xs
xsm
sm
md
lg

ถ้าถึงวันที่ไทยแพ้ในศาลโลก

เผยแพร่:   โดย: ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ความคิดเห็นที่แตกต่างเรื่องวิธีการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่หากเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหารภาคแรกเมื่อปี พ.ศ. 2505 แล้ว

จริงอยู่ที่ว่าทีมของประเทศไทยนั้นได้ต่อสู้คดีความโดยอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย และประเด็นการต่อสู้ก็ยังเน้นหนักตรงที่ว่าศาลไม่มีอำนาจในการตัดสินคดีนี้เพราะศาลมิได้ก้าวไปไกลเกินกว่าการพิจารณาเรื่อง “แผนที่” และ “เส้นเขตแดน” และประเทศไทยทำตามคำพิพากษาของศาลโลกครบไปแล้ว โดยได้แจ้งต่อทั้งกัมพูชาและองค์การสหประชาชาติโดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ ส่วนฝ่ายกัมพูชามีเจตนาไม่สุจริตใช้การตีความเพื่อขยายผลคำพิพากษาเดิม ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่ดีทั้งสิ้น

จริงอยู่ที่ว่าในเวลานี้รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะพูดว่าทุกกรณี เป็นไปได้หมด เช่น 1. ศาลโลกไม่รับเพราะเห็นว่าตัวเองไม่มีอำนาจ หรือ 2. ศาลโลกตัดสินให้ไทยถอนทหารตามที่ไทยเคยล้อมรั้วเอาไว้ หรือ 3. ศาลโลกตัดสินให้การถอยของไทยอยู่ระหว่างเส้นที่ไทยเคยล้อมรั้วถึงเส้นตามแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือ 4. ศาลโลกตัดสินไทยต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ทั้งหมดตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 แต่เมื่อพิจารณาแล้วไทยไม่ได้ประโยชน์ในมิติของดินแดนที่ว่า “เสียเท่าเดิมเท่าที่เคยเสีย” หรือ “เสียมากกว่าเดิม”

แต่การต่อสู้คดีที่มีเหตุผลอันยอดเยี่ยมก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ถูกโกงไปอีกเหมือนตัวปราสาทพระวิหารที่ถูกปล้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2505

เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าขนาดมีหลักฐานเส้นสันปันน้ำที่ชัดเจนว่าอยู่ที่ขอบหน้าผา และปราสาทตั้งอยู่ขอบหน้าผาแม้แต่ทางขึ้นบันไดก็อยู่ฝั่งไทย ต่อให้ถึงขนาดนั้นก็ยังแพ้ได้ในเวทีศาลโลกอย่างอยุติธรรม

จากบทเรียนในคดีปราสาทพระวิหารปี พ.ศ. 2505 คนไทยจึงควรจะรู้ได้ว่า มันไม่ได้สำคัญว่าไทยจะสู้ได้ด้วยข้อเท็จจริงที่เก่งขนาดไหน แต่มันอยู่ที่ว่าศาลโลกจะพอใจให้ใครชนะมากกว่า ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์และการเมืองระหว่างประเทศในเวลานั้นๆ ด้วย

แต่จากเอกสารเท่าที่ปรากฏในคดีปราสาทพระวิหารภาค 2 เวลานี้ สิ่งที่ประเทศไทยยังไม่เคยได้ยืนยัน 2 ประการสำคัญคือ

1. ฝ่ายไทยยังไม่ได้ยืนยันว่าเส้นเขตแดนไทยอยู่ที่ไหน นอกจากระบุเพียงว่าเส้นเขตแดนอยู่ระหว่างการเจรจาตามกระบวนการของคณะกรรมาธิการแขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ (JBC)

ตรงกันข้ามกับฝ่ายกัมพูชาที่ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าเส้นเขตแดนของประเทศตัวเองนั้น เป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว และถือเอาคำบรรยายของศาลโลกที่ใช้กฎหมายปิดปากในเรื่องแผนที่ฉบับนี้ เป็นมูลฐานในการตัดสินว่าให้ปราสาทพระวิหารตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา

2. ฝ่ายไทยยังไม่ยืนยันเรื่องว่าประเทศไทยไม่ได้ต่ออายุปฏิญญาการรับอำนาจศาลโลกโดยบังคับนับตั้งแต่สิ้นสุดคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 ดังนั้นไทยจึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกที่ให้ผลร้ายต่ออธิปไตยของชาติหรือบูรณภาพแห่งดินแดนที่ขยายไปไกลเกินกว่าคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี พ.ศ. 2505

3. ฝ่ายไทยยังไม่ได้ย้ำถึงข้อสงวนที่ฝ่ายไทยได้ตั้งเอาไว้ในองค์การสหประชาชาติโดยปราศจากข้อโต้แย้งเมื่อ พ.ศ. 2505 ว่า ไทยจะขอทวงขึ้นปราสาทพระวิหารในอนาคตเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศมีการพัฒนาไปมากกว่านี้ ซึ่งก็เป็นจุดย้ำถึงการยืนยันเส้นเขตแดนของตัวเองอีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม “ประเด็นเส้นเขตแดนไทยอยู่ที่ไหน?” กับ “ไทยจะยอมรับอำนาจศาลโลกหรือไม่?” จะกลายเป็นปัญหาที่สำคัญต่อไปในอนาคตอีกอย่างแน่นอน

เพราะถ้าไทยยืนยันเส้นเขตแดนของตัวเองได้ ก็จะยืนยันต่อประชาคมโลกโดยอาศัยกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 2 วรรค 7 และกฎบัตรอาเซียน ห้ามสมาชิกเข้ามายุ่งเกี่ยวกิจการภายในของประเทศอื่น แต่ตราบใดที่ฝ่ายไทยไม่สามารถยืนยันเส้นเขตแดนของตัวเองได้ ก็ไม่สามารถจะอ้างสิทธิ์ในการปกป้องเขตแดนก็ไม่ได้ จะอ้างไม่ให้ชาติอื่นๆ มายุ่งเกี่ยวก็พูดได้ไม่เต็มปากอีก

เพราะถ้าไทยยืนยันว่า ไทยไม่รับอำนาจศาลโลก ไทยก็จะสามารถใช้คำยืนยันนี้เพื่อแจ้งให้ศาลโลกระหว่างวันที่ 13 - 19 เมษายน พ.ศ. 2556 เพื่อให้ทราบว่า คำตัดสินที่จะเป็นผลร้ายต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยและเกินกว่าคำพิพากษาของศาลโลกปี พ.ศ. 2505 จะไม่สามารถใช้บังคับกับไทยได้เพราะประเทศไทยไม่ได้ต่ออายุปฏิญญาการรับอำนาจศาลโลกโดยบังคับมา 50 ปีแล้ว

คนบางกลุ่มมักจะคิดว่าทางเสนอในการยืนยันเส้นเขตแดนของตัวเอง และการไม่รับอำนาจศาลโลกนั้นหรือหนทางในการนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “สงคราม”

แต่ความจริงแล้วการกำหนดท่าที “ก่อน” มีคำพิพากษามีความสำคัญเพราะสามารถสร้างความตระหนักต่อศาลโลกให้ทราบล่วงหน้าว่า หากศาลโลกตัดสินให้เป็นคุณแก่ฝ่ายกัมพูชาและเป็นโทษแก่ฝ่ายไทยแล้ว ปัญหาจะตามมาอีกมาก ตรงนี้ต่างหากที่มีความสำคัญเสียยิ่งกว่าที่ไทยทำตัวเป็น “เด็กดี”

และการที่จะทำให้ประชาสังคมโลก หรือศาลโลกตระหนักเช่นนั้นได้ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจที่ต้องเคลื่อนไหวและแสดงท่าทีให้ชัดเสียตั้งแต่วันนี้ ทั้งภาคประชาชน ทหาร และรัฐบาล

