xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

'อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล' ชำแหละจดหมาย 'ทักษิณ' ความปลิ้นปล้อนของวลี “FORGIVE AND FORGET”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -พลันที่มีข่าวการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฏ)พระราชทานอภัยโทษ เพื่อช่วยเหลือ 'นช.ทักษิณ ชินวัตร' ก็เกิดกระแสต่อต้านจากมวลชนจากหลายภาคส่วนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่เปิดเกมกดดันพระราชอำนาจโดยหัวหมู่ทะลวงฟันชื่อ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ถึงกับไปไม่เป็น ขณะที่ต้นตอของประเด็นร้อนอย่าง นช.ทักษิณก็ร่อนจดหมายเปิดผนึกจากดูไบถึงประชาชนชาวไทยส่งสัญญาณถอยกรูดอย่างไม่เป็นท่า โดยอ้างว่า ไม่ต้องการให้สิ่งใดมาทำลายความปรองดองของคนในชาติ พร้อมทั้งทิ้งวดีเด็ด “FORGIVE AND FORGET” ขอให้คนไทยอภัยซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากอ่านถ้อยคำในจดหมายของ นช.ทักษิณ อย่างละเอียดก็จะพบเห็นว่า แต่ละวรรค แต่ละประโยค และแต่ละย่อหน้าแฝงเอาไว้ด้วยนัยสำคัญทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง ซึ่ง นักภาษาศาสตร์อย่าง 'ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล' อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์คำพูดและการใช้ภาษาของนักโทษหนีคดีรายนี้ไว้อย่างลึกซึ้งและถึงแก่นเลยทีเดียว

อยากให้อาจารย์วิเคราะห์จดหมายเปิดผนึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฉบับล่าสุดซึ่งเขียนที่ดูไบ ซึ่งพยายามพูดเรื่องความสามัคคีภายในชาติและการให้อภัยกัน

ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่จดหมายฉบับแรกที่คุณทักษิณเขียนมาถึงคนไทย โดยใช้ลายมือของเขาเอง คุณทักษิณเคยเขียนจดหมายในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ผมลองไปค้นดูก็พบว่าจดหมายเหล่านั้นเขาเขียนมาจากต่างสถานที่กัน เช่น เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2550 คุณทักษิณ ระบุว่าเขียนที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาวันที่ 7 ธ.ค.2550 เขียนที่ฮ่องกง ล่าสุดวันที่ 20 พ.ย.2554 เขียนที่ดูไบ ซึ่งถ้าเราดูตัวจดหมายโดยไม่ดูบริบททางสังคมและสถานการณ์แวดล้อมเลยเราจะเห็นว่าในจดหมายของคุณทักษิณจะมีองค์ประกอบของความคิดคล้ายคลึงกับฉบับก่อนๆ

โดยประเด็นแรก คุณทักษิณจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติและประชาชน ประเด็นที่ 2 จะพูดเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ ประเด็นที่ 3 จะพูดถึงเรื่องความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเด็นที่ 4 คือเรื่องที่คุณทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือต้องลงจากตำแหน่งนายกฯโดยไม่ชอบธรรม ไม่ถูกกติกา ซึ่งความคิดเหล่านี้จะปรากฏอยู่อย่างสม่ำเสมอทีเดียว จดหมายของคุณทักษิณซึ่งลงวันที่ 20 พ.ย.54 ก็เช่นเดียวกัน ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงระบบความคิดของคุณทักษิณว่ายังคงคิดวนเวียนหรือให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ เหล่านั้น

อาจารย์คิดว่าจดหมายฉบับวันที่ 20 พ.ย.2554 มีอะไรที่แตกต่างจากจดหมายฉบับก่อนๆ ของคุณทักษิณไหม

ผมคิดว่าจดหมายฉบับนี้คุณทักษิณคงจะร่างและเรียบเรียงความคิดมาแล้วอย่างดี ก่อนที่จะคัดลอกออกมาเป็นลายมือของตัวเอง และถ้าเราดูความยาวของจดหมาย เราจะพบว่าเนื้อหามีความสั้นยาวเท่ากับ 1 หน้ากระดาษเอ4 พอดี และความคิดที่ปรากฏในแต่ละย่อหน้านั้นเป็นความคิดที่ชัดเจน มีความสัมพันธ์ของแต่ละย่อหน้าอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนการเขียนอย่างดี ไม่ใช่แค่เขียนไปเรื่อยๆ และคิดว่าน่าจะมีการร่างก่อนที่จะมีการคัดลอกออกมาเป็นลายมือของคุณทักษิณอย่างที่เราเห็นกัน

ถึงแม้ว่าจดหมายฉบับนี้จะมีประเด็นซ้ำเช่นเดียวกับจดหมายฉบับก่อนๆ แต่ก็มีบางประเด็นที่ถูกชูขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ ก็คือเรื่องของความสามัคคีปรองดองซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในจดหมายฉบับนี้ เพราะคุณทักษิณเขียนถึงประเด็นนี้ไว้ทั้งในย่อหน้าแรกและในย่อหน้าสุดท้าย โดยในย่อหน้าแรกระบุว่า “ ต้องการความสามัคคีปรองดองภายในชาติ จึงจะร่วมกันฟันฝ่าภัยธรรมชาติครั้งนี้ได้ ผมขอสนับสนุนทุกมาตรการที่จะนำไปสู่ความปรองดองในชาติ และไม่อยากเห็นความพยายามใดๆ ที่จะทำให้บรรยากาศนี้เสียหาย ” ตรงนี้น่าสนใจมากว่าคำว่า 'บรรยากาศ' ของคุณทักษิณ หมายถึงอะไร

ถ้าเราดูความเคลื่อนไหวทางสังคมเราก็จะเห็นถึงประเด็นที่จะสอดคล้องกับคำว่าบรรยากาศในความหมายของคุณทักษิณอยู่ 2 ประเด็น นั่นก็คือเรื่องของการออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.ในวาระจร และเป็นเรื่องลับด้วย กับอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งผมรู้สึกว่าทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งที่คุณทักษิณเรียกว่าบรรยากาศ ซึ่งก็หมายถึงบรรยากาศในการที่จะผลักดันกฎหมายดังกล่าวนั่นเอง และคุณทักษิณก็ให้การสนับสนุนบรรยากาศเหล่านี้ด้วย

แล้วนัยของความสามัคคีในย่อหน้าสุดท้ายของจดหมายคุณทักษิณคืออะไร

ในย่อหน้าสุดท้ายคุณทักษิณบอกว่า “ ขอเรียกร้องจากทุกฝ่ายที่รักชาติบ้านเมืองจริง ต้องรู้จักคำว่า 'FORGIVE AND FORGET' คือรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ลืมเรื่องเก่าๆ เข้าสู่มิติใหม่ของวันพรุ่งนี้ เพื่อบ้านเมืองและลูกหลานเรา” ถ้าสังเกตจะเห็นว่าที่เราจะพบอย่างสม่ำเสมออีกประเด็นหนึ่งก็คือคุณทักษิณจะไม่ลืมข้อความสำคัญที่เป็นหัวใจที่ทำให้ผู้คนจดจำอยู่ในจดหมายทุกๆ ฉบับของคุณทักษิณ จดหมายฉบับนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณทักษิณเลือกใช้คำ 'FORGIVE AND FORGET' ซึ่งเรียกว่าเป็นการเล่นเสียงเล่นคำ แล้วก็เล่นความหมายของถ้อยคำนี้เป็นอย่างดี

