตัดสินว่าให้อเมริกาชะลอการประหารชีวิต รู้ไหมอเมริกาทำยังไง เขาทำตรงกันข้ามกับที่ศาลตัดสิน เขาสั่งประหารชีวิตทันทีเลย ศาลก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะศาลไม่มีอำนาจบังคับคดี ซึ่งคนที่สั่งประหารชีวิตก็คือบุช จูเนียร์ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ว่าฯ รัฐเท็กซัส ทำให้เขาได้รับคะแนนนิยมท่วมท้นว่าได้รักษาศักดิ์ศรีของชาวอเมริกัน เขาจึงได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งผมว่าถ้านายกรัฐมนตรีทำได้เด็ดขาดขนาดนั้นเนี่ยจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีไทยไปตลอดชีพ

จะเห็นว่ากองทัพไทยมีทั้งแสนยานุภาพทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ เราไปกลัวอะไรเขา มันมีอะไรหรือ ผลประโยชน์ส่วนตัวมันเหนือกว่าหรือ ไม่นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้างเลยหรือ ไม่สงสารคนไทยตาดำๆ บ้างเลยหรือ ทำได้ยังไง คุณไปยินยอมพร้อมใจสละแผ่นดินไทยให้เขาหรือ แต่ว่าแผนดินไทยมันไม่ใช่ของคนหนึ่งคนใดในรัฐบาล คุณไม่มีสิทธิไปยกให้เขา จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายก็ไม่ได้ ศึกษาเสียบ้างสิ

เชื่อว่ารัฐบาลรู้กฎหมายนะ

ขึ้นอยู่กับว่ารู้อย่างไร รู้จริง รู้ไม่จริง รู้น้อย หรือรู้มาก ? ถ้าผมมีอำนาจเป็นรัฐบาลนะผมไม่มีวันยอม และไม่มีวันพูดว่ามีโอกาสแพ้ สรุปง่ายๆคือคดีนี้มันจบไปนานแล้ว และถ้ากัมพูชาจะมายื่นขอตีความใหม่ เราก็ใช้โอกาสนี้เอาปราสาทพระวิหารคืนสิเพราะเมื่อปี 2505 เราได้ขอสงวนสิทธิในการคัดค้านไว้ เราก็บอกว่าตอนนั้นศาลตัดสินผิด เราขอคืนปราสาทพระวิหารให้ไทย ที่ผ่านมาทำไมรัฐบาลไม่เคยบอกเขมรเลยว่าความสัมพันธ์ที่มันไม่ดีเนี่ยเพราะคุณโกง คุณจะเอาปราสาทพระวิหารที่อยู่ในเขตไทย

คือถ้าเราบอกว่าตอนนั้นศาลตัดสินผิด เพราะฉะนั้นไทยขอแก้คำพิพากษาเดิม แก้ได้ไหม กัมพูชาก็ต้องบอกว่า ดูจากมาตรา 59 มาตรา 60 มาตรา 61 เอ๊ะ! มันแก้ไม่ได้เพราะคำตัดสินเลย 10 ปีมาแล้ว เขาจะยกข้อนี้ขึ้นมา อ้าว..แล้วทำไมมาตีความได้ล่ะ ผ่านมา 50 ปีแล้วจะมาตีความ ตีความยังไง ตีความจะเอาที่ดินของไทยอีกหรือ เป็นไปได้ยังไง ศาลที่ไหนจะมีอำนาจอย่างนั้น ไม่มี ใครจะไปยอม นอกจากจะซูเอี๋ยกัน ไม่มีใครจะมีอำนาจไปยอมได้นอกจากจะหลอกลวงประชาชน

หลอกลวงประชาชนยังไง

หลอกลวงประชาชนว่าไม่ได้ยอม แต่ถูกบังคับ คือใช้ศาลเป็นเครื่องมือที่จะหยิบยกดินแดนให้ประเทศอื่น เขาซูเอี๋ยกันไง แล้วศาลโลกที่ไหนจะมาชี้ขาดว่าดินแดนเป็นของใคร นั่นมันเรื่องของคณะกรรมการปักปันเขตแดน เพราะเป็นเรื่องของ 2 ประเทศที่ต่างก็มีอธิปไตยซึ่งต้องมาตกลงกัน ศาลไม่มีสิทธิ คือที่ผ่านมาเคยมีเหมือนกันคดีที่ประเทศคู่กรณีเขาขอให้ตีความ แต่ว่าไม่เคยมีคดีไหนที่ขอให้ตีความหลังจากศาลตัดสินเกิน 2 ปีไปแล้ว แต่กรณีพระวิหารนี่มันไม่มีปัญหาอะไรเลยที่จะขอให้ตีความ กัมพูชาเขาอาจจะขอให้ตีความได้แต่ไทยก็มีสิทธิในอธิปไตยที่จะโต้แย้ง ไม่ใช่ไม่มีปากไม่มีเสียง ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีเอกราชมาตลอด ประเทศในภูมิภาคนี้มีใครบ้างที่อยู่มาได้โดยไม่เป็นเมืองขึ้นใคร แม้แต่ในเอเชียแปซิฟิกก็มีไทยประเทศเดียว

อยากให้อาจารย์แนะนำว่ารัฐบาลควรทำอย่างไรในการต่อสู้คดีพระวิหาร

ก็ต้องต่อสู้ไป เขาฟ้องมาเราก็สู้ เราไม่ได้ไปจ้างให้เขาฟ้อง หรือเขาจ้างก็ไม่รู้ ? ก็ต้องดูเจตนาของรัฐบาลต่อไปเพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา