ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -นับว่าเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกับกรณีการแทรกแซงสื่อของรัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ที่มีคำสั่งยกเลิกทีมข่าวล่าวงหน้าของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ที่ติดตามไปทำข่าวการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 10 ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะไม่ต้องการให้ 'สมจิตต์ นวเครือสุนทร' ผู้สื่อข่าวช่อง 7 ซึ่งมักตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมา จนเป็นที่ไม่สบอารมณ์ของนายกฯยิ่งลักษณ์ เดินทางไปด้วย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดแรงปะทะกันระหว่าง นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย และคนข่าวคุณภาพอย่างสมจิตต์
'ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์' ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับ 'สมจิตต์ นวเครือสุนทร' ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น !!
**มีข่าวว่าก่อนที่จะมีคำสั่งยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้าของช่อง 7 ที่จะเดินทางไปทำข่าวการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศกัมพูชา ได้มีการแจ้งไปยังผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ให้เปลี่ยนตัวนักข่าวจากคุณสมจิตต์เป็นคนอื่น
อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน ได้ยินแต่เขาบอกมาอีกทีหนึ่ง คือทางกอง บก.แจ้งว่ามีหนังสืออย่างเป็นทางการจากสำนักโฆษกฯให้ยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้า โดยให้เหตุผลว่าในส่วนของกัมพูชามีข้อกำจัดเกี่ยวกับจำนวนสื่อมวลชนและระบบรักษาความปลอดภัย
**ต่อมาสำนักโฆษกฯ ได้แจ้งไปยังสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เพิ่มเติมว่าเนื่องจากสถานทูตไทยในกัมพูชาแจ้งมาว่าทีมข่าวช่อง 7 ต้องถูกยกเลิกเพราะลงทะเบียนออนไลน์ไม่ผ่าน
เท่าที่ได้รับแจ้งมีแค่เรื่องการจำกัดจำนวนสื่อแต่ไม่ได้ระบุว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการลงทะเบียนออนไลน์ เหมือนกับเป็นเหตุผลใหม่ที่งอกออกมา สมมุติว่ามีการพูดถึงเหตุผลที่สองมันก็เหมือนกับพยายามที่จะมาเพิ่มน้ำหนักให้เหตุผลในการยกเลิกทีมล่วงหน้าไปว่าจริงๆแล้วไม่ได้มีเจตนาที่จะตั้งป้อมกับทีมนี้ แต่เป็นเพราะว่าทีมนี้ลงทะเบียนไม่ผ่าน ซึ่งถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็ต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะถ้าหากลงทะเบียนไม่ผ่านเนี่ยสำนักโฆษกฯต้องรู้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพิ่งจะมารู้ เนื่องจากทางทีมข่าวช่อง 7 ส่งเอกสารทั้งหมดไปเรียบร้อยหมดแล้ว ตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. แล้วเราก็ไม่เคยได้รับแจ้งเลยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ยังติดต่อมาว่าให้ทีมข่าวช่อง 7 ไปซื้อตั๋วเครื่องบินภายในวันพุธที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ซื้อตั๋วเครื่องบินอะไรเรียบร้อย