คำถามที่น่าสนใจคือทำไมคุณทักษิณจึงเลือกใช้คำว่า FORGIVE ซึ่งแปลว่าให้อภัย หรือยกโทษ และใช้คำคำว่า FORGET ที่แปลว่าลืมๆไปเสีย สิ่งที่น่าสนใจคือคุณทักษิณคือคนที่ได้ประโยชน์ถ้าทุกคนจะ FORGIVE และ FORGET แต่ถ้าคุณทักษิณเป็นคนที่เสียประโยชน์จากคำว่า FORGIVE และFORGET คุณทักษิณจะไม่เลือกใช้คำนี้เด็ดขาด คุณทักษิณเป็นคนฉลาดที่จะเลือกใช้คำให้สั้น กระชับ และให้คนจดจำได้ แล้วตัวเองได้ประโยชน์จากถ้อยคำนั้นๆ ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง เมื่อก่อนจะใช้คำว่า “ผลไม้พิษย่อมเกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ” หรือคราวนี้ที่ใช้คำว่า “FORGIVE AND FORGET” คุณทักษิณล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ได้ประโยชน์ทั้งสิ้น คุณทักษิณจึงพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนลืมเรื่องเก่าๆ ให้อภัยกันและกัน แล้วก็ไม่ลืมที่จะบอกว่าการให้อภัยกัน การลืมเรื่องเก่าๆ จะนำไปสู่พรุ่งนี้ที่ดีกว่า โดยคุณทักษิณใช้คำว่า “สู่มิติใหม่ของวันพรุ่งนี้ เพื่อบ้านเมืองและลูกหลานเรา”

ผมคิดว่าคนที่ร่างจดหมายของคุณทักษิณพยายามที่จะคิดถ้อยคำให้กระชับมากที่สุดและสื่อความหมายได้ตรงประเด็นมากที่สุด ท่ามกลางความบอบช้ำของผู้คนจากวิกฤตอุทกภัยและความเบื่อหน่ายจากความขัดแย้งทางการเมืองของผู้คนในสังคม หลายคนก็พยายามชูประเด็นว่าเราคงต้องนำประเทศชาติก้าวออกไปข้างหน้าโดยที่ต้องลืมเรื่องเก่าและต้องก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้า ซึ่งเรื่องเก่าที่เราติดหล่มอยู่ก็คือเรื่องของคุณทักษิณนั่นเอง เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่วันนี้จะมีคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์มากกว่าหนึ่งคอลัมน์ที่พูดถึงประเด็นที่ให้เราลืมเรื่องเก่าและก้าวไปสู่อนาคตใหม่

คุณทักษิณเลือกที่จะใช้คำว่าอภัย และคำว่าลืมในขณะที่คดีของคุณทักษิณเป็นคดีอาญาซึ่งเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น ไม่ใช่คดีการเมือง

เรื่องนี้จะต้องเป็นประเด็นที่สังคมจะต้องถกเถียงนะครับ การลืม การให้อภัย เป็นธรรมะที่ดีสำหรับพุทธศาสนิกชน เป็นหลักธรรมอันสูงส่งที่เราจำเป็นที่จะต้องมีให้แก่กัน และไม่เฉพาะในศาสนาพุทธเท่านั้น ในศาสนาคริสต์และอิสลาม การให้อภัยก็เป็นการแสดงถึงความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะฉะนั้นการให้อภัยเป็นธรรมะขั้นสูงที่ทุกคนจะต้องกระทำ แต่เรื่องการเมืองเราคงต้องแยกออกมาจากธรรมะขั้นสูง เราไม่สามารถให้อภัยกับคนที่ทำความผิดร้ายแรงต่อประเทศชาติ อย่างในกรณีของการสร้างความแตกแยกให้แก่ประเทศชาติก็ดี การคอร์รัปชั่นก็ดี การโกงกินบ้านเมือง หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะการให้อภัยนั้นเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กระทำความผิด แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรแก่คนทั้งสังคม

จริงๆ แล้วคุณทักษิณใช้คำว่าให้อภัยซึ่งกันและกัน ซึ่งคุณทักษิณหมายถึงการให้อภัยทุกสิ่งทกอย่างในอดีตที่ผ่านมา รวมถึงการให้อภัยในคดีความที่คุณทักษิณต้องคดีต่างๆ ด้วย ไม่เฉพาะคดีที่ศาลตัดสินไปแล้วนะครับ ถ้าดูดีๆจะเห็นว่าคุณทักษิณต้องการพูดถึงคดีทุกๆ คดีทั้งๆ ที่ตัดสินแล้วและยังไม่ได้ตัดสิน เราจะเห็นได้ว่าแนวคิดของคุณทักษิณค้อนข้างสอดรับกับแนวคิดของนักกฎหมายที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า 'คณะนิติราษฎร์' ซึ่งต้องการให้ย้อนกระบวนการกลับไปสู่ก่อนการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 แต่คุณทักษิณไม่ใช้คำว่าให้อภัยตัวผม เขาเลือกใช้คำว่าให้อภัยซึ่งกันและกันทำให้จดหมายฉบับนี้มีพลัง

