ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-ต้องบอกว่างานเข้าเป็นที่เรียบร้อย สำหรับครอบครัวโสภาของ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลาพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อศาลแขวงพระนครใต้ พิพากษาลงโทษจำคุก เสาวรส โสภา อายุ 74 ปี จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
คดีนี้นายมนตรี สีหนาทกถากุล เจ้าของธุรกิจโรงแรมแลนด์มาร์ค เป็นโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 15 ล้านบาท โดยจะชำระดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระเงินต้นให้งวดละ 1.5 ล้านบาท รวม 10 งวด โดยสั่งจ่ายเช็ครวม 10 ฉบับ ฉบับละ 1.5 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยจะชำระทุกวันที่ 15 ของเดือน ซึ่งเริ่มชำระดอกเบี้ยงวดแรก 15 ตุลาคม 2553 ขณะที่ทำสัญญากู้ยืมจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่ามีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว และถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2550 ตามหลักฐานของกรมบังคับคดี ตามกฎหมายแล้วจำเลยทราบดีว่าจำเลยไม่สามารถทำนิติกรรมสัญญาใดๆ รวมทั้งสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยยังได้หลอกลวงและปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกแก่โจทก์ มีเจตนาเพื่อให้โจทก์ส่งมอบเงิน 15 ล้านบาท
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลย นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่าโจทก์เบิกความข้อเท็จจริงสอดคล้องสมเหตุสมผลไม่มีข้อพิรุธ เชื่อว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจริง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลย กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจะไม่ได้จบแค่นั้น เพราะหลังจากที่ศาลได้มีคำสั่งดังกล่าว ก็ทำเอานายศิริโชคถึงกับต้องสวมวิญญาณลูกกตัญญูออกมาแก้ต่างแทนผู้เป็นมารดาเสียยกใหญ่เลยทีเดียว และหากพิจารณาดูในแต่ละข้อแก้ต่างของนายศิริโชคแล้ว ก็ดูจะฟังไม่ค่อยขึ้นด้วยประการทั้งปวง
ทั้งนี้ นายศิริโชค ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ส่วนตัว Sirichok Sopha ผ่านบันทึก ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า "เมื่อเช้าผมได้ไปฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น กรณีที่แม่ผมถูกฟ้องข้อหาฉ้อโกงเงิน 15 ล้านบาท จริงๆ จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่เห็นบรรดาสาวกคนเสื้อแดงพยายามหยิบยกให้เป็นประเด็นทางการเมือง โดยพยายามใช้แม่ผม ซึ่งเป็นคนแก่อายุ 74 ปี มาเป็นเครื่องมือในการดิสเครดิตผมทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่สกปรกจริงๆ เพราะกรณีนี้เป็นปัญหาระหว่างบุคคล ไม่ได้เป็นการทุจริต หรือเป็นผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ดังนั้นผมจึงมีความจำเป็นที่ต้องอธิบายที่มาที่ไปของเรื่องนี้ เพื่อข้อมูลจะได้ถูกต้อง และเป็นอุทาหรณ์ให้อีกหลายๆครอบครัว ที่อาจโดนแบบแม่ผมได้ จากการกู้เงินนอกระบบ