ช่วงเย็นวันที่ 28 มี.ค.ทีมเราก็ไปสัมภาษณ์นายกฯ ยิ่งลักษณ์เพื่อจะนำมาใช้ในงานของทีวีพูล หลังจากนั้นวันศุกร์ที่ 30 มี.ค.จึงมีการส่งเอกสารจากสำนักโฆษกฯแจ้งยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้า ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พักถูกจองเรียบร้อยแล้ว แล้วก็คุยกับทางเจ้าหน้าที่เรียบร้อยว่าจะเดินทางไปทำงานกันยังไง ยานพาหนะที่ใช้จะต้องมีการเช่าเพิ่มเติมหรือเปล่า หรือสามารถใช้ร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯซึ่งเขาเช่าไว้แล้ว มีการคุยรายละเอียดไปถึงตรงนั้นแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลงทะเบียนไม่ผ่าน เพราะถ้าลงทะเบียนออนไลน์ไม่ผ่านเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯจะต้องแจ้งกลับมาทันที
**คำสั่งยกเลิกครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการทำข่าวของช่อง 7 ในฐานะตัวแทนทีวีพูลด้วยหรือเปล่า
คือถือว่าใจร้ายกับทีมข่าวช่อง 7 อีกทีมหนึ่งมากเลยเพราะเขาต้องทำงานหนักมาก เพราะปกติเวลาไปทำข่าวการประชุมระดับนานาชาติเนี่ยทีมข่าวแค่ทีมเดียวไม่สามารถทำข่าวได้ครบถ้วน การประชุมก็จะมีหลายพาร์ต แล้วส่วนใหญ่ที่พักนักข่าวจะอยู่จุดหนึ่ง ที่ประชุมก็อยู่อีกจุดหนึ่ง ดังนั้นจำเป็นต้องมีทีมที่ไปดักก่อนล่วงหน้า เพื่อที่จะรอถ่าย ปกติจึงจำเป็นต้องมี 2 ทีม เพราะฉะนั้นเมื่อเหลือแค่ทีมเดียวเนี่ยน่าสงสารมาก
**แสดงว่ามีกระทบต่อการนำเสนอข่าวด้วย
ใช่ค่ะ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ผลกระทบในเรื่องของการคุกคามสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ผลกระทบจะย้อนมาถึงตัวรัฐบาลเองด้วยเพราะเท่ากับการนำเสนอข่าวจะไม่เต็มที่เหมือนกับมีทีมข่าว 2 ทีม ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะใช้วิธีการแบบนี้
**แล้วทางสถานีมองยังไงกับคำสั่งตรงนี้
ไม่รู้นะในระดับบริหารนี่ยังไม่เคยมีใครมาคุยด้วยเลย แต่ถามว่ามีคำตำหนิใดๆ มาถึงเราไหม ก็คือไม่มีสัญญาณใดๆจากผู้บริหาร ถ้าดูจากทิศทางที่ทางสำนักโฆษกฯแจ้งมาเนี่ยก็น่าจะมีความชัดเจนอยู่อย่างหนึ่งว่า สมมุติถ้าจะมีความพยายามยามเปลี่ยนตัวนักข่าวจริง ทางช่อง 7 คงไม่ยอม เพราะไม่อย่างนั้นทางสำนักนายกฯคงไม่มีหนังสือขอยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้า โดยปกติถ้าเป็นการให้อิสระกับสื่อและไม่คิดที่จะแทรกแซงจริงเนี่ยก็จะแค่ทำหนังสือแจ้งมาแบบไม่เฉพาะเจาะจง สมมุติถ้ามีปัญหาว่าทางกัมพูชาจำกัดจำนวนนักข่าวจริงก็ควรจะมีหนังสือบอกมาว่าตอนนี้ช่อง 7 ไปได้แค่ทีมเดียวนะ แล้วให้ทางช่องตัดสินใจเอาว่าจะให้ทีมไหนไป ไม่ใช่เลือกที่จะยกเลิกทีมล่วงหน้า จริงๆ แล้วทีมล่วงหน้ายิ่งเป็นทีมที่ไม่ควรยกเลิกเพราะดำเนินการทุกอย่างไปหมดแล้ว จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปแล้ว จองโรงแรมไปแล้ว โดยปกติถ้าจะเปลี่ยนแปลงเราจะเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ยังไม่ได้ทำอะไร ส่วนที่ได้ทำไปแล้วเนี่ยจะคงเอาไว้เพราะมันจะยุ่งยากที่จะไปเปลี่ยนแปลง ก็เลยไม่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่สำนักโฆษกฯทำ
** ไม่ทราบว่าทางผู้บริหารช่อง 7 ได้แจ้งกับคุณสมจิตต์ไหมว่าการตั้งคำถามกับนายกฯควรเป็นไปในลักษณะไหน
ไม่มีค่ะ คือโดยปกติเนี่ยเวลาทำข่าวทีวีพูลมันจะมีกรอบของมันอยู่แล้วตามประเพณีปฏิบัติซึ่งจะเน้นเรื่องภารกิจของนายกฯ เพราะฉะนั้นเวลาสัมภาษณ์พิเศษมันก็จะอยู่ในกรอบของภารกิจที่จะเดินทางไป และการเจรจาเรื่องต่างๆตามวาระ