ถามว่าจดหมายฉบับนี้สร้างสรรค์หรือทำลาย ก็ต้องบอกว่าจดหมายฉบับนี้ทุกคำล้วนสร้างสรรค์ ไม่มีสักคำที่ไม่สร้างสรรค์หรือส่อไปในทางที่ก่อความเดือดร้อนแก่ประเทศ แต่ภายใต้ข้อความที่สร้างสรรค์นั้นแอบแฝงไปด้วยผลประโยชน์ที่คุณทักษิณรับไปเต็มๆ

อาจารย์คิดว่าทำไมในจดหมายฉบับนี้ คุณทักษิณต้องหยิบยกกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร พระองค์จะหนักพระราชหฤทัย ทั้งๆ ที่ความพยายามในการขอพระราชทานอภัยโทษให้คุณทักษิณนั้นเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการกระทำที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ถ้าเราดูจดหมายของคุณทักษิณ หรือข้อความที่คุณทักษิณพูดผ่านสื่อไฮเทคต่างๆ เข้ามาในประเทศไทย จะเห็นว่าคุณทักษิณจะไม่ลืมพูดถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกครั้ง คือคุณทักษิณต้องการที่จะบอกคนไทยทุกคนว่าตัวเขาเองมีความจงรักภักดี ตัวเขาเองเป็นห่วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเด็นนี้คุณทักษิณไม่เคยลืมเลยเพราะคุณทักษิณเป็นคนที่ต้องข้อกล่าวหาที่รนแรงมากและข้อกล่าวหานี้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก 4 ประการที่ทำให้คุณทักษิณถูกรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ถ้าย้อนกลับไปดูเหตุผล 4 ประการของคณะผู้ก่อรัฐประหารจะเห็นว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นคุณทักษิณต้องชูประเด็นว่าตัวเขาเองนั้นไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหา และตัวเขาเองยังมีความจงรักภักดีสูง ส่วนคำพูดและการกระทำมันไปด้วยกันได้หรือเปล่ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าทุกๆ ถ้อยคำที่คุณทักษิณใช้ในจดหมายของตนเองจะแปลว่าสิ่งเหล่านี้จะมาจากเบื้องลึกแห่งหัวใจที่แท้จริงของคุณทักษิณ มันคนละเรื่องกัน

การเอ่ยถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เอ่ยถึงวาระโอกาสสำคัญของพระองค์ เอ่ยถึงอาการประชวรของพระองค์นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณทักษิณคือการที่ทำให้คุณทักษิณได้ใจคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย 2 กลุ่มที่จะสนใจจดหมายฉบับนี้ กลุ่มหนึ่งก็คือพี่น้องเสื้อแดงที่ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของคุณทักษิณ ส่วนกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มตรงข้ามซึ่งต้องการรู้ว่าคุณทักษิณคิดอะไร พูดอะไร ก็ต้องคอยติดตามทุกถ้อยคำที่คุณทักษิณใช้เช่นกัน ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงสื่อมวลชนนะครับ จะเห็นว่าคุณทักษิณได้ใจกลุ่มเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย ท่ามกลางพี่น้องเสื้อแดงบางคนที่อาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ว่าคุณทักษิณเองมีความคิดที่จะล้มล้างสถาบันตามข้อกล่าวหานี้ด้วยหรือเปล่า

แต่เฉพาะส่วนที่พูดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คุณทักษิณมีความจริงใจมากน้อยแค่ไหนเราสามารถพิสูจน์ได้ ถ้าเราได้อ่านหนังสือพิมพ์อย่างเช่น 'Voice of Taksin' หรือสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือเดียวกัน หรือในเว็บไซต์ที่เอื้อประโยชน์ต่อคุณทักษิณ แล้วเราจะเข้าใจ และจะรู้ความจริง

คนรอบข้างคุณทักษิณเองก็มีท่าทีในลักษณะจาบจ้วงอยู่บ่อยครั้ง แต่คุณทักษิณเองก็ไม่เคยห้ามปราม