“แม่ผมได้กู้เงินจากคู่กรณีจริง โดยยอดสุดท้ายเป็นหนี้คงค้างอยู่ 8.9 ล้านบาท แต่ไม่ได้มีการทำสัญญาเงินกู้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากเป็นเพื่อนสนิทกัน โดยเป็นการกู้เงินระยะสั้น 1 - 2 อาทิตย์ก็คืน และทำอย่างนี้มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ยามที่ต้องการเงินหมุน โดยคู่กรณีคิดดอกเบี้ย 10% ต่อเดือน (120%ต่อปี) ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนด”
อย่างไรก็ดี คงต้องตั้งคำถามว่าน่าแปลกมิใช่น้อย หากกล่าวถึงนางเสาวรสที่เป็นถึงแม่นักการเมือง เป็นนักธุรกิจใหญ่โตระดับร้อยล้าน มีความรู้มากมาย มีทนายเป็นที่ปรึกษาเสร็จสรรพ จะไม่รู้เลยหรือว่าขั้นตอนในการกู้ยืมเงิน สัญญาเงินกู้เขาทำกันอย่างไร กลับทำราวกับว่าเป็น ตาสีตาสา ยายมียายมา ที่ไม่มีความรู้เรื่องสัญญาเงินกู้ จึงอย่าได้แปลกใจที่จะทำให้ศาลเชื่อได้ว่านางเสาวรส กู้เงินน้อยกว่าที่ระบุในสัญญาเงินกู้
นายศิริโชค กล่าวต่อว่า “ต่อมาเมื่อธุรกิจของคุณแม่ประสบปัญหา และศาลได้มีการพิทักษ์ทรัพย์และสั่งให้แม่ผมกลายเป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ปี 2554 ด้วยความที่เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ก็พยายามไปเจรจากับคู่กรณี เพื่อผ่อนคืนเงินต้นที่ค้างอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นเพราะกลายเป็นบุคคลล้มละลายไปแล้ว เมื่อคู่กรณีทราบเรื่อง ก็ทำทีเป็นเห็นใจและขอให้แม่ผมเอาทรัพย์สินที่พอหยิบยืมได้ มาค้ำประกันเงินส่วนที่เหลือเนื่องจากเขาเสียเปรียบ เพราะไม่ได้ทำ สัญญาเงินกู้กันตั้งแต่ต้น แม่ผมก็ไปยืมเพชรและมุกจากญาติและเพื่อนมาค้ำ ประกันให้ โดยคิดเป็นเงินประมาณ 7 ล้านบาท ทำให้เหลือหนี้ที่คงค้างจริงอยู่ประมาณ 1.9 ล้านบาท”
ทั้งนี้ พิจารณาดูในวรรคนี้แล้ว เหมือนกับนายศิริโชคจะบอกว่า นางเสาวรสขอผัดผ่อนเงินกู้ แต่ความเป็นจริงเป็นเรื่องการที่นางเสาวรสขอกู้เงินเพิ่ม เพราะการที่ศาลบอกว่าฉ้อโกงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่นางเสารสเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งไม่สามารถทำนิติกรรมทางการเงินใด ๆ ได้ แต่นางเสาวรสกลับปิดบังซ่อนเร้น โดยไม่แจ้งให้ผู้ให้กู้ทราบ แต่ดันไปออกเช็คล่วงหน้า ทั้งที่ไม่สามารถออกได้ เพื่อขอกู้เงินเพิ่มกับโจทย์ ถ้าเจ้าหนี้ทราบว่า นางเสาวรส เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว เชื่อได้แน่ว่าไม่มีใครกล้าเช็ครับชุดนั้นไว้อย่างแน่นอน กล่าวคือเช็คทั้งหมดที่ออกนั้น เป็นโมฆะทันที