**ก่อนที่สำนักนายกฯจะแจ้งยกเลิกการเดินทางไปกัมพูชาของทีมคุณสมจิตต์ ทีมข่าวของคุณสมจิตต์ก็ได้สัมภาษณ์นายกฯในช่วงเย็น แล้วดูเหมือนนายกฯจะไม่พอใจคำถามเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา
ไม่รู้ว่าไม่พอใจคำถามนี้คำถามเดียวหรือเปล่า แต่ถามว่ามันอยู่ในกรอบที่สำนักนายกฯกำหนดไว้หรือเปล่า คือก่อนที่จะสัมภาษณ์พิเศษเนี่ยเขาจะมีแนวคำถามคำตอบสำหรับนายกฯที่จะให้สัมภาษณ์กับทีวีพูลช่อง 7 ตั้งแต่การเข้าประชุม มีประเด็นอะไรที่จะเกิดขึ้นบ้างในที่ประชุม เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชา ประเด็นสุดท้ายก็ระบุว่ารัฐบาลจะไม่มีการนำเอาประเด็นปัญหาซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลโลกมาคุยเพราะจะกระทบกับความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ และมีการระบุว่าในเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลจะให้คณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานมีการเจรจาร่วมกันอย่างเปิดเผย แล้วที่ถามนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือถามว่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม ซึ่งยังไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรเลย แค่ถามว่าจะมีการพูดคุยกันไหม นายกฯก็บอกว่ามันไม่มีการประชุมในเรื่องนี้ เราก็ถามต่อว่าแล้วทำไมมันถึงมีในเอกสาร นายกฯก็ยืนยันว่าไม่มี เราก็ไม่ได้ถามต่อแล้วเพราะถือว่าท่านยืนยันว่าไม่มี ซึ่งวันนั้นทีมข่าวช่อง 7 ที่จะไปกัมพูชาอีกทีมหนึ่งก็ไปสัมภาษณ์ด้วย แล้วก็มีน้องนักข่าวของกรมประชาสัมพันธ์ กับสำนักข่าวไทยซึ่งเขาก็เดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ซึ่งปกติการเดินทางไปลักษณะนี้เขาก็จะให้ทีวีพูลเป็นหลักในการทำข่าว
ตรงนี้มันก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องออกมาโต้คุณสุรนันท์ (สุรนันท์ เวชชาชีวะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซึ่งบอกว่าเราไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอ ถามในสิ่งที่ไม่ได้มีในวาระการประชุม ก็เลยต้องยืนยันว่ามันมีจริงๆ เพราะปกติเราจะไม่รู้อยู่แล้วว่าในที่ประชุมจะมีการเจรจาเรื่องอะไรกันบ้าง เพราะฉะนั้นปกติเขาก็จะมีการกำหนดประเด็นมาให้เรา แล้วถ้าบอกว่ามันไม่มีในวาระการประชุม ก็ถามว่าแล้วทำไมมันมีในกำหนดการที่แจ้งมา แล้วถ้าเกิดว่าในวาระไม่มีจริงๆ แต่มันมีในเอกสารที่แจ้งมาก็ต้องถามต่อว่าแล้วมันเป็นความผิดพลาดของใคร เป็นความผิดพลาดของนักข่าวหรือเปล่า ก็ไม่น่าใช่
**การแทรกแซงการทำงานของสื่อถือว่าเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 คุณสมจิตต์จะมีการดำเนินการอย่างไรไหม
ถ้าเราไปดำเนินการเองมันก็จะยิ่งทำให้ถูกลากไปว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับนายกฯ เป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลชุดนี้ แต่คิดว่ามีหลายองค์กรที่น่าจะหยิบเรื่องนี้ไปพิจารณาดูว่ามันเป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไหม แล้วถ้าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 46 แล้วจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งล่าสุดทราบว่าทางสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการแทรกแซงสื่อ นอกจากนั้นก็ยังมีคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานของสื่อสารมวลชน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมาธิการจะสนใจเรื่องนี้หรือเปล่า