ใช่ครับ นอกจากไม่เคยห้ามปรามแล้วในบางกรณีแล้วคุณทักษิณก็อยู่ร่วมขบวนการณ์เสียเอง

จากที่อาจารย์วิเคราะห์แปลว่าคุณทักษิณไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้คนเดียว แต่มีทีมงานช่วยกัน
คิด

ผมคิดว่าคุณทักษิณไม่ได้เขียนด้วยตนเองตลอดทั้งฉบับ แต่มีคนช่วยคิด แต่ถ้อยคำเป็นถ้อยคำที่แสดงความเป็นตัวตนของคุณทักษิณอยู่มากทีเดียว จดหมายทุกฉบับของคุณทักษิณจะมีลักษณะเช่นนี้ อาจจะมีจดหมายบางฉบับซึ่งเป็นจดหมายสั้นๆ ที่คุณทักษิณเขียนถึงชมรมคนคิดถึงทักษิณบ้าง ซึ่งอันนั้นเขาอาจจะเขียนด้วยตนเอง แต่ถ้าเป็นจดหมายขนาดยาว แล้วเป็นฉบับที่เขียนด้วยลายมือ ผมคิดว่าเป็นจดหมายที่มีการร่างกันไว้อย่างดีและมีคนช่วยกันเขียน แต่จะมากหรือน้อยผมไม่อาจรู้ได้ ที่แน่ๆ คือมีคนช่วยคิดและมีการขัดเกลาแก้ไขถ้อยคำ วางแผนอย่างดีว่าแต่ละย่อหน้าจะเป็นอะไร และจะเรียงร้อยข้อความต่างๆ อย่างไร

ทำไมคุณทักษิณจึงเลือกที่จะเผยแพร่จดหมายของเขาออกมาเป็นลายมือของตัวเอง แทนที่จะใช้การพิมพ์

เพราะว่าคุณทักษิณต้องการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของตนเองจึงเลือกที่จะสื่อสารออกด้วยลายมือตัวเอง ซึ่งเป็นตัวอักษรที่มีเส้นหนักเส้นเบา และเขาเลือกที่จะสื่อสารบางอย่างที่ข้อความซึ่งเป็นตัวพิมพ์สื่อสารไม่ได้ นั่นก็คือความเป็นตัวตนของคนชื่อทักษิณ เขาต้องการแสดงความเป็นตัวตนของเขาในทุกๆ ความคิด ในทุกๆ ถ้อยคำ แต่ถ้าสื่อออกมาด้วยตัวพิมพ์ ลักษณะตัวอักษรมันก็อาจจะไปเหมือนกับข้อความของคนอื่น ขณะที่ลายมือของคุณทักษิณ ลายมือของอนันต์ เหล่าเลิศวรกุล หรือลายมือของบุคคลใดก็ตาม ต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นอัตลักษณ์เฉพาะบุคคลที่ไม่เหมือนใคร

คิดว่าคุณทักษิณรู้เห็นกับการออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ของ ครม.ยิ่งลักษณ์ ด้วยหรือเปล่า

มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือจนบัดนี้ยังไม่มีใครได้เห็นข้อความใน พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ที่เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคาร 15 พ.ย.ที่ผ่านมาเลย แต่ข้อความในจดหมายที่คุณทักษิณเขียนมาในจดหมายนั้นสอดคล้องกัน แสดงให้เห็นว่าคุณทักษิณเองรู้ข้อความที่ปรากฏอยู่ใน พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ นอกจากนั้นเราจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวทางฝั่งของรัฐบาลก็ดี การเคลื่อนไหวของมวลชนที่สนับสนุนคุณทักษิณก็ดี รวมทั้งข้อความที่ปรากฏอยู่ในจดหมายฉบับลายมือของคุณทักษิณนั้นล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นแสดงให้เห็นถึงการวางแผนอย่างรอบคอบและรัดกุมว่าช่วงเวลาใดจะให้เรื่องใดออกมาเป็นข่าว และจะนำเรื่องใดเข้ามาเป็นประเด็นในช่วงเวลานั้น เพราะฉะนั้นจดหมายของคุณทักษิณเองจึงปรากฏขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะอย่างที่สุดคือหลังจากที่รัฐบาลได้ผ่านร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษแล้ว