นายศิริโชค โพสต์ต่อว่า ต่อมาคู่กรณีก็ออกอุบายว่า มีเพื่อนที่สามารถปล่อยเงินกู้ให้ได้ 15 ล้านบาท และคิดดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อเดือน และหลอกให้แม่ผมมาทำสัญญาเงินกู้ โดยให้เซ็นชื่อเปล่าๆ แล้วคู่กรณีก็ไปกรอกเองทีหลัง โดยอ้างว่าใน 15 ล้านบาท จะหักเงินกู้คืนคู่กรณี 8.9 ล้านบาท ส่วนมุกกับเพชรนั้นจะคืนให้ และส่วนที่เหลืออีก 6.1 ล้านบาทนั้นก็ให้แม่ผมนำไปหมุนเงินทำธุรกิจต่อ
อย่างไรก็ดี คงต้องถามกลับไปยังนายศิริโชคว่า คนมีความรู้ มีการศึกษา หรือ คนปกติทั่วไป ใครจะกล้าออก "เช็คเปล่า" หรือ ลงนามใน "กระดาษเปล่า" ศาลจึงเชื่อว่า นางเสาวรสไม่มีวันที่จะทำเช่นนั้นเด็ดขาด และที่สำคัญก็คือ มีหลักฐานชัดเจนว่าลายมือชื่อในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินและเช็คเป็นลายมือชื่อของนางเสาวรสทั้งหมดอีกด้วย
นายศิริโชค ระบุอีกว่า แต่ทั้งหมดทำไปเพื่อหลอกให้แม่ผมทำสัญญาเงินกู้ เนื่องจากเดิมไม่เคยทำสัญญาเงินกู้ต่อกัน เมื่อแม่ผมล้มละลายไป เงินก็ย่อมสูญหายไปหมด คู่กรณีทราบอยู่แล้วว่าแม่ผมเป็นบุคคลล้มละลาย ไม่สามารถไปทำนิติกรรมใดๆ ได้ แต่ด้วยความที่แม่ผมเป็นคนเชื่อเพื่อน ก็เลยไปทำสัญญาเงินกู้ 15 ล้านบาทกับคู่กรณี โดยคิดว่าเพื่อนกัน ไม่มีอะไรหรอก โดยที่สุดท้ายไม่ได้เงินสักบาท เพราะถูกหลอก แถมเอาสัญญากู้เงินที่ทำใหม่นี้ มาฟ้องแม่ผมข้อหาฉ้อโกง เนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ไปทำสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นโมฆะ ทำให้คู่กรณีเสียหาย
.. การแก้ตัวของนายศิริโชควรรคนี้คงต้องขีดเส้นใต้ไว้ให้หนาเลยทีเดียว เพราะนายศิริโชคบอกว่า คู่กรณีรู้อยู่แล้วว่า นางเสาวรสเป็นบุคคลล้มละลาย คงต้องตั้งคำถามว่า คู่กรณีคือนายมนตรีที่เป็นนักธุรกิจมาอย่างยาวนาน จะไม่รู้ด้วยสามัญสึกนึกเลยหรือว่า บุคคลที่ล้มละลายไม่สามารถทำสัญญาเงินกู้ได้ และไม่สามารถทำนิติกรรมทางการเงินใดๆได้ นายศิริโชคเหมือนจะบอกว่า คู่กรณีเป็นนักบุญลงมาจุติอย่างนั้นหรือ ที่รู้ทั้งรู้ว่าลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่ผู้ให้กู้กลับยอมเซ็นสัญญาเงินกู้กับนางเสาวรส
พิโธ่เอ๋ย ถ้าบอกว่าเรื่องนี้เป็นจริงก็ต้องดีใจแทนครอบครัวโสภาด้วย ซึ่งไม่ว่ามองมุมไหนก็ผิดวิสัยของนักธุรกิจระดับนี้เขาจะทำกันด้วยซ้ำ
นายศิริโชค ระบุอีกว่า ทนายฝ่ายแม่ผมก็สู้อย่างเต็มที่ โดยหาพยานมาหักล้างคู่กรณี อีกทั้งยังมีข้อพิรุธหลายๆอย่าง เช่นทำไมให้แม่ผมเป็นเงินสด ทำไมไม่โอนเงินเข้าบัญชี และเงิน 15 ล้านคนแก่อายุ 74 จะแบกคนเดียวได้หรือ เพราะหนักถึง 15 กก. และทำไมถึงไม่มีเอกสารการเซ็นรับเงิน หรือแม้กระทั่งหลักฐานทางการเงินที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีคู่กรณีเพื่อจ่ายดอกเบี้ยหลายๆครั้ง ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าได้เป็นหนี้กันมาก่อนที่แม่ผมจะล้มละลายในปี 2554