**ที่ผ่านมานายกฯยิ่งลักษณ์ดูจะไม่ค่อยพอใจการตั้งคำถามของคุณสมจิตต์
น่าจะเป็นธรรมดาที่คำถามไหนทำให้คนตอบรู้สึกว่าลำบากที่จะตอบเขาก็ไม่พอใจเป็นธรรมดา
**ครั้งแรกที่นายกฯยิ่งลักษณ์ไม่พอใจคำถามของคุณสมจิตต์ คุณสมจิตต์ถามเรื่องอะไร
เรื่องแก้รัฐธรรมนูญค่ะ ตอนนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิ่งเข้ามาทำงาน กำลังจะแถลงนโยบาย และกำลังจะกำหนดว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จใน 1 ปีแรก ดิฉันก็ถามว่าในช่วงหาเสียงเนี่ยมีการระบุว่าสิ่งเร่งด่วนที่จะทำก็คือเรื่องปากท้องประชาชน ไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ทำไมพอมากำหนดนโยบายจึงกำหนดว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้จะไปเอื้อให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์หรือเปล่า
**ประเด็นนี้นำไปสู่กรณีที่ น.ส.พรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช.เพชรบุรี นำภาพและข้อมูลส่วนตัวของคุณสมจิตต์ไปฟอร์เวิร์ดเมล ส่งต่อๆกันในเครือข่ายเสื้อแดง ในทำนองนัดหมายกันว่าเจอที่ไหนให้จัดการ
ใช่ค่ะ เขาฟอร์เวิร์ดเมลในเครือข่ายแล้วก็บอกว่าจำหน้าไว้ เจอที่ไหนก็จัดให้หน่อย พอดีมีเพื่อนที่เขาแฝงตัวหาข่าวอยู่ในกลุ่มของคนเสื้อแดง เขาก็เลยได้รับเมลนี้ด้วย พอเขาได้รับเมลเขาก็เลยส่งเมลนี้มาให้แล้วก็เตือนว่าให้ระวัง ก็เลยไปแจ้งความ ซึ่งล่าสุดอัยการก็แจ้งว่าการกระทำของคุณพรทิพย์ยังไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย แค่ขั้นตระเตรียมการ คือยังไม่ได้ลงมือ สรุปว่าเราจะสามารถเอาผิดกับคนที่คิดร้ายกับเราได้ต่อเมื่อเราหัวแตก มีเลือดให้เห็น หรือแม้แต่อาจจะตายไปก่อน ซึ่งตรงนี้ก็รู้สึกว่าไม่เห็นด้วยกับการตีความของอัยการ เพราะคิดว่าการเขียนกฎหมายแต่ละฉบับออกมาน่าจะมีเรื่องของการป้องปรามมากกว่าที่จะเกิดให้เหตุแล้วค่อยไปดำเนินการกับคนที่ก่อเหตุในภายหลัง ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าความปลอดภัยเป็นศูนย์ เราไม่สามารถได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเต็มที่
**กรณีนี้คุณสมจิตต์เลยจะดำเนินการฟ้องร้องเอง
ค่ะ เพราะมันเหลือช่องทางเดียวเพราะอัยการไม่ฟ้องร้อง ก็จะไปปรึกษากับทางสภาทนายความว่าถ้าจะดำเนินการฟ้องเองเนี่ยเราจะทำอะไรยังไงได้บ้าง ก็หวังว่าทางสภาทนายความจะช่วยอนุเคราะห์เพื่อทำให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่าง
**ล่าสุดคุณพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช.เพชรบุรี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบอร์ด ทอท.(บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)) ทำให้เกิดข้อกังขาในเรื่องความรู้ความสามารถและความเหมาะสม ว่าเขามีคุณสมบัติหรือเปล่า
อาจจะมีความสามารถในการส่งเมล (หัวเราะ)
**ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้มีการแทรกแซงการทำงานของสื่อมากน้อยขนาดไหน
ความจริงต้องเรียกว่ารัฐบาลชุดนี้มีพัฒนาการมาจากรัฐบาลของคุณทักษิณ ในสมัยของคุณทักษิณเนี่ยที่เราได้ยินคือ แทรกซึม แทรกแซง แทรกซื้อ แต่ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเพิ่มอีกอย่างคือ สมยอม ซึ่งอันตรายกว่า เพราะแทรกซึม แทรกแซง แทรกซื้อ เนี่ยมีคำว่าแทรก แสดงว่าไม่เต็มใจ แต่ตอนนี้พอสมยอมมันคือเต็มใจและมันจับไม่ได้ว่าตกลงแล้วข่าวที่ออกมามันคืออะไร แล้วพอมาผลิตซ้ำ บิดเบือนซ้ำๆ ทำทุกวันโดยความเต็มใจของสื่อนั่นก็คือเท่ากับว่าประชาชนได้ข้อมูลที่เป็นพิษทุกวัน สะสมไปเรื่อยๆ แล้วก็มีความเชื่อในข้อมูลนั้น ซึ่งหลายครั้งมันไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นจริง
ยกตัวอย่างความแตกต่างในการนำเสนอข่าวอย่างเช่นมติชน สมัยของคุณทักษิณจะเห็นว่ามติชนมีความพยายามที่จะต่อสู้เพื่อที่จะรักษาความเป็นอิสระทางวิชาชีพ ซึ่งช่วงหนึ่งมีความพยายามจะซื้อหุ้นมติชนแล้วก็มีนักข่าวและพนักงานมติชนแต่งชุดดำออกมาต่อต้าน รวมถึงมีประชาชนจำนวนมากที่เป็นแรงพลังในทางสังคมให้การสนับสนุนจนกระทั่งทำให้การซื้อหุ้นครั้งนั้นไม่สามารถทำได้ แต่ว่ามาในวันนี้ปฏิกิริยาทางสังคมมันไม่จำเป็นต้องเกิดแล้วเพราะว่าปฏิกิริยาของมติชนชัดเจนว่าเขาเลือกที่จะเดินทางไหน
**ปัจจุบันนี้ก็มีหลายสื่อที่มีลักษณะของการนำเสนอข่าวแบบสมยอม
หลายสื่ออาจจะไม่ได้ถูกครอบงำแทรกแซงแต่เป็นลักษณะของการเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะรู้ว่าการใช้อำนาจของแต่ละรัฐบาลจะมีความแตกต่างกัน ถ้ารัฐบาลไหนมีการใช้อำนาจที่รุนแรงสื่อก็จะมีการเซ็นเซอร์ตัวเองไปโดยธรรมชาติ ซึ่งในฐานะที่ทำข่าวทีวีเนี่ยเราก็ต้องยอมรับว่าทีวีทุกช่องมันก็จะมีกรอบของมันว่าจะไม่มีการแหลมออกไปมากนัก ซึ่งเป็นลักษณะที่เขาตีกรอบของเขามายาวนานแล้ว ในฐานะที่เราเป็นนักข่าวตรงนั้นมันถือว่าเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม เพราะเราไม่ใช่คนที่มีสิทธิตัดสินใจในการเลือกข่าวที่จะออกมานำเสนอในแต่ละวัน นั่นเป็นการตัดสินของข้างในสถานี แต่เราในฐานะที่ทำหน้าที่อยู่ในภาคสนามเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่หรือยัง ถ้าเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว ถามไปเหอะแม้จะรู้ว่าบางคำถามเนี่ยสื่อของตัวเองไม่ได้ออก แต่อาจจะไปออกในสื่ออื่น
**ถ้าเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านๆ มา มีการแทรกแซงสื่อมากน้อยหรือแตกต่างกันอย่างไร
คือรัฐบาลชุดนี้ไม่แตกต่างจากรัฐบาลทักษิณ สมัยคุณทักษิณดิฉันก็ไม่ได้ทำข่าวเขาน่ะ
**เลยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ?
คือไม่รู้ตัวมากกว่า ตอนแรกตามนายกฯทักษิณอยู่ แต่ตามได้ไม่กี่อาทิตย์ หลังจากนั้นก็ถูกย้ายไปดูองค์กรอิสระ แล้วก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าที่ถูกย้ายเพราะมีการขอ คือไม่รู้เขาคุยกันยังไง แต่มารู้ทีหลังว่าเหตุผลที่ถูกย้ายไปก็เพราะว่ามีการขอ รวมไปถึงการเดินทางไปทำข่าวในนามของทีวีพูลเวลาที่นายกฯเดินทางไปต่างประเทศ ก็จะไม่ได้ไป เราก็มารู้ทีหลังอีกเหมือนกัน เพราะปกติจะเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ ถึงคราวถ้าเขาบอกว่าถึงคิวเดินทางไปก็ไป แต่พอรู้แล้วมานึกย้อนก็รู้สึกว่าจริงเหมือนกันว่าตลอดหลายปีที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ เนี่ยไม่เคยตกคิวไปทีวีพูลนายกฯ สักที มีแต่คิวทหารไปต่างประเทศ