และถ้าเราไปดูการเกิดขึ้นมาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการ สร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธานฯ เราจะเห็นได้ว่ามีลักษณะสอดคล้องกันอย่างกลมกลืนเลยที่เดียว

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยก็เคยมีสโลแกนออกมาว่า “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ”

ใช่ครับ ถ้าเราย้อนกลับไปดูตัวจดหมายของคุณทักษิณจะพบว่าในย่อหน้าที่ 3 มีข้อความที่พูดถึงนายกรัฐมนตรีของเรา คือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยบอกว่า “มั่นใจว่านายกรัฐมนตรีของเรามีแนวคิดและความตั้งใจเช่นเดียวกับผม” ซึ่งสังเกตได้ว่าคำพูดที่พูดถึงนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นคำพูดที่พูดด้วยความรักใคร่และมีความเป็นห่วงเป็นใยอย่างสูง แล้วก็เชื่อมั่นในความคิดและความตั้งใจในการทำงานของนายกฯ แต่สิ่งที่คุณทักษิณไม่ลืมที่จะหยอดลงไปในท้ายข้อความก็คือคำว่า “เช่นเดียวกับผม” ชัดเจนเหมือนกับสิ่งที่คุณทักษิณเคยบอกว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นโคลนนิ่งของเขา เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่ข้อความที่คุณทักษิณเขียนจะเป็นโทษต่อรัฐบาล

อาจารย์มองว่าทำไม่มีใครเคยเห็น พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ที่ผ่านการพิจารณาของ ครม.ชุดนี้เลย

การที่ไม่มีใครเห็นพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อคุณทักษิณและเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลด้วย เพราะประการที่ 1 ถ้าสังคมไม่รู้เรื่องนี้เลย ไม่จับจ้อง ไม่มีการคัดค้าน เรื่องนี้ไม่หลุดออกมา พระราชกฤษฎีกาฉบับที่มีข้อความตามที่ตกเป็นข่าว อาจจะเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียวกับที่นำขึ้นทูลเหล้าทูลกระหม่อมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย ก็แน่นอนว่าคุณทักษิณได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ถ้าร่างพระราชกฤษฎีกานั้นมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

แต่เมื่อสถานการณ์กลายเป็นว่าสังคมจับจ้อง และก็โจมตีวิพากษ์วิจารณ์ พากันคัดค้าน เมื่อคนไม่เห็นร่างพระราชกฤษฎีกา ร่างพระราชกฤษฎีกานี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ได้ สมมุติว่าของเดิมเป็นพระราชกฤษฎีการที่เอื้อประโยชน์ต่อคุณทักษิณ เมื่อเกิดกระแสต่อต้านร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นอีกร่างหนึ่ง คือเป็นร่างที่ไม่เอื้อต่อคุณทักษิณ ไม่เป็นจริงตามที่เป็นข่าว ก็กลายเป็นว่าผู้คนในสังคมตีตนไปก่อนไข้ ไม่รู้แล้ววิพากษ์วิจารณ์ ก็กลายเป็นว่าผู้คนที่รุมวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็เสียความน่าเชื่อถือ แล้วถ้ารัฐบาลเปิดเผยร่างพระราชกฤษฎีกานี้ออกมาเป็นข่าวใหญ่ก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาลจะกุมไพ่ที่เหนือกว่า ขณะนี้รัฐบาลเป็นคนคุมเกม ขณะที่สังคมนั้นต้องเร่งเกาะติดรัฐบาล ไม่ว่าร่างนั้นจะเป็นร่างใด เอื้อประโยชน์หรือไม่เอื้อประโยชน์ต่อคุณทักษิณก็ตาม ถ้าสมมติว่าสังคมไม่จับจ้องก็มีความเป็นไปได้ว่าร่างพระราชกฤษฎีกาที่เอื้อประโยชน์ต่อคุณทักษิณจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย แต่เมื่อสังคมโจมตีวิพากษ์วิจารณ์ ตัวร่างพระราชกฤษฎีกานี้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงก่อนแน่ๆ ก่อนที่จะนำมาเปิดเผยต่อประชาชน เพื่อให้เห็นว่าสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง ดังนั้น ถามว่าทำไมถึงไม่ได้เห็น เมื่อไม่ได้เห็นจึงเป็นผลดีต่อรัฐบาล เป็นผลดีต่อเกมของรัฐบาล และเป็นผลดีต่อตัวคุณทักษิณ