แต่วันนี้รัฐบาลกลับทำตรงกันข้าม คือขู่คนไทยให้ยอมรับอำนาจศาลโลก ขู่ว่าสหประชาชาติจะเข้ามาแทรกแซง พฤติกรรมเช่นนี้ ยิ่งทำมากเท่าไหร่ ศาลโลกก็ยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าการตัดสินให้เป็นคุณกับฝ่ายกัมพูชาจะไม่สร้างปัญหาใดๆ เพราะรัฐบาลไทยตัดสินใจแล้วว่าจะทำตัวเป็น “เด็กดี”

ในทางตรงกันข้าม หากไทยมีท่าทียืนยันว่า

1. ฝ่ายไทยจะไม่รับอำนาจศาลโลกโดยเฉพาะคำตัดสินที่เป็นผลร้ายต่อประเทศไทยโดยเด็ดขาด และสามารถใช้ท่าทีนี้ในการแถลงปิดคดีในวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556 ได้

2. ฝ่ายกองทัพต้องสร้างความตระหนักให้นานาชาติทราบว่า การตัดสินเป็นคุณแก่ฝ่ายกัมพูชาและเป็นผลร้ายต่อประเทศไทย จะก่อให้เกิดการปะทะกันอย่างใหญ่หลวงแน่นอน

3. เมื่อเกิดสงครามแล้วก็จะไม่มีประเทศไหนเข้ามาข้องเกี่ยวได้เพราะถือเป็นการปกป้องอธิปไตยของไทย

ท่าทีเช่นนี้ต่างหากจึงจะสามารถ “สร้างความตระหนัก” ให้ศาลโลกรู้ว่าคำตัดสินที่เป็นผลร้ายต่อประเทศไทยจะไม่มีทางจบลงได้ด้วยดี

ถ้าไทยดำเนินกลยุทธ์ “รวมชาติ” ปกป้องได้เช่นนี้ เราก็อาจจะไม่มีสงครามจริง และศาลโลกก็อาจจะไม่กล้าพอที่จะตัดสินให้เป็นคุณกับกัมพูชาได้ เมื่อถึงเวลานั้นไทยก็อาจจะกลับมาเจรจากันตามกระบวนการของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชากันต่อไป การปะทะบริเวณชายแดนก็จะยังไม่มีชนวนก่อเหตุมาก

แต่ถ้าไทยยังคงทำตัวเป็นเด็กดีในวันนี้และศาลโลกไม่คิดว่าคำตัดสินที่เป็นคุณแก่ฝ่ายกัมพูชาและเป็นผลร้ายต่อฝ่ายไทย จนศาลโลกมีคำตัดสินตีความที่เป็นผลร้ายต่อประเทศไทยแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือฝ่ายกัมพูชาก็จะอาศัยสถานการณ์แบบนี้รุกเข้าไปในพื้นที่มากกว่าเดิม หากคนไทยยินยอมก็ถือเป็นเวรเป็นกรรมของประเทศนี้ แต่หากคนไทยไม่ยินยอมกระแสต่อต้านเพิ่มมากขึ้น คราวนี้ก็จะกลายเป็นบีบให้รัฐบาลและกองทัพต้องปกป้องอธิปไตยของชาติ และส่งผลทำให้เกิดการปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตย ตรงนี้ต่างหากความเสียหายจะเกิดขึ้นของจริง

มีคนคิดว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบ้าสงครามหรือไม่ คำตอบคือไม่เลย จะวิธีไหนก็ได้ทั้งทางการทูต การทหาร การเศรษฐกิจ แต่เราควรจะต้องปกป้องอธิปไตยของชาติให้ได้ ไม่ใช่อ้างแต่เรื่องความสงบเอามากลบการละทิ้งหน้าที่ในการปกป้องดินแดนและอธิปไตยของชาติ ไม่เช่นนั้นประเทศนี้จะมีกำลังพล และซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มามากมายเอาไปเพื่ออะไร?

แต่ก็เอาเถิดรัฐบาลชุดนี้จะไม่เลือกหนทางที่เสนอมานี้ก็ถือเป็นสิทธิ์ของรัฐบาล แต่เมื่อจะเลือกตัดสินใจอย่างไรแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบผลที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน!!!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...