แต่ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งพอดีมีพี่คนหนึ่งเขาบอกว่าให้เราเดินทางไปทำข่าวคุณทักษิณไปเยือนบรูไน เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก เอกสารส่งให้ทางสำนักนายกฯเรียบร้อยแล้ว อีก 5-6 วันจะเดินทางแล้ว มีพี่คนหนึ่งเขาก็มาบอกว่าไปคราวนี้ทำตัวดีๆหน่อยนะ เราก็สงสัยว่า อ้าว..ทำไม เขาก็เลยเฉลยว่า อ้าว..ไม่รู้เหรอว่าถูกรัฐบาลแบนไม่ให้ไปทีวีพูล แล้วพี่คนนี้เป็นคนไปขอกับคนใกล้ชิดของคุณทักษิณในขณะนั้นว่าให้ไปเถอะเพราะว่ามันไม่เป็นธรรม เขาก็เลยกำชับมาว่าถ้าให้ไปแล้วให้ทำตัวดีๆ พอเรารู้ก็โกรธมากเลย ถ้าอย่างงั้นไม่ไป เพราะว่าถ้าจะไปเนี่ยต้องไปโดยการตัดสินใจของช่อง 7 ถ้าไปเพราะคนรับใช้คุณทักษิณผงกหัวว่าให้ไปได้เนี่ยไม่ไป ตอนนั้นก็วุ่นวายมากเพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ตอนนั้นกอง บก.ช่อง 7ก็โกรธมากเพราะถือว่าทำให้เขายุ่งยากมากที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล แต่เราก็ยืนยันว่าไม่ไป
**แต่ที่ผ่านมาคุณสมจิตต์ก็ไม่ได้จี้ถามเฉพาะรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้น สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ซึ่งมีปัญหาเรื่อง สปก.4-01 คุณสมจิตต์ก็จี้ถามคุณชวนจนเกิดเป็นวิวาทะ กลายเป็นประเด็นที่ครึกโครม
ก็ไม่ใช่วิวาทะ แค่คุณชวนให้กลับไปถามคุณพ่อคุณแม่ (หัวเราะ) ในสมัยคุณบรรหารก็เคยโดนที่จะให้สั่งย้ายจากทำเนียบฯ ก็โดนมาทุกสมัย
**แล้วคิดว่าคุณทักษิณกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลัวอะไรกับคนชื่อสมจิตต์
เขากลัวความจริงมั้ง เขาไม่ได้กลัวคนหรอก
**เขาไม่กล้าตอบคำถามถึงขนาดจะต้องย้ายนักข่าว ?
คือเขาคิดว่าถ้าเกิดมันมีคำถามที่จะทำให้เขาตอบไม่ได้มันก็จะทำให้สถานะของเขาดูแย่ลง มันก็จะทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่าเขามีปัญหาอะไรเขาถึงตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ง่ายกว่าในความคิดของคนที่มีอำนาจว่าถ้าตัดนักข่าวคนที่จะทำให้เกิดปัญหาตรงนั้นไปได้เขาก็สามารถควบคุมภาพที่จะปรากฏต่อสาธารณะได้อย่างที่เขาต้องการ แต่การทำแบบนั้นมันไม่ยุติธรรมกับประชาชน
**แปลว่านักข่าวส่วนใหญ่จะไม่กล้าถามคำถามที่นักการเมืองไม่อยากตอบ
คือมันก็พูดอยาก มันมีหลายปัจจัย หลายเหตุผล และแต่ละคนก็มีข้อจำกัดของตัวเองที่แตกต่างกันไป แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะกล้าออกจากกรอบที่ตัวเองถูกขีดไว้ไหม แต่อีกอย่างที่มันเป็นปัญหามากๆคือสื่อไม่ได้เห็นว่างานนี้มันเป็น 'วิชาชีพ' แค่เห็นว่ามันเป็น 'อาชีพ' ที่ทำให้มีอยู่มีกินและมีสถานะในทางสังคมเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราแทบจะไม่ได้เห็นการตั้งคำถามในเชิงตรวจสอบ การตั้งคำถามในเชิงทุกข์ร้อนไปกับสังคมในสิ่งที่นักการเมืองได้ทำไม่ดีกับบ้านเมือง