ในข้อแก้ต่างนี้ นายศิริโชคเหมือนจะพยายามบอกว่า เงิน 15 ล้านบาทนั้น มันไปอยู่แห่งหนตำบลใด ซึ่งในความเป็นจริงก็คือ การกู้เงิน ไม่ต้องมีการลงนามรับเงิน เพราะเมื่อลงนามในสัญญาเงินกู้ ถือว่า ผู้กู้ได้รับเงินต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กอปรกับ ถ้านางเสาวรสได้รับเงินกู้ไม่ตรงตามสัญญา ทำไมถึงรีบไม่ทักท้วงหรือยกเลิกสัญญานั้นเสีย กลับปล่อยให้เวลาผ่านมาเนิ่นนานยันป่านนี้ ต่อให้ใช้อะไรไปบอกศาลว่า ยังไม่ได้รับเงินนั้นจึงฟังไม่ขึ้น ถามว่าเมื่อไม่ได้เงินอย่างที่กล่าวอ้างแล้ว แต่ทำไมดันสามารถตีเช็คเด้งกลับไปได้ตั้ง 3 ใบ
นายศิริโชค กล่าวต่อว่า แต่ท้ายที่สุดศาลชั้นต้นเลือกที่จะเชื่อหลักฐานทางเอกสารที่เป็นสัญญาเงินกู้มากกว่าพยานแวดล้อม แม้ว่าคู่กรณีจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แม่ผมได้รับเงินไปจริง แต่ศาลชั้นต้นก็ยกประโยชน์ให้กับคู่กรณี ทั้งๆที่ในความเป็นจริง คดีอาญาลักษณะนี้ศาลต้องยกประโยชน์ให้กับจำเลย โดยอาศัยหลักต้องเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ เพราะโทษคือการจำคุก ไม่ไช่เป็นคดีแพ่ง ซึ่งโทษคือการชดใช้ค่าเสียหาย
ถ้าอย่างนั้นแล้วคงต้องถามกลับไปยังนายศิริโชคเช่นกันว่า ถ้านายศิริโชคไม่ให้ผู้พิพากษาเชื่อเอกสารหลักฐาน พยานหลักฐานที่นำสืบในชั้นพิจารณาคดีแล้วจะให้ศาลเชื่ออะไร และถ้าจะกล่าวถึงพยานสิ่งแวดล้อมอย่างที่นายศิริโชคอ้าง ก็ต้องอย่าลืมว่า ทางโจทย์ยังมีพนักงานธนาคารทหารไทย สาขาแลนด์มาร์ค เบิกความสนับสนุนเรื่องที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คถอนเงินสด 15 ล้านบาทไป และแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแห่งชาติ (ปปง.) ทราบตามระเบียบแล้ว
ทั้งนี้ หลังจากที่ศาลได้มีคำสั่งจำคุก 2 ปี ไม่ลงอาญา โดยจำเลยไม่เคยรับโทษลักษณะนี้มาก่อน หมายความว่า คดีนี้ร้ายแรงกว่าคดีฉ้อโกงปกติทั่วไป ในส่วนทางนายศิริโชค ได้ยื่นประกันตัวแม่โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส. ตีเป็นวงเงินประกัน 1 ล้านบาท และจะขอยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไป
มาถึงตรงนี้แล้ว เมื่อพิจารณาในแต่ละประโยคที่นายศิริโชคลงทุนลงแรงออกมาแก้ต่างให้มารดาตัวเอง ก็คงต้องบอกว่าฟังไม่ขึ้นด้วยประการทั้งปวง ซึ่งสิ่งที่นายศิริโชคควรจะทำก็คือ ควรเคารพการตัดสินกระบวนการยุติธรรม ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้เป็นสรณะกับคนอื่น ไม่จำเป็นต้องอาการน่าสงสารออกมาอย่างในลักษณะนี้ อย่างนี้แล้วสู้อยู่เฉยๆ ต่อสู้ไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมเสียยังดีกว่า ซึ่งคงต้องบอกว่างานนี้มีแต่เปลืองตัวเสียจริงๆ
หมายเหตุ - 'ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์' มีแฟนเพจแล้วนะครับ ขอเชิญร่วมพูดคุยและแสดงความคิดกันได้ที่ http://www.facebook.com/Astvmanagerweekend