ตอนนี้หลายคนกำลังสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ พล.อ.สนธิ บุญยกลิน ส.ส.พรรคมาตุภูมิ และอดีตประธาน คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ถึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันแนวคิดปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นการช่วยเหลือคุณทักษิณ

สังคมแปลกใจ แต่ผมไม่แปลกใจนะ แต่ผมประหวั่นพลั่นใจมากกว่า เพราะ พล.อ.สนธินั้นต้องถือว่าเป็นศัตรูทางการเมืองของคุณทักษิณ แต่ขณะนี้ พล.อ.สนธิมาดำเนินการในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้แก่คุณทักษิณ จึงเห็นได้ชัดเจนว่าทั้งสองกลุ่มขั้วอำนาจที่เคยขัดแย้งและหักล้างอำนาจกันนั้นได้หันมา FORGIVE AND FORGET กันเรียบร้อยแล้ว หันมาให้อภัยและลืมเรื่องเก่าๆ ตรงนี้แหล่ะที่ผมคิดว่าสังคมน่าประหวั่นพรั่นพรึง เพราะคนที่จะเสียประโยชน์เต็มๆ ก็คือประชาชนตาดำๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่ไม่ติดตามข่าวสารทางการเมือง คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ คนเหล่านี้แหล่ะที่จะได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ เมื่อคู่ตรงข้ามทางการเมืองหันมาจับมือกัน

ประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกว่ากำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็คือเรื่องการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)นิรโทษกรรม เพื่อช่วยเหลือคุณทักษิณ

ผมคิดว่าการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเกิดขึ้นแน่ แต่คำถามที่น่าสนใจคือถ้า พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านออกมา เวลา 5 ปีที่ผ่านมาที่คนในสังคมพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยหลังจากเหตุการณ์ 19 ก.ย.2549 บวกกับอีก 1 ปีกว่าๆก่อนหน้านี้ ที่คนในสังคมลุกขึ้นมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ทรัพยากรมากมายที่เราสูญเสียไปทางเศรษฐกิจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะกลายเป็นความสูญเปล่าเพราะว่ามันไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆให้กับประเทศชาติได้เลย แม้กระทั่งการจะลงโทษนักการเมืองที่ไร้สุจริตธรรมเพียงแค่คนเดียวก็ยังทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นถือเป็นการลงทุนอันสูญเปล่า ที่ผ่านมาเราสูญเสียทั้งเวลา พลังความคิด และทรัพยากรที่ประเมินค่ามิได้ และสุดท้ายเราก็ต้องกลับไปสู่วงจรเก่าๆ คือผู้กุมเสียงข้างมากในสภาก็สามารถกุมชะตาประเทศนี้ได้

ที่สำคัญความสูญเสียที่ผ่านมากลับไม่ได้เป็นบทเรียนให้แก่คนในสังคมนี้เลย ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นการสร้างประชาธิปไตยอันบิดเบี้ยวให้กับคนในสังคม เพราะคนในสังคมเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยแบบผิดๆ เข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นเพียงแค่กุมเสียงข้างมากก็เป็นประชาธิปไตยแล้ว ไม่ต่างกับการที่รัฐบาลอ้างว่าได้เสียงมาเท่านั้นเท่านี้ การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็คงใช้เหตุผลเรื่องเสียงข้างมากเช่นกัน โดยที่เราลืมไปว่าประชาธิปไตยนั้นหมายถึงการตรวจสอบ การถ่วงดุล การมีเหตุผล และรับฟังเหตุผลของเสียงข้างน้อย แต่ตอนนี้เรากำลังเดินไปสู่หนทางที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นอธิปไตยของเสียงข้างมาก ต้องเรียกว่าเป็นพหุคณาธิปไตย