**แล้วเราก็ไม่ค่อยเห็นคำถามในเรื่องการคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆ
ก็อาจจะมีการตั้งคำถามในลักษณะถามให้ตอบ แล้วก็เอาคำตอบนั้นมาเพื่อให้เป็นข่าว แต่ไม่ได้ถามเพื่อที่จะลงลึกลงไปว่าไอ้สิ่งที่เขาพูดมันโกหกหรือเปล่า มันบิดเบือนข้อเท็จจริงไหม ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่สื่อมวลชนที่กำลังนำเสนอข่าวในลักษณะแบบนี้ถือว่าไม่เคารพต่อประชาชน ทั้งที่จริงๆแล้วคำว่าสื่อมวลชนเนี่ย เจ้านายของสื่อมวลชนคือประชาชน ไม่ใช่แม้กระทั่งต้นสังกัดของเราด้วยซ้ำไปถ้าเราคิดว่าเราคือ 'สื่อมวลชน' นะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องคิดถึงอันดับแรกในการตั้งคำถามคือผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนหรือเปล่า แม้ว่าคำถามนั้นจะมีคนไม่พอใจ
แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากไปถึงสื่อมวลชนด้วยกันคือการที่สื่อละเลยต่อปัญหาของสังคมโดยมองเห็นแค่ว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่สื่อทำหน้าที่เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ทั้งๆที่หน้าที่ของสื่อไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์ แต่ต้องเป็นคนที่เอาประเด็นที่เกิดขึ้นมากางให้สังคมเห็นว่าประเด็นไหนมันถูกมันผิด ซึ่งขอยืนยันว่า 'สื่อไม่ควรเป็นกลาง'
**แปลว่าสื่อเป็นกลางไม่ได้
เป็นกลางไม่ได้ ไม่อย่างนั้นในตำราที่เรียนมาเขาคงไม่บอกหรอกว่า...สื่ออยู่ในสถานะที่ชี้นำสังคมได้ ถ้าสื่อเป็นกลาง สื่อจะชี้นำสังคมไม่ได้เลย แต่ประเด็นตอนนี้ก็คือว่าสื่อเอาคำว่า 'เป็นกลาง' มาครอบ บางคนก็อาศัยคำนี้เพื่อจะอธิบายว่าทำไมตัวเองถึงไม่ทำข่าวนี้หรือไม่นำเสนอข้อมูลนี้เพราะว่ามันง่ายดีที่จะอธิบาย ขณะที่จริงๆ แล้วอาจมีปัจจัยตั้งมากมายที่ทำให้ไม่กล้านำเสนอข่าว เช่น กลัว ถูกแทรกแซง เยอะแยะไปหมด ด้วยปัจจัยแบบนี้ทำให้สังคมไทยอ่อนแอในการที่จะรับข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน และข้อมูลในอันที่จะเป็นประโยชน์กับตัวของประชาชนในการที่จะเรียนรู้ถึงสิ่งที่นักการเมืองทำไม่ดีกับประเทศ
**การที่สื่อจำนวนไม่น้อยนำเสนอเฉพาะสิ่งที่นักการเมืองพูด โดยที่ไม่ได้นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่เรียกว่าความเป็นกลาง เพราะเท่ากับสื่อจะกลายเป็นกระบอกเสียงให้นักการเมือง ช่วยนักการเมืองโกหก
ใช่ อันนี้ก็เป็นปัญหาว่าบางทีสื่อเองไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอก็จะทำให้สื่อเป็นได้แค่บุรุษไปรษณีย์ก็คือเป็นผู้ส่งสารจากคำพูดที่แหล่งข่าวพยายามสื่อเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้คิดว่าคำพูดนั้นมันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน มันเหมือนกับสื่อปล่อยให้ประเด็นข่าวถูกกำหนดโดยแหล่งข่าว แทนที่ข่าวควรถูกกำหนดโดยข้อเท็จจริง และนักข่าวเป็นคนแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น แต่มันกลายเป็นว่าวันนี้ข่าวที่ปรากฎมันถูกกำหนดโดยคนที่พูด แล้วสื่อทำหน้าที่เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ ซึ่งมันไม่ใช่การทำหน้าที่สื่อ แล้วมันอันตรายต่อสังคมด้วย
อันดับแรกสื่อต้องเป็น Gate keeper หรือเป็นคนที่กลั่นกรอง เป็นประตูปิด-เปิดข่าวสาร ถ้าเราไม่ได้เป็นประตูเลย แหล่งข่าวพูดอะไรก็ออกมาหมด ทั้งของดีของเสียออกมาหมด แล้วสังคมจะแยกแยะได้ยังไงว่าอันไหนคือของดี-ของเสีย ปัญหาของบ้านเมืองตอนนี้อย่าโทษแค่นักการเมือง ความจริงสื่อก็มีส่วนอย่างมาก ต้องถามคนที่จะมาเป็นสื่อว่าคุณพร้อมที่จะเป็นสื่อมวลชนที่จะปกป้องผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติไหม ?


